ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 303 กลางดึกจับผี ไม่นอนแล้ว!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 303 กลางดึกจับผี ไม่นอนแล้ว!
ครั้นได้ยินว่าซู่เป่ามาถึงหน้าบ้าน ดวงตาของกู้ชีชีก็เปล่งประกายระยิบระยับทันที เธอรีบถลาออกไปต้อนรับแขกตัวน้อยด้วยความตื่นเต้น โดยมีคุณแม่กู้ลอบสังเกตอาการลูกสาวอย่างเงียบ ๆ ก่อนเดินตามหลังไปติด ๆ
ทันทีที่ซู่เป่าก้าวเข้ามาในอาณาเขตตระกูลกู้ เด็กน้อยถึงกับอุทานออกมา “โอ้โห สวยจังเลยค่ะ!”
เบื้องหน้าคือทะเลดอกไม้สีชมพูหวานละมุน ประดับประดาด้วยตุ๊กตาหมีน้อย ดวงดาว หัวใจ และลูกกวาดหลากสีสัน ดูราวกับดินแดนในเทพนิยาย ช่างน่ารักเกินบรรยาย
“ซู่เป่า ช่อดอกไม้รูปหมีที่คุณลุงสี่ส่งไปให้ที่บ้าน หนูเห็นหรือยัง?” ซูโล่วนึกขึ้นได้ จึงเอ่ยถาม
เพราะมัวแต่วุ่นวายกับการกลับมาของจิ่นอวี้ เขาจึงเผลอไผลลืมถามเรื่องนี้ไปเสียสนิท
“เห็นแล้วค่ะ ขอบคุณคุณลุงมากเลยนะคะ!” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักตอบรับ
ซูโล่วลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ
หากหลานสาวชอบหมีน้อยที่บ้านคนอื่นจัดไว้
เธอก็ย่อมต้องปลาบปลื้มกับหมีที่ลุงสี่ตั้งใจส่งให้มากกว่าแน่นอน
ยังไม่ทันได้ก้าวข้ามประตู กู้ชีชีก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม แต่เมื่อเห็นซู่เป่าชัด ๆ เธอถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
‘ซู่เป่าตัดผมงั้นเหรอ?’
‘แต่ว่า… มันน่ารักมุ้งมิ้งจนใจเจ็บเลย!’
“ซู่เป่า!” กู้ชีชีอดใจไม่ไหวรีบโผเข้าอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา “ว้าว! ทรงผมใหม่ สวยมากเลยจ้ะ”
“ขอบคุณที่มาร่วมงานวันเกิดพี่นะ พี่เตรียมเค้กน่ารัก ๆ กับน้ำมะม่วง บัวลอย และขนมกุ้ยฮวาไว้เพียบเลย อยากชิมอันไหนก่อนดีจ๊ะ?”
ซู่เป่ารู้สึกหิวขึ้นมาในพริบตา จึงรีบถามเสียงใส “กินทั้งหมดพร้อมกันเลยได้ไหมคะ?”
กู้ชีชีพลันรู้สึกว่าความเหนื่อยยากหลังจากต้องตื่นแต่เช้าตรู่มาช่างคุ้มค่าเหลือเกิน เธออุ้มซู่เป่ามุ่งหน้าไปยังห้องอาหารทันที
ทิ้งให้ซูโล่วยืนถือกล่องของขวัญค้างไว้ในมือ
ชายหนุ่มไม่มีโอกาส แม้แต่จะอ้าปากแทรกบทสนทนา วินาทีนั้นชายหนุ่มเริ่มสงสัยว่า กู้ชีชีต้องการเชิญเขามาจริง ๆ หรือแค่อยากให้ซู่เป่ามาเป็นของขวัญวันเกิดกันแน่?
