ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 310 ถล่มรังตุ๊กตาอาถรรพ์
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 310 ถล่มรังตุ๊กตาอาถรรพ์
ซูเหอเหวินสัมผัสได้ถึงความกดดันที่ทวีความรุนแรงขึ้นในใจ เขารีบลุกพรวดขึ้นแล้วระซิบเรียกเสียงเข้ม “ซู่เป่า!”
“พี่ชาย ไม่ต้องกังวลนะไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกค่ะ!” น้องสาวเงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยปลอบใจ
ซูเหอเหวินรู้สึกจนปัญญาเหลือเกิน เขาไม่อาจคาดหวังให้เด็กน้อยไร้เดียงสาคนนี้อ่านสถานการณ์อันตรายออกจริง ๆ ทั้งที่ตอนนี้พวกเขาถูกกักขังอยู่ในห้องปิดตายแบบนี้ แต่เธอกลับดูไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด!
เขาจึงดึงมือน้องสาวให้ก้าวเดินอย่างรวดเร็ว “ไปกันเถอะ… แล้วสรุปว่าเธอพาซูเหอเวิ่นมาที่ไหนกันแน่?”
‘ตอนนี้เขามั่นใจเต็มร้อยแล้วว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ร้านขายของปกติแน่นอน’
“ก็ที่ที่คนน้อย ๆ ไงคะ! พี่ชายไม่ชอบคนเยอะไม่ใช่เหรอ?” ซู่เป่าตอบเสียงใส
“ไปเถอะ” ซูเหอเหวินถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก เขาตัดสินใจลากตัวซู่เป่าออกไปทันทีด้วยสีหน้าเย็นชา
แต่ว่าน้องสาวกลับรีบควานหาของในกระเป๋าสะพายใบเก่ง “พี่คะ รอเดี๋ยวนะ หนูยังทำธุระไม่เสร็จเลย!”
เด็กน้อยหยิบแผ่นกระดาษเหลืองออกมาหนึ่งปึก แล้ววิ่งไปหน้ากล่องไม้ปริศนา พยายามเขย่งปลายเท้าเพื่อเปิดฝาออก ทว่าความสูงของเด็กน้อยกลับเป็นอุปสรรค “หนูเอื้อมไม่ถึง…”
“พี่จ๋า…” เธอหันกลับมาส่งสายตาอ้อนวอนด้วยดวงตากลมโต
ซูเหอเหวินกดขมับที่เริ่มเต้นตุบ ๆ ด้วยความเครียด เขาจำใจเดินเข้าไปเปิดกล่องไม้นั้นอย่างระมัดระวัง พอฝาเปิดออกเขาก็ต้องรีบกระโดดถอยหลังหนีหนึ่งก้าว
เพราะสัมผัสได้ถึงอะไรบางสิ่งที่ลื่นเหนียวอยู่ใต้ฝ่าเท้า… พอก้มลงมองก็พบว่าเขาเผลอเหยียบปอยผมสีดำขลับโดยไม่รู้ตัว
หัวใจของซูเหอเหวินกระตุกวูบ
จังหวะนั้นเอง ซู่เป่าก็เขย่งเท้าขณะโยนกระดาษเหลืองเข้าไปในกล่องไม้ ทันใดนั้นก็เกิดเสียง ‘ฟู่!’ พร้อมเปลวไฟสีเขียวมรกตพุ่งพรวดขึ้นมา เสียงกรีดร้องแหลมเล็กดังระงมขึ้นฉับพลัน มันรุนแรงจนแสบแก้วหูก่อนเลือนหายไปในพริบตา
ซูเหอเหวินตกใจจนอ้าปากค้าง จ้องมองกล่องไม้ซึ่งกำลังถูกไฟลามด้วยความงุนงง…
‘นี่เธอไปจุดไฟตอนไหนกัน?! แล้วที่สำคัญ… เมื่อกี้เสียงใครร้อง?!’
เขาแทบจะสงสัยว่าตัวเองหูแว่วไปเพราะความกลัว
เปลวไฟดับลงรวดเร็วพอ ๆ กับตอนลุกขึ้นมา ซูเหอเหวินไม่อยากอยู่ห้องนี้ต่อแม้แต่วินาทีเดียว เขาอุ้มซู่เป่าขึ้นแนบอกเตรียมจะเผ่นหนี แต่น้องสาวกลับกำพลั่วอันจิ๋วไว้แน่นพลางโบกมือน้อย ๆ “พี่คะ รออีกนิดนะ นิดเดียวจริง ๆ ค่ะ!”
