ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 315 ซู่เป่าเปิดโหมดพลิกโต๊ะ!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 315 ซู่เป่าเปิดโหมดพลิกโต๊ะ!
จี้ฉางหรี่ตาลงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “แท่นบูชานี่กำลังประกอบพิธีบางอย่างอยู่… ส่วนตุ๊กตาพวกนี้ก็คือเครื่องบูชามนุษย์ของพิธีนั้น…”
การใช้ ‘คน’ เป็นเครื่องเซ่นไหว้ช่างโหดเหี้ยมอำมหิต หากไม่ใช่เพราะปัจจุบันมีกฎหมายบ้านเมืองคุ้มครอง พวกมันอาจถึงขั้นใช้คนเป็นๆ มาบูชายัญเลยก็เป็นได้ แต่ในความเป็นจริง ขณะนี้มีคนหนึ่งถูกใช้เป็นเครื่องบูชาไปเรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ กู้ชีชี
ทันทีที่พิธีกรรมเสร็จสิ้น พลังชีวิตและโชคชะตาทั้งหมดของกู้ชีชีจะถูกสูบจนหมดสิ้น ภายในเวลาไม่เกินสองเดือน เธอจะต้องเผชิญกับโรคร้ายหรืออุบัติเหตุจนเสียชีวิต
โดยตอนนี้ เจ้าตัวยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย เธอยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งพรีเซนเตอร์แล้วส่งยิ้มหวานถ่ายรูปกับผู้คนอย่างเป็นมิตร
“อาจารย์จะสอนว่าทำยังไงถึงจะทำลายพิธีนี้… แค่พลิกกระถางธูปหน้าศาลนั้น เห็นเส้นด้ายแดงไหม? ดึงให้ขาด แล้วหมุนทิศทางตุ๊กตาที่เป็นเครื่องบูชา… ซู่เป่า???” จี้ฉางขมวดคิ้วมุ่น
จี้ฉางยังสั่งการไม่ทันจบดี เด็กน้อยตัวแสบก็พุ่งขึ้นไปบนเวทีเสียแล้ว!
“!!!” เขาถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ซู่เป่าพึมพำกับตัวเอง ใบหน้ากลมป้อมฉายแววดุดัน “พลิกค่ะพลิก! อาจารย์บอกพลิกให้หมด!”
เด็กน้อยส่งเสียงร้อง “ฮึบ!” ก่อนออกแรงพลิกโต๊ะหิ้งบูชาจนกระเด็นกระจายไปคนละทิศ จากนั้นก็ใช้เท้าเล็ก ๆ เหยียบธูปหล่นพื้นแล้วกระทืบซ้ำสองทีติด ๆ
ในขณะที่คนอื่นยังยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก ซู่เป่าเหยียบเก้าอี้กระโดดปีนขึ้นไปบนโต๊ะยาว เสียงโครมครามดังสนั่นหวั่นไหว ตุ๊กตาเจ็ดแปดตัวหน้าแท่นบูชาตกลงมากระแทกพื้นแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย
ซู่เป่าหันขวับไปมองรอบ ๆ ‘โอ๊ะ! อาจารย์บอกว่าต้องดึงเชือกแดงให้ขาดด้วยนี่นา’
เด็กน้อยจึงคว้าเชือกแดงเส้นนั้นใช้ทั้งมือดึงทั้งปากกัด กระชากจนขาดสะบั้นด้วยท่าทางสุดเหวี่ยง
ตอนนี้หลานสาวสุดรักของตระกูลซูเปรียบเสมือนสัตว์ร้ายตัวจิ๋วซึ่งกำลังอาละวาด ทำลายล้างทุกสิ่งด้วยตัวคนเดียวจนแท่นบูชาพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี
จี้ฉางยืนตาค้าง ซูเหอเวิ่นยกอ่างเหล็กค้างไว้กลางอากาศ
ส่วนซูเหอเหวินและซูอีเฉินต่างใจสั่นระรัวด้วยความช็อก
ด้านกู้เซิ่งเสวี่ยที่กำลังวางแผนในใจอย่างดิบดีว่า ‘เดี๋ยวฉันจะทำแบบนั้น แบบนี้…’
ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมาอีกที… ‘อ้าว! แท่นบูชาที่ควรจะตั้งตระหง่านอยู่กลับพังพินาศหายไปต่อหน้าต่อตา!’