ขณะที่ซูโล่วกำลังหาที่นั่ง พ่อแม่ของกู้ชีชีก็เดินเข้ามา ในฐานะลูกหลานตระกูลซูผู้ทรงอิทธิพล คุณพ่อกู้จึงรีบเข้ามาทักทายตามมารยาท
ส่วนคุณแม่กู้นั้นลอบมองซูโล่วยิ่งพินิจก็ยิ่งถูกใจ
กรอบแว่นสีทอง ท่าทางปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกคนสุภาพแต่เจ้าเล่ห์… ยอดเยี่ยมจริง ๆ
กู้ชีชีหาได้รู้ไม่ว่ายามนี้พ่อแม่ของเธอต่างพากันเข้าใจผิดไปไกล เธอยังคงพาซู่เป่าไปเพลิดเพลินกับอาหารอย่างมีความสุข
ฝ่ายกู้เซิ่งเสวี่ยแสร้งทำเป็นย้ายที่นั่งด้วยความแนบเนียน แท้จริงแล้วตั้งแต่วินาทีที่ซู่เป่าเดินเข้าบ้านมา เด็กหญิงก็ลอบสังเกตอีกฝ่ายไม่ให้คลาดสายตา
‘ที่แท้ยัยเด็กนี่ ก็คือนักพรตน้อยนักจับผีของตระกูลซู ดูแล้วไม่เห็นเก่งกาจตรงไหน แล้วทำไมถึงกล้ามาแย่ง ภารกิจจับผีของเธอไปได้ล่ะ’
ซู่เป่ากัดเค้กคำโต ก่อนโน้มตัวไปกระซิบถามกู้ชีชี “พี่ชีชีคะ คนนั้นคือน้องสาวพี่เหรอคะ? ทำไมเธอเอาแต่มองหนูตลอดเลย?”
‘หรือว่าพี่เขาอยากกินเค้กด้วยนะ?’
‘จับผีเสร็จแล้วก็เกิดหิวเค้กขึ้นมาเหมือนกันเหรอ ฮึ่ม’
ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ซู่เป่ากลับรู้สึกว่าตนเองกับกู้เซิ่งเสวี่ยนั้นดูจะไม่ถูกชะตากันเอาเสียเลย พอเห็นหน้าอีกฝ่ายเธอก็รู้สึกอยากแกล้งขึ้นมานิด ๆ
ยามนี้เธอเริ่มเข้าใจความรู้สึกของเจ้าเสี่ยวอู่แล้วว่า เหตุใดเวลาเห็นคุณปู่เต่าถึงได้อยากเอาเท้าไปเหยียบสักปึ้ก
“อ๋อ ยัยนั่นคือน้องสาวพี่เอง ชื่อกู้เสี่ยวปา นิสัยประหลาดหน่อย ไม่ต้องไปใส่ใจหรอกจ้ะ” กู้ชีชีเอ่ยตอบ
“ประหลาดตรงไหนเหรอคะ?” ซู่เป่าเอียงคอสงสัย
กู้ชีชีสวมวิญญาณป้าข้างบ้านจอมนินทาทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นลึกลับซับซ้อน “หนูไม่รู้หรอก น้องสาวพี่น่ะไม่เคยร้องไห้เลยสักครั้ง ตั้งแต่เกิดมาเด็กคนไหนก็ต้องร้องไห้จ้า แต่เด็กคนนั้นกลับนิ่งผิดคาด”
“ว้าว! ขนาดหกกล้มก็ไม่ร้องเหรอคะ?” ซู่เป่าเบิกตากว้าง
“ไม่ร้อง” กู้ชีชีส่ายหน้า
“โดนตีก็ไม่ร้องเหรอ?” ซู่เป่าถามย้ำ
“ไม่ร้องเลยจริง ๆ!” กู้ชีชีตอบยืนยัน
“ตอนเด็ก ๆ เคยโดนน้ำร้อนลวกด้วยนะ ดูสิ… บนหลังมือยังมีแผลเป็นอยู่เลย ขนาดนั้นเจ้าตัวยังนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้าน”
ซู่เป่ารู้สึกทึ่งจากใจจริง ‘ทำได้ยังไงกันนะ?’
