ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 324 ขอเวลาฉันเจ็ดปี
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 324 ขอเวลาฉันเจ็ดปี
เด็กสาวบังเอิญเหลือบมองเวลาบนหน้าจอ “ตีสามแล้วเหรอเนี่ย?”
ความรู้สึกผิดพลันจู่โจมหัวใจทันที เธอควรนอนตั้งนานแล้ว! ขณะที่กำลังตำหนิตัวเอง นิ้วเจ้ากรรมกลับเลื่อนไปเจอคลิปวิดีโอสุดฮาเข้า เป็นชายคนหนึ่งอุ้มไก่พร้อมเคาะชามประกอบจังหวะเพลง
“ดึกดื่นเลื่อนดูมีมจนลืมตัว… ข่มเสียงหัวเราะรัว ๆ
จนหน้ามืด… ส่องคอมเมนต์แล้วถึงกับอึ้ง… โอ้วพระเจ้า…”
เธอหัวเราะจนตัวงอ รีบกดเข้าไปเขียนคอมเมนต์ว่า [นี่มันชีวิตฉันชัด ๆ!]
พลางคิดในใจว่า ‘จบคลิปนี้จะนอนจริง ๆ แล้วนะ…’
แต่ปลายนิ้วโป้งกลับมีเจตจำนงเป็นของตัวเอง มันปัดขึ้นเพื่อดูคลิปถัดไปอย่างรวดเร็ว
วิดีโอนี้กลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกอินหนักกว่าเดิม เพลงประกอบร้องว่า :
“นอนเที่ยงคืนตื่นหกโมง ไปจิบโจ๊กข้าวฟ่างที่ไอซียู!
นอนตีหนึ่งตื่นหกโมง ยมบาลชมว่าร่างกายยังฟิตเปรี๊ยะ!
นอนตีสองตื่นหกโมง โลงศพทรงสี่เหลี่ยมรออยู่!
นอนตีสามตื่นหกโมง หลุมฝังศพคือบ้านหลังที่สอง!”
“วันนี้อดนอนแทบบ้า พรุ่งนี้ไปสุขาวดี! อดเถอะ อดเข้าสิ… คนอดนอนทั้งหลาย…”
เด็กสาวพิมพ์คอมเมนต์ด้วยมือสั่น ๆ
[ตีสามครึ่งแล้ว ฉันยังจะรอดไหม?]
เธอพบความจริงอันน่าเศร้าว่า ยิ่งอยากนอนเร็วเท่าไหร่ กลับกลายเป็นยิ่งโต้รุ่งหนักขึ้นเท่านั้น ทำไมชีวิตถึงเป็นแบบนี้นะ? เธอซุกตัวในผ้าห่ม แล้วหัวเราะคิกคักเป็นระยะ
ทว่า… ผีผู้หญิงที่ยืนซ้อนหลังเธอก็ยิ้มกว้าง หัวเราะตามเป็นจังหวะแล้วพึมพำว่า “ไปสวรรค์ด้วยกันเถอะ…”
วิญญาณร้ายดูเหมือนไม่พอใจเพียงแค่ยืนอยู่ข้างเตียงเสียแล้ว เธอค่อย ๆ ปีนขึ้นมานอนซ้อนแผ่นหลังของเด็กสาว เลียนแบบท่าทางทุกอย่าง ทั้งการขดตัวและทำมือเหมือนกำลังถือโทรศัพท์ เมื่อเด็กสาวหัวเราะ เธอก็หัวเราะตาม พร้อมขยับเข้าไปชิดจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน
“พี่สาว…” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นข้างหู
ดวงตาของเด็กสาวเริ่มปรือปรอย แต่ยังไม่ยอมวางมือถือ ไม่รู้ว่าเพราะง่วงมากหรือเริ่มเคลิ้ม เธอสัมผัสได้ว่าข้างตัวรู้สึกเย็นผิดปกติ แว่วเสียงวุ่นวายดังก้องอยู่ในโสตประสาท เป็นถ้อยคำที่ฟังชัดเจนแต่กลับไม่เข้าใจความหมาย
คล้ายกับว่าคนพูดเพิ่งหัดเปล่งเสียง พยายามเพื่อเอ่ยออกมาทีละพยางค์ “พี่… ฉัน… เจ็ด…”
ความหวาดกลัวพุ่งเข้าจู่โจมทันที เมื่อเธอพบว่าร่างกายขยับไม่ได้เสียแล้ว! หน้าจอโทรศัพท์ยังคงเล่นวิดีโอวนไปมา เสียงเพลงยังดังก้องชัดเชน แต่ตัวเธอกลับแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างแนบอยู่ด้านหลัง และมันกำลังพยายามพูดอะไรกับเธอ
ด้วยความขวัญเสีย เธอจึงทำได้เพียงแสร้งหลับ แต่เสียงนั้นพูดซ้ำ ๆ ไม่รู้จบ มันยังคงวนเวียนซ้ำซาก… จนในที่สุดเธอก็ได้ยินชัดเต็มสองหู “พี่สาว… ขอเวลาฉันเจ็ดปี!”
