ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 323 โยนความรับผิดชอบแบบซึ่งหน้า!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 323 โยนความรับผิดชอบแบบซึ่งหน้า!
คุณนายซูเปิดฉากเทศนาชุดใหญ่ใส่มู่กุยฝานต่อหน้าทุกคนที่ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเอะอะยามดึก โชคดีที่ชายหนุ่มอาศัยช่วงขาอันยาวเป็นแต้มต่อ เอ่ยทิ้งท้ายด้วยความนิ่งสงบว่า “ผมจะไปดูซู่เป่า” แล้วปลีกตัวออกมาทันที
เขาเดินด้วยจังหวะไม่รีบร้อน ทว่าเพียงก้าวเดียวกลับพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าครึ่งเมตร คุณนายซูที่ก้าวสั้นกว่าตามไม่ทันจนโกรธจนหลุดหัวเราะออกมา
ซูอีเฉินเห็นท่าไม่ดีจึงเข้ามาแทรก “พอเถอะครับแม่ รีบไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวผมจัดการดูซู่เป่าเอง”
คุณนายซูบ่นอุบ “มีแต่ลูกนี่แหละ ทำให้แม่เบาใจได้! ช่วยจับตาดูมู่กุยฝานด้วยนะ คนไม่เอาไหนแบบนั้น เป็นพ่อแท้ ๆ ได้ยังไงกัน…”
ซูอีเฉินพยักหน้าพลางรับคำ “วางใจได้ครับ”
หญิงชราจึงยอมพึมพำกลับห้องนอนไป ความจริงเธออยากเข้าไปหาซู่เป่าด้วยตัวเอง พอนึกขึ้นได้ว่าเด็ก ๆ ก็ย่อมต้องการไว้หน้าตนเองบ้างจึงล้มเลิกความคิด
อย่างมาก… พรุ่งนี้ก็แค่ลดหมั่นโถวของหลานสาวลงสักหนึ่งลูกเป็นการลงโทษ!
ทางด้านซู่เป่ารีบวิ่งรุดกลับห้องโดยไว เด็กน้อยโยนกระเป๋าใบจิ๋วทิ้งพร้อมสลัดรองเท้ากระจัดกระจาย ก่อนกระโจนขึ้นเตียงมุดตัวลงใต้ผ้าห่มผืนบาง แสร้งทำเป็นหลับสนิทในชั่วพริบตา
ไม่นานนัก เธอก็แว่วเสียงเปิดประตูตามด้วยฝีเท้าใครบางคนก้าวเข้ามา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก
‘คุณยายต้องมาดุหนูแน่ ๆ แย่แล้ว! แย่แล้ว!’
ซู่เป่าพยายามนึกท่ายืนรับโทษที่ดูน่าสงสารที่สุดในหัว
มู่กุยฝานจ้องมองเด็กน้อยที่หลับตาจนเปลือกตาย่นยับเพราะออกแรงเกร็งมากเกินไป เขาจึงหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ “หึ… คุณยายไม่ได้มา เลิกแกล้งได้แล้ว”
เมื่อจำเสียงผู้เป็นพ่อได้ เจ้าตัวเล็กก็เด้งตัวลุกขึ้นทันควันก่อนชะโงกหน้ามองออกไปข้างนอก “คุณยายอยู่ไหนคะ?”
“คุณยายไปนอนแล้ว” มู่กุยฝานปรายตาไปทางกระเป๋าบนพื้น
ซู่เป่าพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนถูกผู้เป็นพ่อถามเข้าประเด็น “จะแอบหนีไปไหน?”
ซู่เป่าจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์โดยละเอียด “คุณพ่อจำพี่สาวที่ชนกับเราตอนกลางวันได้ไหมคะ? มีผีอยู่ข้างตัวพี่เขาค่ะ เป็นวิญญาณจะมาสวมรอยแทนที่พี่เขา หนูเลยอยากไปจัดการผีตัวนั้นให้เร็วที่สุด”
‘หนูเลยกะว่าจะแอบปีนกำแพงหนีออกไปเองแท้ ๆ’
‘แต่ใครจะไปรู้ล่ะคะว่ากำแพงบ้านเรามันสูงปรี๊ดขนาดนั้น ตัวหนูแค่นิดเดียว ปีนยังไงก็คงไม่ไหวหรอก…’
“รอพ่อสองนาที” มู่กุยฝานลุกขึ้นยืน
ประจวบเหมาะกับซูอีเฉินเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแล้วถามว่า “จะไปไหนกัน?”
