ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 319 กู้เซิ่งเสวี่ยผู้ถูกเลือก
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 319 กู้เซิ่งเสวี่ยผู้ถูกเลือก
จี้ฉางนั่งขัดสมาธิลอยตัวอยู่กลางอากาศพลางเอ่ยขึ้น “กู้เซิ่งเสวี่ยก็เหมือนกับเธอนั่นแหละ… เด็กคนนั้นก็ลงมาฝ่าด่านเคราะห์เหมือนกัน”
ซู่เป่าเอียงคอสงสัย เธอยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของการฝ่าด่านเคราะห์เท่าใดนัก แล้วทำไมเสี่ยวปาถึงต้องมาทำเรื่องแบบนี้ด้วย?
จี้ฉางลูบผมอันนุ่มสลวยของเด็กน้อยก่อนอธิบายต่อ “สถานะของเธอนั้นต่างออกไป เพราะเธอคือผู้ที่ถูกวางตัวให้ว่าที่เมิ่งโป๋รุ่นต่อไป”
“ไม่ใช่เพราะแม่ของเธอหรือ ที่ชอบดื่มน้ำแกงเมิ่งโป๋อย่างกับเป็นน้ำเปล่า?” แถมยังเคยสำทับให้เมิ่งโป๋คนปัจจุบันเร่งปรับปรุงฝีมืออีกด้วย
ที่ผ่านมายายเมิ่งพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ทว่าก็มีอันต้องสติหลุดเมื่อเจอผีประเภทดื้อด้านต่อน้ำแกงอย่างซูจิ่นอวี้เข้าให้
จนวิญญาณตนอื่นต่างพากันนินทาว่าน้ำแกงของเธอนั้นถูกผสมน้ำจนจางเจือ หญิงชราโกรธจนเคยปาหม้อทิ้งมาแล้ว สุดท้ายจึงตัดสินใจคัดเลือกผู้สืบทอดคนใหม่ด้วยความพิถีพิถัน
“อ้อ! ดังนั้นพี่เสี่ยวปามาที่นี่เพื่อฝึกทำน้ำแกงเมิ่งโป๋ใช่ไหมคะ?” ซู่เป่าพลันตาสว่าง
“จะว่าแบบนั้นก็ได้!” จี้ฉางพยักหน้ารับ
ทุกครั้งที่ได้ยินซู่เป่าเรียกกู้เซิ่งเสวี่ยว่า ‘เสี่ยวปา’ จี้ฉางมักรู้สึกแปลกประหลาดพิกล เพราะในอดีตตอนที่ซู่เป่ายังเป็นราชายมโลก และกู้เซิ่งเสวี่ยเป็นว่าที่เมิ่งโป๋ ทั้งสองคนมักมีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่บ่อยครั้ง
ยามนั้นซู่เป่ามักจะเท้าสะเอวตำหนิกู้เซิ่งเสวี่ยว่าไร้ความสามารถในการเก็บ ‘น้ำตาหยดสุดท้าย’ พร้อมสำทับว่าไม่คู่ควรให้เรียกชื่อจริง แต่ควรเรียกว่า ‘เสี่ยวปา’ เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจตนเองอยู่เสมอ…
ซู่เป่าในยามนี้หาได้รู้เรื่องราวในอดีตไม่ เธอกะพริบตาปริบ ๆ พลางถามด้วยความฉงน “อาจารย์คะ… น้ำตาหยดที่แปดมันหายากขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ยากยิ่งกว่ายาก” จี้ฉางถอนหายใจยาว
กู้เซิ่งเสวี่ยผ่านมาหลายภพหลายชาติแล้ว แต่ละชาติต่างล้มเหลวในการเก็บน้ำตาให้ครบทั้งแปดหยด
“เพราะน้ำตาหยดสุดท้ายต้องกลั่นมาจากความโศกเศร้าของตัวเอง แต่เมิ่งโป๋นั้นเกิดมาพร้อมคำสาปที่ทำให้ไม่สามารถหลั่งน้ำตาได้”
ซู่เป่านึกถึงคำบอกเล่าของกู้ชีชีจึงรีบถามย้ำ “พี่เสี่ยวปาร้องไห้ไม่เป็นจริง ๆ เหรอคะ? พี่ชีชีบอกว่าตอนเกิดมาพี่เสี่ยวปาก็ไม่ร้องเลยสักนิด”