ตัวเธอเองก็รู้ดีว่าล้มแล้วไม่ควรร้องไห้ แต่เวลาเจ็บมันห้ามความรู้สึกไม่ได้จริง ๆ น้ำตามันชอบไหลออกมาเอง แต่กู้เสี่ยวปาคนนี้กลับทำได้ ความปรารถนาอันแปลกประหลาดผุดขึ้นในใจซู่เป่าอีกครั้ง
‘อยากแอบตีพี่เขาดูสักทีจัง…’
เด็กน้อยสะดุ้งกับความคิดอกุศลของตนเองจนต้องรีบส่ายหัวรัว ๆ
กู้ชีชีเห็นใบหน้าเล็ก ๆ เปลี่ยนอารมณ์ไปมา จากอยากรู้อยากเห็นเป็นจริงจัง ก่อนลงเอยด้วยการสะบัดหัว เธอจึงเท้าคางถามอย่างนึกสนุก “ซู่เป่าจ๊ะ เธอกำลังคิดอะไรอยู่เหรอ?”
“ไม่มีอะไรค่ะ ไม่มีจริง ๆ” ซู่เป่าส่ายหน้า
เธอนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนหยิบเค้กชิ้นเล็กขึ้นมาแล้วถามว่า “พี่ชีชีคะ พี่เสี่ยวปาเขาชอบกินเค้กไหมคะ?”
กู้ชีชีอุทาน ‘เอ๋?’ ออกมาแล้วจึงขมวดคิ้ว “ดูเหมือนจะไม่ชอบนะ…?”
จริง ๆ เธอก็ไม่แน่ใจนัก เพราะกู้เซิ่งเสวี่ยเย็นชาเกินไป ไม่เคยแสดงความต้องการเหมือนเด็กทั่วไปที่เห็นของอร่อยแล้วจะร้องขอ เธอเพียงแค่ทานสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะเท่านั้น
ซู่เป่าถือจานเค้กกระโดดลงจากเก้าอี้ วิ่งไปหาเป้าหมาย “พี่ชีชีคะ หนูจะเอาเค้กไปให้พี่เสี่ยวปาค่ะ”
กู้เซิ่งเสวี่ย จับจ้องเด็กน้อยที่ค่อย ๆ รุกคืบเข้ามาหาตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง
จนกระทั่ง ซู่เป่า หยุดยืนตรงหน้าแล้วยื่นจานเค้กส่งให้พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ “สวัสดีค่ะพี่เสี่ยวปา”
“…”
“พี่จะรับเค้กไปทานสักชิ้นไหมคะ?”
กู้เซิ่งเสวี่ยยังคงปั้นหน้ายักษ์ถมึงทึง แต่ดวงตากลับเผลอมองก้อนขนมหวานตรงหน้าตามสัญชาตญาณเด็ก
เห็นดังนั้น ซู่เป่าก็รีบชักมือกลับรวดเร็วแล้วเอ่ยเสียงใส “ดูท่าพี่เสวี่ยคงไม่ชอบของหวาน ถ้าอย่างนั้นหนูขออนุญาตจัดการเองละกันนะคะ”
สิ้นคำพูด ซู่เป่าก็อ้าปากงับเค้กชิ้นโตหายวับเข้าปากไปภายในคำเดียวหน้าตาเฉย
“…”
‘ยัยเด็กนี่… กวนประสาทชะมัด!’
ซู่เป่าถือวิสาสะนั่งลงข้าง ๆ ถามขึ้นด้วยความสงสัย “พี่เสี่ยวปา พี่จับผีเก่งด้วยใช่ไหมคะ?”
“ฉันชื่อกู้เซิ่งเสวี่ย ไม่ใช่กู้เสี่ยวปา! เธอไม่มีมารยาทหรือไง?” กู้เซิ่งเสวี่ยคิ้วกระตุกรัว เธอหมดความอดทนทันที
ซู่เป่าถึงกับเหวอ ‘ก็พี่ชีชีบอกว่าชื่อกู้เสี่ยวปานี่นา?’
ถึงจะงุนงงแต่เธอก็รีบเปลี่ยนคำเรียก “ก็ได้ค่ะ พี่เสี่ยวปา… เอ้ย พี่เซิ่งเสวี่ย”
กู้เซิ่งเสวี่ยจ้องมองเด็กน้อยด้วยสีหน้าเย็นชาก่อนเปิดฉากถาม “เมื่อสองวันก่อน เธอคือคนที่แอบมาแย่งผีโง่งมของฉันไปใช่ไหม?”