‘ขอเวลาฉันเจ็ดปี… ขอเวลาฉันเจ็ดปี… ขอเวลาฉันเจ็ดปี!’
น้ำเสียงนั้นเร่งเร้าดุดันจนกลายเป็นอาการคลุ้มคลั่ง เด็กสาวขนลุกซู่ไปทั้งตัว ไม่กล้าแม้แต่ขยับปลายนิ้ว เธอแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน พยายามข่มตาให้หลับแต่กลับทำไม่ได้ ดวงตายังคงจ้องค้างอยู่หน้าจอวิดีโอที่เล่นซ้ำไม่จบสิ้น
ช่วยด้วย… น้ำตาแทบร่วงหล่นด้วยความหวาดวิตก เสียงนั้นประชิดติดใบหู ไหล่ของเธอเย็นวาบคล้ายมีมือซีดเซียววางทาบลงมา…
ปึง!
จู่ ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ตามด้วยเสียงฝีเท้า ตึก ตึก ตึก… เหมือนใครบางคนกำลังวิ่งมุ่งตรงมาทางนี้
หนังศีรษะของหญิงสาวชาวาบ คิดว่าชีวิตคงจบในวันนี้แน่แล้ว ทว่าจังหวะนั้นเอง เสียงกระซิบข้างหูพลันเงียบหายไปพร้อมกับไอเย็น นิ้วมือที่เคยแข็งทื่อเริ่มสั่นน้อย ๆ สัญญาณว่าเธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังไม่กล้าหันไปมองเบื้องหลัง
“พี่สาวคะ หนูเองค่ะ…” เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นพร้อมกับมือน้อย ๆ ที่ยื่นมาตรงหน้า เด็กสาวทนรับความกดดันไม่ไหวอีกต่อไป เธอกรีดร้องสุดเสียงพลางกระโดดพรวดลงจากเตียง พาเอาทั้งตัวและผ้าห่มไปกองสั่นระริกอยู่มุมห้อง
“อย่า… อย่าเข้ามานะ!” ใบหน้าของเธอซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา
ซู่เป่าหยิบยันต์ปลอบขวัญออกมาแปะลงบนหน้าผากของอีกฝ่ายทันที “ฟู่ววว… พี่สาวคะ เป่า ๆ นะ” เจ้าตัวเล็กเป่าลมใส่หน้าเธอทีหนึ่ง
ไม่รู้เพราะอะไร หญิงสาวสงบลงในพริบตา
เธอจ้องมองซู่เป่า… เด็กคนนี้ไม่ใช่คนที่เธอเพิ่งขี่รถชนเมื่อเช้าหรอกหรือ?
“เธอนั่นเอง…?” เธอละล่ำละลักถามแล้วกอดผ้าห่มแน่น เสียงยังสั่นพร่าราวกับกำลังหวาดกลัว
“ใช่ค่ะ ไม่เป็นไรแล้วนะ พี่สาวลุกขึ้นเถอะ!” ซู่เป่าตอบด้วยรอยยิ้ม
หญิงสาวผู้ยังขวัญเสียค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นโดยอาศัยโต๊ะข้างเตียงยันตัวไว้ กวาดสายตามองไปรอบห้องที่บัดนี้กลับมาเงียบสงัด
ภายในมีเพียงเธอ ซู่เป่าและชายร่างสูงใหญ่อีกคน เขายืนพิงกรอบประตูด้านนอก คล้ายตั้งใจหลบเลี่ยงข้อครหา จึงเห็นเพียงแผ่นหลังของเขาเท่านั้น
“เด็กน้อย… เธอ… เธอเข้ามาได้ยังไง…” เธอทั้งตกใจและสับสน นิ้วมือกำผ้าห่มแน่นจนขาวซีดไปหมดเพราะแรงบีบ
ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ พลางเหลือบมองมู่กุยฝาน ก่อนเอ่ยตามบทที่คุณพ่อสอนไว้ตอนอยู่บนถนนเมื่อครู่ “หนูกับคุณพ่อแค่…บังเอิญผ่านมาทางนี้ แล้วได้ยินพี่ร้อง ก็เลยถีบประตูเข้ามาค่ะ”
“…”
‘จริง…จริงเหรอ?’