ซูเหอเวิ่นนั่งอยู่ใกล้ ๆ รีบแย้งทันควัน “เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ทารกทุกคนต้องร้องไห้ตอนแรกเกิดเพราะต้องสูดอากาศเข้าปอดจนเส้นเสียงสั่นสะเทือน ถ้าไม่ร้องแสดงว่าขาดอากาศหายใจ หรือมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแน่นอน”
“ที่กู้ชีชีบอกว่าไม่ร้อง คงหมายถึงร้องส่งเสียงแต่ไร้หยดน้ำตาน่ะสิ” จี้ฉางพยักหน้าเห็นพ้อง
คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าเสียงร้องตอนเกิดคือการร้องไห้ แต่ความจริงมันเป็นเพียงกลไกการสั่นของเส้นเสียง ส่วนการร้องไห้ที่มาจากอารมณ์จริง ๆ นั้นเกิดขึ้นภายหลัง และกู้เซิ่งเสวี่ยก็น่าจะร้องเพียงครั้งเดียวตอนเกิด หลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยมีน้ำตาอีกเลย
“น่าสงสารจังเลยนะคะ” ซู่เป่าแสดงสีหน้าเห็นอกเห็นใจ
ในโลกของเด็กน้อย การร้องไห้ก็สำคัญพอ ๆ กับการยิ้ม หากไม่รู้จักน้ำตา ก็คงไม่รู้จักความสุขอันแท้จริง
ซูเหอเวิ่นเอ่ยถามขึ้นบ้าง “ชีวิตคนตั้งยาวขนาดนั้น จะไม่เคยร้องเลยได้ยังไง…?”
จี้ฉางเท้าคางพลางพลิกสมุดบันทึกไปมา
“ชาติแรก… กู้เซิ่งเสวี่ยสูญเสียคนรักสุดหัวใจ
ชาติที่สอง… สมาชิกในครอบครัวล้วนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
ชาติที่สาม… เพื่อนสนิทหักหลังจนย่อยยับ
ชาติที่สี่… พลัดพรากจากญาติสนิทด้วยความเป็นความตาย…”
“ผ่านมาหลายภพหลายชาติ ไม่มีชาติไหนเลยที่เธอหลั่งน้ำตาออกมาได้”
ในบันทึกระบุว่า กู้เซิ่งเสวี่ยก็เคยเจ็บปวด เคยตะโกนใส่ฟ้าด้วยความสิ้นหวัง แต่แม้เจ็บปวดถึงขีดสุด ก็ไม่เคยมีน้ำตาหล่นลงมาสักหยด
“ทุกชาติเธอจะถูกลบความทรงจำและต้องเผชิญบททดสอบใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งหมดนี้ก็เพื่อบีบให้เธอหลั่งน้ำตาแห่งความเศร้าออกมาให้ได้สักหยดเดียว”
ซู่เป่าอ้าปากค้างด้วยความเวทนา ส่วนซูเหอได้แต่พึมพำ “แนะนำให้ไปตรวจต่อมน้ำตาดูไหม? อาจเป็นโรคทางจักษุวิทยาก็ได้นะ”
จี้ฉางถึงกับกระตุกมุมปาก ก่อนเอ่ยต่อ “ทุกครั้งหลังดวงจิตกลับสู่ยมโลก กู้เซิ่งเสวี่ยจะจดจำความเจ็บปวดจากทุกชาติได้ทั้งหมด เธอจึงสะสมความอัดอั้นและปิดกั้นความห่วงใยจากผู้อื่น”
“และทุกครั้งท่านราชายมโลกมักพูดยั่วโมโหบอกว่าเธอไร้ฝีมือ…”
จี้ฉางหยุดชะงักคำพูดไว้เพียงเท่านั้น
เพราะซู่เป่ายังเด็กและอยู่ระหว่างฝ่าด่านเคราะห์ เธอรับรู้เพียงว่าตนเองต้องมาเผชิญโลกมนุษย์ แต่ยังไม่ทราบฐานะแท้จริงของตน รวมถึงซูอีเฉิน มู่กุยฝาน และคนอื่น ๆ แม้รู้ว่าเธอเห็นผีได้ แต่ก็ไม่มีใครล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วเธอคือ ราชาแห่งยมโลก
ซู่เป่าที่ยังไม่ประสีประสาเบ้ปาก “ราชายมโลกใจร้าย!”
