ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 314 บางสิ่งไม่จำเป็นต้องเลวร้าย แต่สุดท้ายก็แพ้คนที่เอามาใช้ทำชั่ว
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 314 บางสิ่งไม่จำเป็นต้องเลวร้าย แต่สุดท้ายก็แพ้คนที่เอามาใช้ทำชั่ว
“วันนี้ใคร ๆ เขาก็แต่งแบบนี้กันทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวสักหน่อย” หญิงสาวคนนั้นเอ่ยอย่างไม่แยแส พูดจบเธอก็สะบัดหน้าเดินหนีไปทันที
เธอยังหันไปบ่นกับกลุ่มเพื่อน “น่าเบื่อชะมัด คนเรามันจะยังไงก็ได้สิ ยุคนี้มีอิสระในการแต่งตัว ฉันอยากใส่อะไรออกจากบ้านมันก็สิทธิ์ของฉันแท้ ๆ ทำไมต้องมีคนมาคอยก้าวก่ายรสนิยมคนอื่นด้วย น่ารำคาญจริง”
เพื่อนของเธอรีบพยักหน้าเห็นด้วย “นั่นสิ พวกคนหัวโบราณ ไม่เข้าใจงานอนิเมะแบบนี้ฉันเจอมาเยอะแล้ว ไม่คิดเลยว่าคราวนี้จะเป็นเด็กตัวแค่นั้น สงสัยคงโดนผู้ใหญ่ล้างสมองมาจนเพี้ยนไปหมดแล้วมั้ง…”
เสียงบ่นพึมพำเหล่านั้นค่อย ๆ ห่างออกไป แต่ซู่เป่ากลับไม่ยอมแพ้ เด็กน้อยตะโกนไล่หลังเสียงดัง “แต่ที่นี่คือศาลเจ้าเทพประจำเมืองนะคะ! เป็นสถานที่ที่คุณปู่เหวินเฉิงและลุงทหารทั้งหลายยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องเอาไว้นะ!”
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหยุดชะงัก มองดูซู่เป่าและกลุ่มหญิงสาวสลับกันอย่างมึนงง
หญิงสาวทั้งสองเริ่มหน้าแดงด้วยความโมโหพลางตวาดกลับ “อย่ามามัดมือชกด้วยศีลธรรมได้ไหม? วันนี้เขามีงานนิทรรศการตุ๊กตา ทุกคนมารวมตัวกันเพราะความชอบส่วนตัว มันก็แค่งานอดิเรกในวงแคบ ๆ ของพวกเราเท่านั้น ทำไมต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนั้นด้วย!”
อีกคนรีบโต้กลับ “การที่คนเราชอบใส่อะไรมันผิดกฎหมายหรือไง? วันนี้มีทั้งงานตุ๊กตาและงานคอสเพลย์ ทุกคนแต่งตามใจตัวเองทั้งนั้น พวกคุณไม่ชอบก็เรื่องของคุณ แต่ช่วยเคารพวัฒนธรรมที่แตกต่างกันหน่อยสิ?”
เมื่อคนรอบข้างเริ่มเข้าใจสถานการณ์ ส่วนใหญ่กลับพากันส่งเสียงสนับสนุนพวกเดียวกันเอง
“ความชอบไม่ใช่บาปสักหน่อย! ทุกคนมีอิสระที่จะรักในสิ่งที่ชอบ!”
“เลิกมีความคิดแคบ ๆ ได้แล้ว อย่าเอาความล้าหลังมาตีกรอบพวกเราเลย!”
กลุ่มวัยรุ่นในชุดหลากสีต่างพากันประสานเสียงด้วยความไม่พอใจ
ซูอีเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “การชอบอะไรไม่ใช่เรื่องผิด และการใส่อะไรก็เป็นอิสระของพวกคุณจริง… แต่ควรดูสถานที่เสียบ้าง!”
เขาปรายตามองไปยังลานศาลเจ้า “ในอดีต บรรพบุรุษของพวกคุณสละชีพที่นี่ ถูกเข่นฆ่าที่นี่ แต่พวกคุณในวันนี้กลับแต่งกายด้วยชุดแบบนี้มาปรากฏตัวต่อหน้าดวงวิญญาณของท่าน ไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือ?”