“ผีตนนั้นของพี่เหรอคะ? ทำไมถึงบอกว่าหนูแย่งล่ะ แล้วทำไมผีตัวนั้นต้องเป็นของพี่ด้วย?” ซู่เป่าชะงัก
“ผีร้ายที่ไหนมีเจ้าของกันล่ะคะ ถ้ามีจริงก็ต้องมีสัญลักษณ์ไว้สิ”
กู้เซิ่งเสวี่ยกัดฟันย้ำด้วยน้ำเสียงเคืองขุ่น “แต่ฉันเห็นมันก่อน!”
ซู่เป่าฟังแล้วก็เข้าใจจุดประสงค์ของอีกฝ่ายได้ทันที เด็กน้อยเริ่มยกนิ้วขึ้นมาคำนวณวันเวลาครู่หนึ่ง ก่อนส่ายศีรษะไปมาพลางโต้แย้ง “ไม่ถูกนะคะ หนูต่างหากที่เห็นก่อน”
กู้เซิ่งเสวี่ยหลุดหัวเราะออกมา “พูดจาเหลวไหล! ฉันทำเครื่องหมายอาคมไว้บนตัวของหวังเจียเจียตั้งแต่วันที่สิบสี่กรกฎาคมแล้วนะ”
“หนูก็เจอคุณป้าหวังตั้งแต่วันที่สิบสี่กรกฎาคมเหมือนกันนี่นา!” ซู่เป่าเถียงสู้ทันควัน
กู้เซิ่งเสวี่ยถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่คาดคิดว่าซู่เป่าจะโต้เถียงแบบหัวชนฝาเช่นนี้ จึงได้แต่แค่นหัวเราะอย่างเย็นชา “แอบมาแย่งเอาตอนดึกยังไม่พอ นี่ยังไม่ยอมรับความจริงอีกเหรอ”
ซู่เป่าขมวดคิ้วด้วยความงุนงง “หนูเห็นคุณป้าก่อนจริง ๆ นะคะ หนูเจอเธอตอนเก้าโมงเช้าของวันที่สิบสี่ แล้วก็เดาได้ทันทีเลยว่าบ้านเธอต้องมีผีโง่งมสถิตอยู่แน่ ๆ แล้วพี่ล่ะคะ เห็นกี่โมง?”
คราวนี้กลับกลายเป็นกู้เซิ่งเสวี่ยที่ชะงักงัน เธออึ้งไปชั่วขณะเมื่อตระหนักได้ว่า…
‘อีกฝ่ายเห็นก่อนจริง ๆ ด้วย..’.
‘น่าโมโหนัก! ความรู้สึกพ่ายแพ้นี้ยิ่งทำให้เธอขัดใจมากกว่าเดิม’
กู้เซิ่งเสวี่ยรู้สึกจุกจนแทบจะกระอักเลือด ทว่าในเมื่อตนเองเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำในเรื่องของเวลา จึงไร้คำพูดโต้แย้ง
ที่แท้มันไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายแอบมาตัดหน้าตอนดึกดื่น แต่เป็นเพราะตัวเธอเองที่ขยันไม่พอ
หากพูดให้ถูกก็คือ เธอลังเลและไม่ยอมลงมือจัดการให้เด็ดขาดตั้งแต่คืนนั้น
ยิ่งคิดกู้เซิ่งเสวี่ยก็ยิ่งเจ็บใจตัวเอง!
ขณะที่ซู่เป่ายังคงทำท่าทางใสซื่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงเซ้าซี้ถามต่อ “สรุปว่าเห็นกี่โมงกันแน่คะ?”
กู้เซิ่งเสวี่ยขบกรามแน่นเค้นเสียงรอดไรฟัน “คราวนี้ถือว่าเธอชนะไปก็แล้วกัน แต่คราวหน้าอย่าหวังว่าจะโชคดีแบบนี้อีก” เธอนิ่งไปอึดใจ ก่อนโพล่งคำว่า “ขอโทษ!” ออกมาอย่างแสนอึดอัด
‘ก็แค่ต้องขยันให้มากกว่าเดิมใช่ไหม?’
‘จับผีตอนดึกดื่นงั้นเหรอ…’
‘ต่อจากนี้เธอจะไม่ยอมข่มตาหลับเลยคอยดู!’