ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 311 น้ำตาแปดหยดเป็นสื่อนำ
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 311 น้ำตาแปดหยดเป็นสื่อนำ
ตุ๊กตาที่ประดับอยู่ในตู้โชว์ด้านหน้าร้านยังคงดูเป็นปกติ แต่เมื่อยิ่งก้าวลึกเข้าไปข้างใน บรรยากาศกลับยิ่งทวีความน่าขนลุกขึ้นทุกที
โดยเฉพาะเหล่าตุ๊กตานักร้องที่มีใบหน้าซีดเผือด แต้มด้วยพวงแก้มสีแดงสดเป็นวงกลม ไหนจะตุ๊กตาซามูไรซึ่งโกนผมครึ่งหน้าผากพร้อมมวยผมตั้งตระหง่าน…
แต่ละตัวล้วนมีกลิ่นอายประหนึ่งหลุดออกมาจากปรโลกไม่มีผิด
เมื่อเปิดประตูกระจกเข้าสู่ห้องทำงานด้านหลัง กลิ่นอับชื้นก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้าทันที ตำรวจนายหนึ่งหยุดยืนอยู่หน้าบ่อผสมวัสดุ ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานปี ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นบางอย่างผิดแปลกไป
“ตรวจสอบบ่อโคลนพวกนี้อย่างละเอียด” เขาเอ่ยสั่งเสียงเรียบ
สิ่งที่กลุ่มตำรวจมองไม่เห็นในยามนี้คือ ร่างของชายชุดขาวคนหนึ่งลอยละล่องอยู่กลางอากาศ ใบหน้าของเขาขาวซีดราวกับกระดาษ ริมฝีปากสีแดงสด และดวงตาเรียวยาวแฝงไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนอันน่าประหลาดเขาคือจี้ฉาง
จี้ฉางกวาดสายตามองไปรอบบริเวณก่อนหยุดอยู่ตามตู้โชว์เหล่านั้น เขาขมวดคิ้วพลางจ้องมองสิ่งที่มีรูปลักษณ์ไม่เหมือนคนแต่ก็ไม่ใช่ผีเสียทีเดียว
“เทศกาลจงหยวน ช่างเป็นใจให้พวกภูตผีปีศาจออกมารื่นเริงกันจนเกินงามเสียจริง” เขาสะบัดชายเสื้อเพียงแผ่วเบา ใบหน้าของตุ๊กตาเหล่านั้นพลันบิดเบี้ยวเสียรูปทรง พร้อมเสียง ‘เปรี๊ยะ’ เบา ๆ คล้ายกับมีอาคมบางอย่างถูกทำลายลง
จากนั้นร่างของจี้ฉางจึงค่อย ๆ เลือนหายไปเพื่อออกตามหาซู่เป่า
ทางด้านซูเหอเหวินหลังจากพาน้องชายและน้องสาวปลีกตัวออกมาได้แล้ว ซู่เป่าก็เริ่มบ่นว่ากระหายน้ำและอยากหาอะไรทาน
ซูเหอเหวินเดินนำน้อง ๆ เข้ามาในห้างสรรพสินค้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในใจเขายังคงพะวงเรื่องการแจ้งความเท็จ จึงพยายามกวาดสายตามองหาที่นั่งเงียบ ๆ เพื่อโทรศัพท์กลับไปชี้แจงสถานการณ์กับตำรวจให้เรียบร้อย
เมื่อก้าวพ้นประตูทางเข้าห้าง ทั้งสามคนก็พบกับร้านสตาร์บัคส์ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า พี่ชายคนโตตั้งใจจะพาน้อง ๆ เข้าไปนั่งพัก
ทว่าพอเห็นจำนวนลูกค้ายืนเบียดเสียดกันจนแน่น ทั้งเขาและซูเหอเวิ่นต่างก็หยุดกะทันหันแล้วเดินเลี่ยงออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
สุดท้ายพวกเขาจึงเลือกเข้าร้านอาหารเสฉวนแทน สิ่งแรกที่ซูเหอเหวินทำคือสั่งน้ำมาให้ซู่เป่าก่อน แล้วจึงรีบควักโทรศัพท์ออกมา
ยังไม่ทันได้กดโทรออก เครื่องก็สั่นแจ้งเตือนสายเข้าเสียก่อน หลังจากรับสายและพูดคุยได้เพียงไม่กี่ประโยค สีหน้าของซูเหอเหวินก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปทีละนิด
“พวกเราเองก็ไม่ทราบครับ น้องสาวผมเธอก็แค่พูดไปตามประสาเด็ก…” เขารีบแจ้งเบอร์โทรศัพท์ของซูอีเฉิน และที่อยู่บริษัทไปตามสายก่อนวางลงด้วยมือที่เริ่มสั่น
“พี่ เกิดอะไรขึ้น?” ซูเหอเวิ่นเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าพี่ชายดูไม่ดีนัก
“ของพวกนั้น… คงจะเป็นเถ้ากระดูกจริง ๆ” ซูเหอเหวินจ้องหน้าซู่เป่านิ่งพลางกระซิบเสียงแผ่ว
ซูเหอเวิ่นรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง คิดแล้วก็น่าหวาดเสียวเหลือเกิน ยังดีที่เขาไม่ได้เข้าไปข้างในนั้น!
“สรุปมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?” พี่ชายคนโตหันไปมองซู่เป่าด้วยใบหน้าจริงจัง ยามนี้ท่าทางของเขาสุขุมเคร่งขรึมดูเป็นผู้ปกครองมากกว่าปกติเสียอีก
ทางด้านซู่เป่าไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร เด็กน้อยประคองแก้วน้ำขึ้นกระดกดื่มอึก ๆ จนหมดเกลี้ยง แล้วรินเพิ่มอีกแก้วแล้วดื่มต่ออย่างสบายใจ ดูเหมือนคนเดียวที่เห็นเรื่องสยองขวัญแล้วยังกินอิ่มนอนหลับได้คงมีแค่เธอคนเดียวเท่านั้น
“หนูก็ไม่รู้หรอกค่ะ เรื่องนี้ต้องถามอาจารย์” ซู่เป่าเอียงคอถาม
“แล้วตอนนี้อาจารย์อยู่ที่ไหนล่ะ?” ซูเหอเวิ่นโพล่งถาม
“อาจารย์พาคุณแม่ไปเกิดใหม่ค่ะ เห็นว่าต้องไปจัดการเรื่องหลังความตายให้เรียบร้อย” ซู่เป่าตอบซื่อ ๆ
“ยังไม่กลับมาอีกเหรอ? พี่ไม่ได้ว่าอะไรนะ แต่อาจารย์ของเธอนี่เป็นคนที่ใจกว้างสุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย หายหน้าไปทีละสองสามวัน…” ซูเหอเวิ่นอดไม่ได้จึงบ่นอุบ
“ไม่สิ จะเรียกว่าหายหน้าก็ไม่ถูก ต้องเรียกว่าหายวิญญาณไปเลยต่างหาก!…” เขาพึมพำเสียงเบาราวกับหวาดกลัวว่าจี้ฉางจะปรากฏตัวขึ้นมาปุบปับ พลางเอามือป้องปากกระซิบกระซาบอยู่ข้างหูซู่เป่า สายตาหลุกหลิกยังคงกวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวง
ทว่าในวินาทีถัดมา เสียงเย็นเยียบแผ่วเบากลับดังขึ้นเหนือศีรษะ “เหอเวิ่นเอ๋ย… หรือว่าเธอจะเบื่อโลกมนุษย์แล้ว? ถ้าเป็นเช่นนั้น อาจารย์คนนี้สามารถพาเธอไปเปิดหูเปิดตาที่โลกวิญญาณได้ทันทีเลยนะ…”
เส้นผมบนหัวของซูเหอเวิ่นพุ่งชันขึ้นทันที เขาละล่ำละลักเรียกเสียงสั่น “อา…อาจารย์!”
“เด็กดี…ช่างเป็นเด็กที่กตัญญูน่าเอ็นดูเสียจริง” จี้ฉางแค่นเสียงหึแล้วพยักหน้าตอบรับ
ซูเหอเหวินมองดูน้องชาย ขณะกำลังนึกเชื่อมโยงไปถึงกล้องถ่ายรูปที่น้องชายประดิษฐ์ขึ้น แล้วจู่ ๆ ภาพตุ๊กตานักร้องหญิงหน้าขาวที่เห็นในร้านเมื่อครู่ก็วาบเข้ามาในหัว…
เหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นเต็มหลังของซูเหอเหวินทันที
‘เมื่อสักครู่ไม่ใช่ว่ามีคนแอบบังคับตุ๊กตาอยู่ข้างหลังหรอกหรือ?’
‘หรือว่ามันขยับได้เองจริง ๆ? รอยยิ้มวิปริตบนใบหน้านั่น… หรือว่าเขาจะเห็นผีเข้าให้แล้ว?!’
‘นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการเห็นผีอย่างนั้นเหรอ?’
เด็กน้อยมาดผู้ใหญ่ที่เพิ่งจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ถึงกับชะงักงัน นิ้วเตรียมจะกดโทรหาซูอีเฉินค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ปฏิกิริยาของซูเหอเหวินนั้นค่อนข้างน่าประหลาด
จะบอกว่าเขาตอบสนองช้าก็ไม่ใช่ เพราะร่างกายของเขากลับซัดหมัดใส่ผีผู้หญิงตัวนั้นกระเด็นไปก่อนสมองทันคิดเสียอีก แต่จะบอกว่าเร็วก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะกว่าจะรู้ตัวว่าเพิ่งปะทะกับวิญญาณมาจริง ๆ ก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว…
ซู่เป่าประคองแก้วน้ำร้อนขึ้นเป่าฟู่ ๆ มือน้อยค่อย ๆ จิบน้ำอย่างมีความสุขก่อนเอ่ยถามร่าเริง “อาจารย์คะ คุณแม่ของหนูไปเกิดใหม่เรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ?”