เมื่อเห็นสีหน้ามุ่งมั่นของน้องสาว เขาจึงจำใจอุ้มเธอเข้าไปใกล้กล่องนั้นอีกครั้ง มองดูเธอใช้พลั่วเล็ก ๆ คนสิ่งที่อยู่ในกล่องอย่างไร้ทิศทางพร้อมกับพึมพำ “ตี ๆ ๆ! ตีคนร้ายให้ตายไปเลย!”
“…” ซูเหอเหวินจ้องมองพฤติกรรมที่ไม่อาจจะเข้าใจได้ในตอนนี้
เมื่อเห็นว่าเธอพอใจแล้ว เขาจึงรีบคว้าพลั่วจากมือน้อย ๆ โยนทิ้งไปทางหนึ่ง แล้วพุ่งตรงไปยังประตูกระจกทันที แต่มันถูกล็อกไว้สนิท “ออกไปไม่ได้แล้ว”
ซูเหอเหวินรีบยกนาฬิกาข้อมือขึ้นเตรียมติดต่อขอความช่วยเหลือ กลับพบว่าถูกตัดสัญญาณไปเรียบร้อย เขาตัดสินใจกดโทรออกหมายเลขฉุกเฉิน 110 ทันที
แม้จะไม่มีคลื่นแต่เบอร์แจ้งเหตุยังพอมีหวัง… ปลายสายต่อติด ซูเหอเหวินรวบรวมสติเอ่ยด้วยความใจเย็น “ฮัลโหล… พวกเราถูกขังอยู่บนชั้น 38 อาคารซีเม่า ร้านชุนซู…”
พูดยังไม่ทันจบประโยค เขาก็ต้องตาค้างเมื่อเห็นซู่เป่าคว้าแม่กุญแจเหล็กตัวโตขึ้นมาแล้วออกแรงกระชากเพียงครั้งเดียว!
กุญแจมีขนาดหนากว่าแขนของเธอหลุดกระเด็นออกมาทันที พร้อมกับกลไกล็อกประตูกระจกก่อนส่งเสียงดังกึก แล้วเปิดออกได้ง่ายดาย
ซูเหอเหวินชะงักค้างในขณะกำลังคุยโทรศัพท์
“รีบไปกันเถอะค่ะ!” ซู่เป่าออกแรงดึงมือพี่ชาย
เขายังคงอ้าปากค้างแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ได้แต่จ้องมองน้องสาวด้วยความตกตะลึง…
‘หรือว่าประตูนี่มันแค่ปิดไว้หลวม ๆ กันแน่?!’
ปลายสายโทรศัพท์ยังคงส่งเสียง ‘ฮัลโหล’ ซ้ำ ๆ ซู่เป่าจึงเขย่งเท้าตะโกนใส่ลำโพงเสียงดัง “คุณลุงตำรวจรีบมาเร็ว ๆ นะคะ ที่นี่มีกระดูกคนเพียบเลย!”
ซูเหอเหวินรีบกดตัดสายทันที การพูดเล่นกับคนอื่นอาจพอทำได้ แต่เขาจะปล่อยให้น้องสาวแจ้งความเท็จต่อตำรวจไม่ได้!
พี่ชายคนโตรีบพาซู่เป่ากึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปข้างนอก ในหัวพลันนึกถึงซูเหอเวิ่นซึ่งกำลังรออยู่ด้านหน้า หากคนพวกนี้มีเจตนาร้ายจริง น้องชายอีกคนจะเป็นอย่างไรบ้าง?
ตลอดทางเดินผ่านตู้โชว์ตุ๊กตาอันน่าสยดสยอง ซูเหอเหวินไม่มีแก่ใจจะปรายตามองสิ่งใด เขาเร่งความเร็วรุดหน้าจนซู่เป่าเริ่มหอบแฮก “พี่ขา… ช้าหน่อยค่ะ ซู่เป่าตามไม่ทันแล้ว!”
เขาชะลอฝีเท้าลงโดยสัญชาตญาณ กำลังจะหันไปอุ้มเธอขึ้นมา ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นตุ๊กตาตัวหนึ่งลอยเคว้งอยู่ข้างหลังซู่เป่า ใบหน้ามันซีดขาวไร้สีเลือด ดวงตาแข็งทื่อจ้องตรงมายังเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะแหลมเล็กประหลาดที่ดังแทรกขึ้นมาในความมืด ราวกับมีดวงตานับไม่ถ้วนแอบมองอยู่
วินาทีต่อมา ตุ๊กตาอาถรรพ์ตัวนั้นเผยยิ้มสยองแล้วพุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว!