ซูเหอเวิ่นเสริมขึ้นทันที “ใช่ครับ มันต่างอะไรกับการสวมเสื้อผ้าของศัตรูไปเต้นรำอยู่บนหลุมศพของพวกเขาเล่า?”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจเริ่มรู้สึกระอักกระอ่วนขึ้นมา
“ช่างเถอะ ไม่ต้องไปทะเลาะกับพวกนี้หรอก… เดี๋ยวเสียบรรยากาศหมด!”
“นั่นสิ ฉันตื่นมาแต่งลุคนี้ตั้งแต่ตีสี่ตีห้า… เฮ้อ ฟังแล้วเหมือนกินแมลงวันเข้าไปยังไงไม่รู้”
“เป็นอะไรกันไปหมด ฉันแค่ใส่ชุดแบบนี้หมายความว่าฉันไม่รักชาติงั้นเหรอ? น่ารำคาญจริง ๆ”
พวกเขาบ่นพึมพำพลางเดินแยกย้ายกันไป
ซู่เป่ามองตามแผ่นหลังเหล่านั้นก่อนถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “คุณลุงใหญ่คะ… พวกเขาไม่รู้สึกเลยเหรอคะว่ามันไม่ถูกต้อง?”
ซูอีเฉินอุ้มหลานสาวขึ้นแนบอกก่อนเอ่ยเรียบ ๆ “ถ้าพวกเขารู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องจริง ๆ ก็คงไม่แต่งแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้วละ”
บอกได้เพียงว่า ศัตรูนั้นช่างเจ้าเล่ห์นัก และการรุกรานทางวัฒนธรรมก็ไม่เคยหยุดหย่อนลงเลย…
ในแผ่นดินมังกรแห่งนี้ ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ถูกแทรกซึมจนไม่รู้ตัว
การชื่นชอบวัฒนธรรมอื่นหรือรสนิยมส่วนตัวไม่ใช่สิ่งผิด แต่ไม่ควรลืมเลือนรากเหง้าว่าทำไมทุกวันนี้เราถึงสามารถนั่งดูสิ่งเหล่านี้ได้อย่างสงบสุขในบ้านของตนเอง
ซู่เป่าซบไหล่เขาอย่างเงียบ ๆ สีหน้าหม่นลงเล็กน้อย
จี้ฉางกอดอกอยู่ข้าง ๆ ลอบถอนใจ เดิมทีเขาไม่อยากให้เธอมา แต่ลูกศิษย์คนนี้ก็ดื้อตามซูอีเฉินมาจนได้ จึงทำได้เพียงเดินตามมาเงียบ ๆ
เมื่อเห็นซู่เป่าไม่มีความสุข เขาจึงเอ่ยปลอบว่า “บางสิ่งไม่จำเป็นต้องเลวร้าย การพัฒนาของอารยธรรมย่อมมีความหลากหลาย แต่ของบางอย่างไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่แพ้คนที่หยิบมันไปใช้ทำชั่ว”
จี้ฉางมองเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู… ‘นี่คงเป็นบทเรียนทางจิตใจที่เธอเลี่ยงไม่ได้สินะ’
‘โลกนี้มีร้อยพันรูปแบบ… และหนึ่งในนั้นคือการลืมเลือน’
ลานศาลเทพเจ้าเมือง ผู้คนสวมชุดหลากสีเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนว่ามีคนใส่ชุดฮั่นฟูอยู่บ้าง แต่น้อยจนนับนิ้วได้ เมื่อมาถึงจุดนี้ ซูอีเฉินจึงเริ่มเข้าใจว่างานแสดงตุ๊กตาที่ว่านี้คงเป็นเพียงฉากหน้าบังหน้าเท่านั้น
ท่ามกลางฝูงชนแสนคึกคัก มีหญิงสาวคนหนึ่งในชุดสีดำสนิท รวบผมหางม้าสูงยืนขมวดคิ้วมองท้องฟ้าอยู่… เธอคือ กู้เซิ่งเสวี่ย
วันนี้เมฆครึ้มปกคลุมจนท้องฟ้าดูหม่นแสง แสงสว่างที่เคยสดใสค่อย ๆ ถูกเงามืดบดบัง ลมเอื่อย ๆ พัดโยกกิ่งไม้ริมถนนจนดูคล้ายลางบอกเหตุ ทว่าผู้คนในลานกว้างกำลังสนุกสนานกลับไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกตินี้เลย
กู้เซิ่งเสวี่ยจำโต๊ะยาววางเรียงรายไปด้วยตุ๊กตา และโต๊ะประกอบพิธีด้านหน้าได้ทันที…
‘นั่นมันแท่นบูชาชัด ๆ พวกมันอยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย!’