“อืม… ก็น่าจะไปแล้วละนะ…” จี้ฉางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ
สาเหตุที่เขาให้คำตอบแบบไม่เต็มร้อยนัก นั่นก็เพราะซูจิ่นอวี้เป็นคนประเภทไม่ชอบเดินตามกฎเกณฑ์เอาเสียเลย วีรกรรมของเธอถึงขั้นทำให้ท่านยายเมิ่งโกรธจนตัวสั่นเทา และทำเอาเหล่าวิญญาณในปรโลกขวัญกระเจิงกันไปหมดแล้ว!
เมื่อได้ฟังอาจารย์บอกเล่าเรื่องราวในปรโลก ซู่เป่าก็เบิกตากว้างด้วยความทึ่ง “คุณแม่เก่งจริง ๆ เลยค่ะ ถึงกับขอเพิ่มอีกชามเลยเหรอเนี่ย!”
“สูตรน้ำเมิ่งโป๋ที่สืบทอดกันมาหลายหมื่นปี… จริง ๆ แล้วก็เริ่มล้าสมัยไปบ้างแล้ว…” จี้ฉางพยักหน้าพลางเอ่ย
ความจริงน้ำแกงเมิ่งโป๋ไม่ใช่สิ่งคงที่ไร้การเปลี่ยนแปลง แต่มันจะแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาของโลกมนุษย์เสมอ ซึ่งในตอนซู่เป่ายังเป็นยมทูตตัวน้อย เธอก็ได้เสนอตัวเลือกใหม่ ๆ ให้กับท่านยายเมิ่งโป๋ไว้ไม่น้อยทีเดียว
เมิ่งโป๋ใช้น้ำตาแปดชนิดเป็นส่วนผสม หนึ่งหยดน้ำตาแห่งการเกิด สองส่วนเงินน้ำตาแห่งความชรา สามส่วนของน้ำตาแห่งความขมขื่น สี่ถ้วยน้ำตาแห่งความเสียใจ ห้านิ้วน้ำตาแห่งความคิดถึง หกจอกน้ำตาในยามป่วยไข้ เจ็ดฟุตน้ำตาแห่งการพรากจาก
และสุดท้าย… น้ำตาแห่งความเศร้าของเมิ่งโป๋
ทว่าน้ำตาของเมิ่งโป๋นั้นหายากยิ่งกว่าสิ่งใด แต่นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จี้ฉางยังไม่อยากเอ่ยถึงในตอนนี้
เขาเปลี่ยนประเด็นถามขึ้นว่า “พวกเธอเพิ่งกลับมาจากร้านตุ๊กตานั่นใช่ไหม?”
ซู่เป่าพยักหน้า “อาจารย์คะ ที่นั่นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? หนูเห็นกล่องไม้นั่นมีไอมรณะพวยพุ่งออกมา เลยจัดการจุดไฟเผาทิ้งไปเสียเลย ที่นั่นมีแต่ไอสยองรวมตัวกันหนาแน่น กลับไม่เห็นวิญญาณแม้แต่ตนเดียว”
“แน่นอนว่าย่อมมองไม่เห็น หากพูดให้ถูก… ที่นั่นคือสถานที่ประกอบพิธีกรรมอัปมงคล ไม่ใช่ร้านตุ๊กตาอะไรทั้งนั้น” จี้ฉางแค่นหัวเราะเย็นชา
ซูเหอเวิ่นชะงักกะทันหันก่อนโพล่งออกมาพร้อมกับซู่เป่า “สถานที่ประกอบพิธีกรรมเหรอครับ?”
“คนที่มีชีวิตสุขสบายบางพวก มักไม่ยอมใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่กลับชอบหาเรื่องใส่ตัวด้วยการก่อเรื่องวุ่นวาย” จี้ฉางสีหน้าเย็นเยียบ
“สถานที่แห่งนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพิธีใหญ่ พวกตุ๊กตาเหล่านั้นล้วนเป็นสื่อนำในการประกอบพิธี ต้องคอยดูว่าพวกเขาจะเริ่มเดินหมากขั้นต่อไปเมื่อไหร่”
“แล้วเป้าหมายของพวกเขาคืออะไรกันครับ?” ซูเหอเวิ่นฟังจนมึนงงไปหมด
‘พิธีอะไร? สถานที่แบบไหนกันแน่?…’
จี้ฉางกล่าวสรุป “พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ มีคนบางกลุ่มไม่พอใจในสถานะของตนเอง แต่กลับไร้ความสามารถที่จะก้าวตามผู้อื่นให้ทัน จึงเกิดความริษยาในความเจริญรุ่งเรืองของคนอื่นขึ้นมา”
“ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงคิดหาวิธีชั่วร้ายเพื่อขอยืมบุญบารมีของแผ่นดิน”
จี้ฉางเอ่ยถึงตรงนี้ก็ถ่มน้ำลายด้วยความรังเกียจ “ยืมบารมีอะไรก้น… ควรเรียกว่าการขโมยดวงชะตาของประเทศไปเป็นของตนเองมากกว่า!”