เธอยังไม่ทันได้ขยับตัว ก็ถูกปาดหน้าเค้กชิงตัดตอนไปเสียก่อนจนตัวสั่นเทิ้มด้วยความเดือดดาล
‘ทำไมต้องเป็นแบบนี้ทุกทีเลย! น่าโมโหที่สุด!’
ยามนั้นเอง ผู้คนในลานกว้างเพิ่งเรียกสติกลับคืนมาได้ เหล่าบรรดาคนรักตุ๊กตาและชาวคอสเพลย์ต่างทั้งตกใจและเดือดจัด พากันแผดเสียงด่าทออย่างบ้าคลั่ง
“ลูกใครกันเนี่ย! ทำบ้าอะไรของเธอ!”
“พับผ่าสิ! ยัยเด็กนี่ช่างน่ารังเกียจจริง ๆ!”
“บัดซบ! ผู้ปกครองมัวทำอะไรอยู่? สั่งสอนลูกกันยังไงเนี่ย!”
ชายคนหนึ่งปรี่เข้าไปอย่างดุดัน หมายคว้าแขนซู่เป่าเพื่อลากตัวเธอลงมา!
สีหน้าของซูอีเฉินเย็นเยียบลงทันควัน เขากำลังจะก้าวเข้าไปจัดการ กลับมีร่างสีดำร่างหนึ่งเคลื่อนไวกว่าสายฟ้า พุ่งผ่านหน้าไปก่อนคว้าตัวซู่เป่าเข้ามากอดแนบอก พร้อมกับสะบัดแขนส่งร่างชายคนนั้นปลิวไปไกล!
‘มู่กุยฝาน! เขาโผล่มาที่นี่ได้ยังไงกัน?!’
เมื่อเห็นพรรคพวกซึ่งพยายามจะหยุดยั้งเด็กน้อยถูกเหวี่ยงจนกระเด็น อารมณ์เดือดดาลของฝูงชนก็พุ่งทะยานถึงขีดสุด บรรดาเจ้าของตุ๊กตาผู้เคราะห์ร้ายต่างกอดเศษซากอันแตกละเอียดพลางสะอื้นไห้ เสียงสาปแช่งเริ่มดังกึกก้องระงมไปทั่วลานกว้าง บางคนถึงขั้นสบถถ้อยคำหยาบคายจิกด่าซู่เป่าอย่างรุนแรงโดยไม่สนหน้าใคร
“ไอ้เด็กนรกนี่สมควรตายไปซะ! สันดานเสียตั้งแต่เด็ก โตไปก็เป็นคนเลว!”
สายตาของมู่กุยฝานเย็นยะเยือก เขาใช้แรงลับสะบัดเท้าส่งเศษเซรามิกชิ้นหนึ่งพุ่งวาบไปหาคนพูด…
เพียะ! เศษตุ๊กตาปะทะเข้าที่ปากของคนปากพล่อยเต็ม ๆ!