มู่กุยฝานดวงตาวาววับเล็กน้อยก่อนทิ้งระเบิดลูกใหญ่ “ซู่เป่า เดี๋ยวพ่อไปเปลี่ยนชุดก่อนนะ คุณลุงหล่อรวยของหนูอาสาจะพาพวกเราออกไปข้างนอก รอกับคุณลุงไปก่อนนะลูก”
“ได้เลยค่ะ!” ซู่เป่ารีบพยักหน้าหงึกหงัก
“…”
‘โยนความผิดมาให้ฉันได้เนียนจริง ๆ’
สุดท้ายภายใต้การช่วยเหลือแบบ ‘รู้กฎแต่จงใจฝ่าฝืน’ ของซูอีเฉิน มู่กุยฝานก็พาซู่เป่าเล็ดลอดออกจากคฤหาสน์ตระกูลซูได้สำเร็จ แม้เขาจะมีวิธีนับพันในการพาลูกสาวออกไป แต่การมีเพื่อนร่วมทีมคอยปกปิดย่อมเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่า
สองพ่อลูกเดินเลียบไปตามถนนริมแม่น้ำในยามดึก ซู่เป่าเริ่มพูดขึ้นมาก่อนว่า “โห… ถ้าหนูบินได้เหมือนเสี่ยวอู่ก็คงดีนะคะ! จากตรงนี้ไปบ้านพี่สาวคนนั้น ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน”
ทันใดนั้น มู่กุยฝานคล้ายตัดสินใจบางอย่างได้กะทันหัน เขาเดินมุ่งหน้าไปยังร้านค้าข้างทางแห่งหนึ่ง ก่อนพุ่งตัวเข้าไปด้านในจนเกิดเสียงโครมคราม
“คุณพ่อคะ?” ซู่เป่าเรียกด้วยความกังวล
แต่สิ่งที่ตอบกลับมากลับเป็นเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ เพียงครู่เดียว รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์สุดเท่ก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าซู่เป่า!
ตัวรถสีดำขลับทั้งสูงและใหญ่ดูทะมัดทะแมง ยามบิดคันเร่งส่งเสียงคำรามกึกก้องจนใจสั่น “ขึ้นรถเลย!”
มู่กุยฝานอุ้มลูกสาวขึ้นไปนั่งประจำที่ แล้วสวมหมวกกันน็อคสีชมพูให้ ซึ่งมันดูพอดีกับศีรษะเล็ก ๆ ราวกับสั่งตัดมาโดยเฉพาะ ซู่เป่านั่งประคองอยู่ด้านหน้า มู่กุยฝานช่วยรัดเข็มขัดนิรภัยและใช้สายล็อคพิเศษผูกตัวเด็กน้อยให้ติดกับตนเองแบบแน่นหนา
ซู่เป่าทั้งตื่นเต้นและประหม่าจนอดถามไม่ได้ “คุณพ่อคะ นี่รถของใครเหรอคะ?”
มู่กุยฝานฉายแววขี้เล่นในดวงตาพลางตอบเสียงเรียบเรื่อย “อืม… ระหว่างเจ้าของเขาไม่อยู่ พ่อก็เลยแอบยืมมาน่ะ รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวเขาจับได้จะแย่เอา”
พูดจบเขาก็บิดคันเร่งส่งแรงขับเคลื่อน พารถพุ่งทะยานออกไปในความมืดทันที!