‘เอาเถอะ… เห็นแก่พี่เสี่ยวปาที่น่าสงสารขนาดนี้ หลังจากนี้หนูจะไม่ล้อว่าพี่ไม่เก่งแล้วก็ได้’
“นี่มันอะไรกันเนี่ย!” ซู่เป่าส่ายหน้าไปมาเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย
จี้ฉางปิดสมุดบันทึกลง “นี่คือเป็นกฎที่เมิ่งโป๋ทุกรุ่นต้องเผชิญ เป็นกฎเหล็กที่คนนอกไม่อาจก้าวล่วงได้”
ซู่เป่าจ้องมองไปข้างหน้าอย่างใจลอย…
‘ถ้าหนูตีพี่เสี่ยวปาร้องไห้ จะนับเป็นน้ำตาแห่งความเศร้าของเธอไหมนะ?’
‘ถ้าใช่… มันก็น่าจะช่วยให้เธอผ่านการทดสอบได้นี่นา!’
ดวงตาของซู่เป่าเป็นประกายวาววับ รู้สึกว่าแผนการนี้น่าสนใจยิ่งนัก! แต่ตอนนี้พี่สาวยังนอนเจ็บอยู่โรงพยาบาล ซู่เป่าจึงตัดสินใจว่าจะรอให้อีกฝ่ายอาการดีขึ้นก่อน แล้วค่อยบุกไปตีเธอเป็นอันดับแรก
หนูไม่ได้อยากลงมือเองหรอกนะคะ หนูแค่หวังดีอยากช่วยพี่ท่านั้นเอง!
ขณะเดียวกัน ณ โรงพยาบาล กู้เซิ่งเสวี่ยนอนซมอยู่บนเตียงพลันจามออกมากะทันหัน แรงสะเทือนกระทบถึงบาดแผลจนใบหน้าซีดเผือด เธอต้องเม้มปากกัดฟันกรอดเพื่อข่มความเจ็บปวดเอาไว้เพียงลำพัง
คุณหมอเข้ามาเปลี่ยนผ้าพันแผลพบว่ามีเลือดซึมออกมาจึงรีบเข้าช่วยเหลือ แล้วเอ่ยด้วยความทึ่ง “หนูน้อย… ถ้าเจ็บก็บอกหมอนะ อย่าฝืน”
เด็กคนนี้ทำเอาทีมแพทย์ปวดหัวไปตาม ๆ กัน ตั้งแต่ขั้นตอนผ่าตัด เย็บแผล ไปจนถึงการล้างแผล พวกเขาต่างเตรียมใจรับมือกับการร้องไห้โยเยของเด็ก แต่กู้เซิ่งเสวี่ยกลับนิ่งเงียบจนน่าประหลาดใจ
ปกติแล้วคนไข้เด็กมักแผดเสียงร้องไห้จ้าจนส่งผลกระทบต่อการรักษา บางครั้งหมอถึงขั้นต้องฉีดยาระงับประสาทให้ ทว่ากู้เซิ่งเสวี่ยกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ตอนผ่าตัดเธอไม่ร้อง ตอนเย็บแผลไม่บ่น ตรวจแผลหรือเปลี่ยนผ้าพันแผลเธอก็ยังนิ่งเฉย… แม้แต่ตอนนี้ มีเลือดซึมออกมาจากแผล เธอก็ยังไม่ปริปากร้องสักแอะ!
สถานการณ์เช่นนี้สร้างความลำบากใจให้เหล่าหมอและพยาบาลอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าจะเจ็บปวดหรือทรมานเพียงใดเธอก็ไม่เคยบอก พวกเขาจึงหวาดวิตกเหลือเกินว่าหากเธอติดเชื้อจนถึงแก่ชีวิต เด็กสาวคนนี้ก็คงสิ้นใจไปเงียบ ๆ โดยไม่มีใครรู้
หมอได้แต่บ่นพึมพำพลางกำชับหลังเปลี่ยนผ้าพันแผลเสร็จว่าหากรู้สึกเจ็บให้รีบบอกทันที แต่กู้เซิ่งเสวี่ยกลับเพียงแค่นยิ้มหยัน “จะพูดไปทำไมคะ?”