แรงปะทะนั้นมหาศาลจนเลือดซึมออกจากปาก คนผู้นั้นร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก่อนตะครุบปากตัวเองไว้ สำหรับมู่กุยฝานแล้ว เขาไม่เคยเสียเวลาเจรจากับคนประเภทนี้หากใช้กำลังแก้ปัญหาได้
ยิ่งเห็นอีกฝ่ายสวมชุดกิโมโน เขารู้สึกขัดหูขัดตาอยู่แล้ว แน่นอนว่านี่คือความอคติส่วนตัวล้วน ๆ เขาไม่สนว่าใครจะอ้างเรื่องรสนิยมหรือความชอบส่วนบุคคล
ในเมื่อเขารู้สึกรังเกียจเขาก็จะแสดงออกชัดเจนโดยไม่คิดอ้อมค้อมแม้แต่น้อย
“พูดต่อสิ” มู่กุยฝานเอ่ยเสียงต่ำ “ลองดูซิว่าใครหน้าไหนจะกล้าพ่นคำเลว ๆ ใส่ลูกสาวฉันอีกแม้แต่คำเดียว”
ทุกคนถึงกับชาวาบไปทั้งตัวเมื่อสบเข้ากับแววตาเย็นเฉียบจนไม่มีใครกล้าสบของมู่กุยฝาน ไม่มีใครกล้าปริปากด่าว่า ‘เด็กนรก’ หรือ ‘สมควรตาย’ อีกแม้แต่คนเดียว
ภายในใจของฝูงชนต่างคุกรุ่นด้วยความไม่พอใจ พวกเขาต่างลงความเห็นสอดคล้องกันว่า… สมแล้วที่เป็นเด็กนรก เพราะเบื้องหลังย่อมต้องมีผู้ปกครองไร้เหตุผลและน่ารังเกียจคอยให้ท้ายแบบนี้!
ชายคนหนึ่งพยายามระงับอารมณ์แล้วโพล่งออกมา “ช่วยคุยด้วยเหตุผลหน่อยได้ไหม? คนอื่นเขาตั้งอกตั้งใจจัดงานนี้กัน แต่ลูกของคุณกลับมาทำลายข้าวของพังพินาศแบบนี้ มันไร้สามัญสำนึกเกินไปแล้วนะ!”
“ใช่! คุณรู้ไหมว่าตุ๊กตาแต่ละตัวมูลค่าเท่าไหร่? แค่ตัวนี้…เหยาเหยาตัวเดียวนี่ลือกันว่าราคาเหยียบห้าล้านเลยนะ จะปล่อยให้เรื่องจบลงง่าย ๆ แบบนี้เหรอ?”
“อย่าไปเสียเวลาคุยกับคนพวกนี้เลย โทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้!”
มีคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรแจ้งความจริง ๆ
กล่าวหาว่ามีกลุ่มคนจงใจทำลายทรัพย์สิน มูลค่ารวมอาจสูงเกินสิบล้าน
ซู่เป่ากอดคอมู่กุยฝานไว้แน่น เธอไม่ได้รู้สึกแม้แต่น้อยว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นผิด
ในสายตาของเธอ พี่ชายพี่สาวพวกนี้ต่างหากที่กำลังทำเรื่องไม่ดี
‘นี่ยังกล้าแจ้งความอีกเหรอ?’
ซู่เป่าแค่นเสียงเหอะทีหนึ่งพลางสะบัดหน้ามองไปทางอื่น ทีแรกเธอก็แค่ตั้งใจจะล้มล้างพิธีกรรมให้สิ้นซาก ไม่คิดเลยว่าการพลิกแท่นบูชาจะทำให้โดนผู้คนรุมประนามขนาดนี้
แต่เมื่อมีคุณพ่ออยู่ด้วย ซู่เป่ากลับรู้สึกว่าตนเองมีที่พึ่งอันยิ่งใหญ่เปรียบดั่งภูเขาผาชัน เธอจึงไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว
หลังจากแจ้งความเสร็จ กลุ่มคนเหล่านั้นยังคงจ้องมองมู่กุยฝาน ซู่เป่า รวมถึงซูอีเฉินด้วยสายตาอาฆาต ราวกับกำลังรอคอยเห็นคนกลุ่มนี้แสดงสีหน้าหวาดวิตกหรือเสียใจออกมา
ทว่ามู่กุยฝานกลับนิ่งสนิทไร้ร่องรอยความตระหนก แม้แต่ซูอีเฉินเองยังเอ่ยถามนอกเรื่องขึ้นมาสั้น ๆ ว่า “แล้วนี่คุณมาทำอะไรที่นี่?”