‘เมื่อกี้เธอส่งเสียงร้องดังขนาดนั้นเลยเหรอ?’
เธอจำแทบไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่ติดตรึงในความรู้สึกคือใครบางคนแนบชิดอยู่เบื้องหลัง จนเธอหวาดผวาถึงขีดสุดและไม่กล้าแม้แต่จะขยับปากส่งเสียง…
เด็กสาวมองดูซู่เป่ากำลังก้มเก็บของปริศนาบนพื้นแล้วพึมพำกับตัวเอง ไม่ว่ามองอย่างไร ภาพเด็กและผู้ชายแปลกหน้าที่บุกเข้ามาในห้องตอนตีสามตีสี่แบบนี้ก็ดูประหลาดล้ำลึก
ขณะที่เธอกำลังจะอ้าปากถาม สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกโดยบังเอิญ
บนไหล่ของเธอปรากฏรอยมือชัดเจน เป็นรอยมือเปื้อนคราบดินประทับอยู่เด่นชัด
ถานจื่อจวินหน้าถอดสี สมองคล้ายหยุดสั่งการไปชั่วขณะ
เมื่อก้มมองพื้นรอบเตียง เธอก็พบรอยเปียกชื้นเป็นหย่อม ๆ ราวกับมีใครบางคนเพิ่งเดินวนเวียนไปมาอยู่ตรงนั้น เด็กสาวถึงกับแข้งขาอ่อนแรง ทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นเสียงดังตุบ
“พี่สาวเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” ซู่เป่าเงยหน้าขึ้นถามด้วยความสงสัย
เด็กน้อยเพิ่งสังเกตเห็นรอยมือบนไหล่ของอีกฝ่าย เพราะส่วนสูงยังน้อยนิดทำให้มุมมองของเธอมองเห็นช่วงไหล่ได้ยาก ซู่เป่าจึงเดินเข้าไปใกล้พลางตบไหล่ถานจื่อจวินเบา ๆ รอยมือนั้นก็จางหายไปอย่างไร้ร่องรอย
หญิงสาวรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เธอพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากความกลัวจึงถามออกไป “หนูน้อย… หนูชื่ออะไรจ๊ะ?”
ซู่เป่าปัดรอยมืออาถรรพ์นั้นให้หายไป ก็กลับไปที่เดิมก่อนก้มเก็บเศษซากบนพื้นต่อ “หนูชื่อซู่เป่าค่ะพี่สาว แล้วพี่ล่ะคะ?”
ถานจื่อจวินจ้องมองท่าทางของเด็กน้อยไม่วางตา “พี่ชื่อถานจื่อจวิน… ซู่เป่า หนูเก็บอะไรอยู่เหรอจ๊ะ?”
ซู่เป่าเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวาน “พี่จวินจวิน หนูกำลังเก็บ…หนวดจิ้งหรีดค่ะ”
ความจริงเจ้าตัวน้อยอยากบอกว่า เธอกำลังเก็บชิ้นส่วนแขนขาของผีผู้หญิงต่างหาก… เพราะตอนมาถึง เธอเห็นวิญญาณร้ายตนนั้นเกือบแทรกเข้าไปในร่างของพี่สาวได้สำเร็จ ด้วยความรีบร้อนจึงฟาดดาบไม้ท้อเข้าใส่จนร่างผีแตกกระจาย
แต่พอเห็นมู่กุยฝานปรายตามาดุซู่เป่าจึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที
มู่กุยฝานกระตุกมุมปาก… ‘หนวดจิ้งหรีดเนี่ยนะ ข้ออ้างนี้ช่างน่าขันสิ้นดี’
ถานจื่อจวินเองก็ตะลึงงันจนจับต้นชนปลายไม่ถูก เธอพยายามพยุงตัวลุกขึ้น ยืนลังเลอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยตามมารยาท “ซู่เป่านั่งพักก่อนนะ ในตู้เย็นมีนมกับน้ำผลไม้ หนูอยากดื่มอะไรไหม? เดี๋ยวพี่ไปหยิบมาให้…”
ความจริงเธอก็แค่เอ่ยไปตามประเพณี ใครเล่าจะคิดอยากดื่มน้ำท่าในบ้านคนอื่นยามดึกดื่นเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ซู่เป่ากลับพยักหน้าตอบรับด้วยความดีใจ “ได้เลยค่ะ! หนูขอน้ำผลไม้ ขอบคุณพี่จวินจวินนะคะ!”
“…เอ่อ… ได้… ได้จ้ะ”