เธอกระชับเป้ในมือแน่น ก่อนค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปใกล้กึ่งกลางลาน
ขณะเดียวกัน ซูอีเฉินก็อุ้มซู่เป่าเดินมาถึงด้านหน้าลานพอดี
ที่นั่นมีโต๊ะขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน กว้างประมาณสามเมตรและยาวเหยียดกว่าสิบห้าเมตร ด้านหน้าของมันคือแท่นบูชาขนาดมหึมาซึ่งปูด้วยผ้าขาวสะอาด บนนั้นวางศาลเจ้าจำลองขนาดเล็กไว้สามหลัง ขนาบข้างด้วยโครงไม้พันแถบผ้าสีแดงสดดูแปลกตา
บนโต๊ะยาวมีตุ๊กตาหลากหลายอิริยาบถวางเรียงราย บางตัวอยู่ในท่าคุกเข่า บ้างก็นอนเอนกาย หรือยืนก้มหน้าดูไร้ชีวิตชีวา
ซู่เป่าขมวดคิ้วมุ่นพลางกระซิบ “นี่ไม่ใช่งานนิทรรศการธรรมดาแล้วค่ะ… แต่มันคือพิธีบูชาเซ่นไหว้ชัด ๆ!”
เด็กน้อยวัยสี่ขวบชี้ไปยังแท่นบูชาปูผ้าขาว “นั่นมันตุ๊กตาของพี่ชีชีนี่คะ…”
จากเสียงพูดคุยของคนรอบข้าง ทำให้พวกเขารู้ว่าแท่นนั้นถูกเรียกว่า ‘แท่นพิธี’ โดยใช้ตุ๊กตาของพรีเซนเตอร์มาตั้งเป็นประธานในงาน คล้ายกับเป็นตัวแทนในการเชิญชวนผู้คนให้มาร่วมพิธีกรรมเฉลิมฉลองครั้งนี้
ท่าทีไม่แยแสของจี้ฉางพลันมลายหายไปและถูกแทนที่ด้วยความเคร่งขรึมในทันที เพราะสิ่งเบื้องหน้าไม่ใช่พิธีบูชาธรรมดาเสียแล้ว
เพียงแค่สถานีแรกยังรุนแรงถึงเพียงนี้ นั่นหมายความว่าจุดหมายถัดไปย่อมต้องมีพิธีกรรมเช่นนี้รออยู่อีกมาก เมื่อคืนเขาพอทราบข้อมูลมาบ้างว่า การเดินสายจัดแสดงตุ๊กตาทั่วประเทศครั้งนี้จะตระเวนไปตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วสารทิศ
ในสถานีแรก เริ่มขึ้นกลางใจเมืองใหญ่ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ดูไปก็สอดคล้องกับรูปแบบงานแสดงสินค้าเชิงพาณิชย์จนคนทั่วไปไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ แต่กำหนดการหลังจากนี้ บางงานกลับจัดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร มีผู้คนสัญจรผ่านน้อยมากอย่างผิดวิสัย
‘นี่มันไม่ปกติเอาเสียเลย…’
“ซู่เป่า… ถ้าทำลายแท่นบูชานั่นทิ้ง ก็สามารถพังวงเวทบูชานี้ได้ชั่วคราว…” จี้ฉางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำและจริงจัง “ซู่เป่า???”
จี้ฉางถึงกับอ้าปากค้าง วิญญาณอาจารย์หนุ่มสั่นสะท้านแล้วลอบอุทานในใจ…
‘โถ่… เจ้าเด็กน้อย เธอกำลังทำอะไรของเธออยู่น่ะ!’