มู่กุยฝานปรายตามองไปไกล ๆ ก่อนตอบเสียงเรียบ “พอดีออกมาทานข้าวกับพวกผู้ใหญ่ไม่กี่คน มองเห็นลูกสาวของผมจากระยะไกลก็เลยเดินมาหา”
ทุกคนเมื่อเห็นว่าพวกเขายังมีแก่ใจมาคุยเรื่องอื่นหน้าตาเฉย ก็ยิ่งโกรธเกรี้ยวแล้วหันไปกดดันกู้ชีชีแทน “พี่ชีชี! คุณรีบฟ้องร้องพวกเขาเลยสิ พวกเขาช่างไร้ยางอายสิ้นดี!”
“ใช่ครับ! ต้องให้พวกเขารับผิดชอบ คนแบบนี้เกินไปแล้ว!”
ขณะนั้นกู้ชีชียังคงตกอยู่ในอาการมึนงง… เมื่อครู่ตอนเธอนั่งอยู่บนแท่นพรีเซนเตอร์ สมองเธอมันอื้ออึงไปหมด คล้ายมีคำสั่งลึกลับคอยบงการให้เธอฝืนฉีกยิ้มและถ่ายรูปกับทุกคนต่อไปไม่หยุด จนกระทั่งเสียงดังจากการพังโต๊ะดังขึ้น เธอถึงได้สะดุ้งสุดตัวและเพิ่งเริ่มได้สติกลับคืนมา
“ซู่เป่า…?” เธอพึมพำด้วยความตกตะลึง “ทำไมหนูถึง…”
ทันทีที่สายตาของกู้ชีชีเหลือบไปเห็น ‘เหยาเหยา’ แตกกระจายอยู่บนพื้น หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบรัดแน่น
เหยาเหยาของเธอ…
เสียงอื้ออึงรอบข้างยังคงเร่งเร้าให้เธอเอาผิด กู้ชีชีพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว แต่เธอก็ยังส่ายหน้ายืนยัน “ขอโทษนะคะ… นี่คือลูกของเพื่อนฉันเอง ฉันไม่ต้องการค่าเสียหายใด ๆ ส่วนตุ๊กตาตัวไหนของพวกคุณที่พังไป ฉันจะเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเองค่ะ…”
ฝูงชนถึงกับถึงกับนิ่งงัน ก่อนความโกรธจะทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
“เกิดเรื่องขนาดนี้แล้ว ทำไมคุณถึงไม่เอาผิดล่ะ!”
“ต่อให้เป็นลูกเพื่อน แต่ทำของคนอื่นเสียหายก็ต้องชดใช้สิ!”
“พี่ชีชี ทำไมคุณถึงใจดีไม่เข้าเรื่องแบบนี้? นี่มันเท่ากับส่งเสริมคนชั่วนะ!”
กู้ชีชีรู้ดีว่าการที่เธอเลือกยืนคนละฝั่งกับฝูงชนย่อมทำให้พวกเขาเดือดดาล ทว่าเธอก็ไม่มีวันจะร่วมวงรุมด่าทอซู่เป่าเด็ดขาด
เธอยังคงพยายามอธิบาย “ปกติเด็กคนนี้ไม่ใช่คนนิสัยรุนแรง เธอเป็นเด็กดีและมีเหตุผลเสมอ… เรื่องนี้มันต้องมีสาเหตุแน่ ๆ ค่ะ…”
แต่นาทีนี้ไม่มีใครยอมรับฟังคำอธิบายใด ๆ ทุกคนต่างยืนกรานบังคับให้กู้ชีชีแจ้งความเอาผิดและเรียกร้องค่าชดเชยให้ได้ ราวกับว่าตุ๊กตาตัวที่แตกไปนั้นเป็นของรักของหวงของพวกเขาเองเสียอย่างนั้น…