ซูเหอเหวินไม่ได้เสียเวลาคิด เขาซัดหมัดออกไปสุดแรงด้วยโทสะ!
ปึก!
ตุ๊กตาตัวนั้นร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ก่อนถูกแรงหมัดซัดจนกระเด็นหายไป เสียงร้องโหยหวนนั้นมันช่างบาดลึกจนขนลุกชันไปทั้งร่าง
ซู่เป่ายืนถือแผ่นยันต์นิ่งงันด้วยความทึ่ง… อาจารย์เคยสอนไว้ว่า คนมีพลังใจกล้าแข็งหรือมีธาตุไฟแก่กล้า เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งชั่วร้ายแล้วเบิกตาข่มขวัญด้วยความโกรธ ก็สามารถขับไล่ผีสางให้ล่าถอยไปได้
นั่นแสดงว่าไม่ใช่แค่คนกลัวผี แต่ผีเองก็หวาดเกรงมนุษย์ที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวเช่นกัน! ผีตุ๊กตาตัวเมื่อกี้ถึงกับโดนพลังโทสะอันแรงกล้าของพี่ชายซัดจนกระจุย
‘พี่ชายของหนูเก่งจริง ๆ เลยค่ะ!’
“เจ๋งมากเลยค่ะ!” ซู่เป่ามองพี่ชายด้วยสายตาเทิดทูนบูชาพร้อมชูแผ่นยันต์สีเหลืองในมือร้องเชียร์ลั่น “พี่ชายเก่งที่สุดเลย!”
ซูเหอเหวินแทบระงับโทสะไว้ไม่อยู่ เขานึกตำหนิยัยตัวเล็กในใจ…
‘ยังจะมาเจ๋งอะไรอีก? ก็เพราะขาสั้นเดินต้วมเตี้ยมแบบนี้นี่ไง ถึงได้โดนคนอื่นคว้าตัวเอาได้ง่าย ๆ!’
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้ปักใจเชื่อเรื่องผีสางเทวดาอะไรทั้งนั้น คิดเพียงแค่ว่าไอ้พนักงานสามคนนั่นคงใช้ลูกไม้ตื้น ๆ เช่นการดึงเชือกบังคับตุ๊กตามาหลอกขวัญเด็กอย่างเขา
“ไปกันได้แล้ว!” เขาตัดสินใจแบกซู่เป่าขึ้นบ่า แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งรุดหน้าออกไปทันที
เมื่อเลี้ยวผ่านประตูห้องโถงมาได้หลายบาน บรรยากาศรอบตัวเริ่มดูเป็นปกติขึ้นเล็กน้อย เสียงของซูเหอเวิ่นซึ่งกำลังพูดคุยกับพนักงานสาวก็ลอยมาเข้าหูพอดี
ซูเหอเวิ่นยังคงสวมวิญญาณนักธุรกิจต่อรองราคาเอาเป็นเอาตาย “ผมวางเงินมัดจำไปแล้วตั้งแสนหนึ่ง แสดงว่าตั้งใจสั่งทำจริง ๆ แต่คุณเรียกเก็บตั้งล้านหนึ่งมันก็ออกจะหน้าเลือดไปหน่อยนะ ลดราคาให้เหลือสักสองแสนได้ไหมครับ?”
“…”
‘นี่เขาเรียกว่าลดราคาเหรอ? นี่มันกะจะกดราคากันชัด ๆ!’
เธอกำลังจะอ้าปากค้าน พอดีสายตากลับเหลือบไปเห็นสองพี่น้องเดินพรวดพราดออกมาด้วยใบหน้าเย็นชา เด็กชายไม่เสียเวลาพูดให้มากความแม้แต่คำเดียว มือหนาคว้าหมับเข้าคอเสื้อของซูเหอเวิ่นแล้วลากออกไปดื้อ ๆ
“ตกลงก็คือตกลง ไม่ตกลงก็ช่างมัน” ซูเหอเหวินเอ่ยเสียงเรียบ
สิ้นคำพูด ทั้งสามร่างก็อันตรธานหายลับไปจากสายตา
เด็กทั้งสามคนนี้มาถึงก็กะทันหัน แม้แต่ตอนจากไปก็ยังรวดเร็วปานพายุ พนักงานสาวเพิ่งดึงสติกลับมาได้ก็รีบวิ่งตามออกไป แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกเขาเสียแล้ว
“…”
‘สมองชาไปหมดแล้ว… เกิดมาไม่เคยเจอใครต่อราคาโหดเหี้ยมขนาดนี้มาก่อน!’