“…”
เมื่อลับหลังเจ้าหน้าที่ กู้เซิ่งเสวี่ยจ้องมองเหล่าวิญญาณล่องลอยอยู่รอบกายด้วยสายตาไร้อารมณ์ บ้างก็ยิ้มแยกเขี้ยวข่มขู่ บ้างก็ห้อยหัวลงมาประชิดใบหน้าเธอ
เด็กสาวกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ใบหน้าเธอยิ่งดูเย็นชาและไร้ความรู้สึกมากขึ้นกว่าเดิม
กู้ชีชีเดินถือกล่องข้าวเข้ามาเห็นสีหน้าของน้องสาวก็ถึงกับอึ้ง “ฉันว่าเธอควรลองไปตรวจดูนะว่ามีอาการอัมพาตบนใบหน้าหรือเปล่า”
“ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยเห็นเธอยิ้มเลยสักครั้ง แน่นอนว่าเรื่องร้องไห้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ฉันกล้าเอาตำแหน่งพรีเซนเตอร์เป็นประกันเลยว่าเธอต้องมีปัญหาอะไรบางอย่างแน่ ๆ” กู้ชีชีวางกล่องข้าวลงแล้วเท้าคางมองด้วยความสงสัย
กู้เซิ่งเสวี่ยเอ่ยตอบสั้น ๆ “เด็กน้อย…” เธอคว้ากล่องข้าวมาเปิดฝาอย่างแรงจนเข็มน้ำเกลือหลังมือขยับครูดกับเส้นเลือด เลือดสีแดงสดไหลย้อนกลับเข้าไปในสายยางและซึมออกมาด้านนอก
“เฮ้ย! เลือดออกแล้ว เลือดไหลออกมาแล้ว!” กู้ชีชีตกใจจนหน้าถอดสี “หมอคะ! พยาบาลช่วยด้วย!”
กู้ชีชีรีบวิ่งหน้าตั้งออกไปตามคนทันที
มีเพียงกู้เซิ่งเสวี่ยคนเดียวเท่านั้น ยังคงนั่งกินข้าวด้วยสีหน้าสงบนิ่งประดุจผิวน้ำที่ไร้ฟองคลื่น
วิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่งยืนมองอยู่มุมห้องคิดในใจ
‘แน่ใจแล้ว ยัยนี่มันของจริง คนแบบนี้ยุ่งด้วยไม่ได้ ไปหาคนอื่นดีกว่า!’
ทันใดนั้น เสียงสวดพึมพำของหญิงชราดังแทรกมาตามทางเดินโรงพยาบาลก็สร้างบรรยากาศน่าขนลุก
“เดือนเจ็ดครึ่ง ประตูผีเปิด ผีร้ายออกมาเพ่นพ่าน…”
“พี่สาวจ๋า ขอกอดหน่อย… น้องอยู่ในตู้เสื้อผ้าอึดอัดเหลือเกิน พี่สาวหลับไปแล้วหรือยัง…”
ดวงตาของกู้เซิ่งเสวี่ยเข้มขึ้นในทันใด เธอวางกล่องข้าวลงกก่อนพยุงขวดน้ำเกลือ เพื่อตั้งใจออกไปตรวจสอบ ทว่าเธอกลับเดินสวนกับหมอและพยาบาลที่กู้ชีชีไปตามมาพอดี ทุกคนตกใจแทบสิ้นสติที่เห็นคนเจ็บลงจากเตียง จึงรีบกรูเข้าไปกดตัวเธอให้นอนลงตามเดิม
กู้เซิ่งเสวี่ยพยายามดิ้นรนพลางจ้องเขม็งไปยังสุดทางเดิน เธอเห็นหญิงชราคนหนึ่ง พันศีรษะด้วยผ้าประดับทับทิมสีแดงก่ำนั่งอยู่บนม้านั่ง ปากก็ร้องเพลงอาถรรพ์ไป มือก็ลูบหัวเด็กคนหนึ่งไปด้วยท่าทางชวนสยดสยอง
…