ซู่เป่าเหลือบไปเห็นเงาร่างคนวิ่งไล่ตามหลังมาแวบ ๆ เด็กน้อยเบิกตากว้างแล้วหันกลับมามองหน้าผู้เป็นพ่อ
“คุณพ่อคะ! ขโมยของคนอื่นมันไม่ถูกนะ!” เธอร้องลั่นพลางสะอึกสะอื้นด้วยความตกใจ “เรารีบกลับไปจ่ายเงินเขาเถอะค่ะ…”
มู่กุยฝานอดไม่ได้จึงลอบยิ้ม ภายในหมวกกันน็อคทั้งสองใบติดตั้งระบบสื่อสารภายในไว้ เขาจึงได้ยินเสียงลูกสาวตัวน้อยชัดแจ้งทุกถ้อยคำ
“ลูกรัก ไม่ต้องตะโกนดังขนาดนั้น พ่อได้ยินแล้วครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “ไม่ต้องกังวลไป พ่อแค่ล้อเล่นน่ะ มอเตอร์ไซค์คันนี้เป็นของพ่อเอง”
“แต่ร้านนั้นไม่ใช่ของเรานี่นา!” ซู่เป่างงงวยไปครู่ขณะนึกสงสัย
“ก็นั่นลูกน้องพ่อทั้งนั้น” มู่กุยฝานตอบอย่างไม่ยี่หระ
“…”
‘คุณพ่อนี่ช่างโกหกเก่งจริง ๆ คุณพ่อนิสัยไม่ดีเลย!’
เด็กน้อยทำหน้าบึ้งตึง เธอหลงเชื่อว่าพ่อไปฉกชิงรถคนอื่นมาจริง ๆ จนเกือบบ่อน้ำตาแตกด้วยความตกใจ ทว่าเมื่อเครื่องยนต์ส่งเสียงคำรามกระหึ่มเร้าใจ
ซู่เป่าผู้ไม่เคยสัมผัสประสบการณ์ซิ่งมอเตอร์ไซค์มาก่อนก็กลับมาร่าเริงอีกครั้ง ครู่เดียวก็ลืมเลือนเรื่องที่เพิ่งโดนหลอกไปเสียสนิท
ยามดึกสงัด ท้องถนนโล่งว่างไร้เงารถรา
มู่กุยฝานเลี่ยงเส้นทางใจกลางเมืองเพื่อไม่ให้เสียงเครื่องยนต์รบกวนชาวบ้าน โดยเลือกใช้เส้นทางวงแหวนรอบนอกแทน
“ลูกรัก บ้านพี่สาวคนนั้นอยู่ที่ไหนล่ะ?” มู่กุยฝานนึกถึงคำถามสำคัญขึ้นมาได้
สองพ่อลูกซิ่งฝ่าลมหนาวมาไกลหลายกิโลเมตร กลับเพิ่งนึกออกว่ายังไม่รู้จุดหมายปลายทางแน่ชัด ซู่เป่าใช้มือข้างหนึ่งยึดถังน้ำมันไว้มั่น ส่วนอีกมือชี้ไปข้างหน้าแล้วท่องมนต์สุ่มตัวเลือก “จิ้มทหาร… จิ้มนายพล… ชี้ไปที่ใคร คนนั้นก็เป็น…”
นิ้วป้อม ๆ ชี้หมิ่นไปทิศทางหนึ่งทันที “ทางนี้ค่ะ! ไปทางนี้เลย!”
แม้ท่าทางดูเหมือนการเดาสุ่มสี่สุ่มห้า แต่มู่กุยฝานกลับไร้ซึ่งความคลางแคลงใจ เขาบิดคันเร่งพุ่งทะยานออกไปโดยไร้ความเกรงกลัว
หลังจากขับเคลื่อนมาได้ราวสิบกิโลเมตร มู่กุยฝานก็มาถึงหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตซิงซินตามทิศที่ลูกสาวชี้นำ
เวลานั้น หญิงสาวเจ้าของสกู๊ตเตอร์ยังคงนอนเอกเขนกไถโทรศัพท์อยู่บนเตียง
ส่งเสียงหัวเราะคิกคักเป็นระยะ
เธอลืมคำสัญญาที่ให้ไว้ตอนเช้าเสียสนิท ทั้งเรื่องเข้านอนไวและเลิกติดมือถือ
รู้ตัวอีกที เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ตีสามเสียแล้ว…