‘เดี๋ยวก่อนนะ แล้วเงินมัดจำหนึ่งแสนของพวกเขาล่ะ…’
“กลับมาเถอะค่ะ!” พี่สาวรีบตะโกนก้อง “พวกเรายังคุยรายละเอียดกันต่อได้นะ!”
น่าเสียดายที่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใด ๆ…
ภายในลิฟต์ ซูเหอเวิ่นถูกคว้าคอเสื้อจนต้องแลบลิ้นปลิ้นตา “พี่… หายใจ… ไม่ออก… รัดคอ… รัดคอผม…”
ซูเหอเหวินยอมคลายมือออก น้องชายตัวแสบจึงทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นลิฟต์พลางหอบหายใจรัว
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ? หรือว่าพี่เห็นผีเข้าจริง ๆ?” เขาเร่งถามด้วยความรู้อยากเห็น
ซู่เป่าส่ายหน้าหวืด “ไม่มีผีอยู่ในนั้นเลยสักตนเดียวค่ะ!”
นี่แหละคือส่วนที่พิกลที่สุด
มีทั้งเถ้ากระดูก มีทั้งเส้นผมมนุษย์ แต่กลับไร้เงาวิญญาณเร่ร่อนแม้แต่ตนเดียว
“หรือว่าพวกเราจะเข้าใจผิดไปเอง?” ซูเหอเวิ่นอุทานแผ่วเบาก่อนยันกายลุกขึ้นครุ่นคิด
ซู่เป่าทำเพียงส่ายหน้าเงียบ ๆ ไม่ยอมปริปากบอกอะไรเพิ่ม
ทันทีที่เด็กทั้งสามก้าวพ้นจากตัวอาคาร พวกเขาก็เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายมีสีหน้าเคร่งเครียด กำลังรีบเร่งรุดหน้าขึ้นไปยังบนตึกพอดี
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?” ซูเหอเวิ่นมองตามสถานการณ์ตรงหน้า
ส่วนซูเหอเหวินสีหน้าดูไม่ดีนัก เขาแอบกังวลเรื่องน้องสาวแจ้งความเท็จไว้…
ดูท่าเขาคงต้องหาโอกาสไปชี้แจงสถานการณ์จริงเสียแล้ว ช่างเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากใจเสียจริง
สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าล้อมร้านตุ๊กตาชุนชูอู่ไว้อย่างรวดเร็ว พนักงานสาวหน้าร้านถึงกับทำหน้าไม่ถูกและตื่นตระหนกสุดขีด
ในห้องทำงานด้านหลัง เจินเจินและชายคนนั้นไม่มีเวลาพอเพื่อขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมด พวกเขาทำได้เพียงคว้ากล่องไม้ลึกลับและตุ๊กตาที่ยังทำค้างไว้อีกสองตัวติดมือไปเท่านั้น
ทั้งคู่หลบหนีออกทางประตูหลังด้วยสีหน้าทะมึนทึง
“ไอ้เด็กนั่นมันแจ้งความตอนไหนกัน?” เสียงของชายคนนั้นแหบพร่าราวกับเลื่อยตัดไม้ ฟังแล้วชวนให้สะอิดสะเอียนและเปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาต
“แล้วประตูนั่นไม่ได้ล็อกหรือไง? พวกมันเปิดออกมาได้ยังไงกัน!” เขาเริ่มสงสัยในตัวเอง หรือว่าจังหวะนั้นเขาล็อกไม่แน่นพอ?
“รีบหนีเถอะ โชคดีที่ข้างในไม่มีกล้องวงจรปิด ถ้าแบบนั้นเราคงทำลายหลักฐานไม่ทันแน่” เจินเจินเอ่ยเสียงแผ่ว
แม้รู้สึกอาลัยอาวรณ์กิจการที่ตั้งใจสร้างมาเพียงใด แต่ในยามนี้พวกเขากลับไร้ทางเลือก ทำได้เพียงทิ้งทุกสิ่งเอาไว้เบื้องหลังแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ขณะเดียวกัน กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างก้าวเท้าเข้าสู่ร้านตุ๊กตาด้วยความระแวดระวัง ยิ่งขยับลึกเข้าไปในห้องโถง บรรยากาศรอบกายก็ยิ่งทวีความพิลึกพิลั่น จนชวนให้ขนลุกชันเรื่อย ๆ