ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 325 พี่สาวจวิน ใจคุณใหญ่จริง ๆ
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 325 พี่สาวจวิน ใจคุณใหญ่จริง ๆ
อพาร์ตเมนต์ห้องเดี่ยวของถานจื่อจวิน มีครัวแบบเปิด เชื่อมต่อกับโซฟาในห้องนั่งเล่นไว้ ด้านหน้ามีโต๊ะกาแฟตัวเล็กวางประดับ พื้นที่แม้จะไม่กว้างขวาง กลับดูเป็นระเบียบและอบอุ่น ดูออกว่าเจ้าของห้องดูแลอย่างสม่ำเสมอ
ซู่เป่านั่งอยู่บนโซฟา สองมือน้อยประคองแก้วน้ำผลไม้ดื่มรวดเดียวจนเกลี้ยง พลางถอนใจออกมาด้วยความชื่นใจ “อ้า~”
ถานจื่อจวินรินเครื่องดื่มให้เด็กน้อยเพิ่มอีกแก้ว ก่อนเอ่ยถามด้วยความลังเล “ซู่เป่า… ทำไมหนูกับคุณพ่อถึงมาแถวนี้ดึกดื่นแบบนี้ล่ะจ๊ะ?”
เมื่อนึกถึงรถคันหรูที่ชนกันเมื่อกลางวัน พ่อลูกคู่นี้น่าจะเป็นผู้มีอันจะกิน ไม่น่ามีธุระอะไรในย่านพักอาศัยธรรมดาเช่นนี้เลย
ซู่เป่าถือแก้วค้างไว้ขณะครุ่นคิดว่าจะโกหกอย่างไรดี…
ไม่ใช่สิ คุณพ่อเคยสอนว่านี่ไม่ใช่การโกหกธรรมดา แต่เรียกว่า ‘คำโกหกโดยเจตนาดี’ ต่างหาก
‘อืม… แล้วจะเริ่มคำโกหกนี่ยังไงดีนะ?’
ทันใดนั้น เสียงทุ้มเรียบของคุณพ่อก็ดังขัดขึ้น “งานของผมเกี่ยวข้องกับการสอบสวนกึ่งเจ้าหน้าที่น่ะครับ ช่วงนี้กำลังตามคดีหนึ่งอยู่ พอดีได้เบาะแสว่าแถวนี้มีจุดต้องสงสัยเลยมาตรวจสอบดู”
ถานจื่อจวินฟังแล้วก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
‘ตำรวจกึ่งเจ้าหน้าที่? ตำรวจมีแบบครึ่งตัวด้วยเหรอ?’
‘อีกอย่าง… ตำรวจบ้านไหนจะพาลูกสาวตัวน้อยมาทำงานกลางดึกแบบนี้กัน’
มู่กุยฝานกอดอกพลางปั้นเรื่องได้อย่างไหลลื่น “วันนี้งานยุ่งจนดึก ลูกสาวผมรออยู่สำนักงานหลังจากเลิกเรียนพิเศษ กว่าจะเสร็จธุระก็เวลานี้พอดี เลยต้องพามาด้วย”
ถานจื่อจวินและซู่เป่าต่างคิดพร้อมกันในใจ
‘เป็น… เป็นอย่างนั้นเองเหรอ…’
แม้ในใจหญิงสาวยังมีความแคลงใจอยู่บ้าง ทว่าพอเห็นใบหน้าเคร่งขรึมแฝงอำนาจของเขาแล้ว…
เธอจึงเลือกที่จะเชื่อว่าเขาคงไม่ได้โกหก
“คดีอะไรเหรอคะ… เกี่ยวกับฉันหรือเปล่า?” ถานจื่อจวินเริ่มตื่นตระหนก พยายามนึกทบทวนวีรกรรมที่ผ่านมา นอกจากเรื่องชอบอดนอนเล่นมือถือดึกดื่น เธอก็ไม่เคยทำอะไรผิดกฎหมายเลยนะ!
อ้อ… จะมีก็แค่ตอนกลางวันที่ขี่รถไปเฉี่ยวรถเขานิดเดียวนั่นแหละ
มู่กุยฝานไม่อ้อมค้อม เข้าประเด็นทันที “ช่วงที่ผ่านมามีผู้หญิงถูกฆาตกรรมรายหนึ่ง แต่ศพของเธอกลับหายไปไร้ร่องรอย”
“…” ความหวาดกลัวเริ่มจู่โจมเธออีกครั้ง ศพ… หายไปงั้นเหรอ!?
“ฉัน… เรื่องนี้ฉันไม่รู้เรื่องจริง ๆ นะคะ ไม่… ไม่น่าอยู่ที่นี่หรอกค่ะ…” เธอละล่ำละลักปฏิเสธเสียงสั่น
มู่กุยฝานกวาดสายตาคมปลาบไปรอบห้อง ใครจะไปรู้ล่ะว่าอยู่หรือไม่อยู่!
เขาแค่จำที่ซู่เป่าบอกได้ว่ามีผีผู้หญิงวนเวียนอยู่ที่นี่ และเจ้าตัวเล็กเคยเล่าว่าพวกที่ตายกะทันหันมักยึดติดไม่ยอมไปไหน เขาเลยลองคาดเดามั่ว ๆ โดยอิงจากข้อมูลเพียงน้อยนิด ส่วนรายละเอียดอื่นเขายังไม่ได้เตี๊ยมกับลูกสาวเลยด้วยซ้ำ จึงต้องเนียนตามน้ำไปก่อน
“ช่วงนี้คุณพบเห็นเรื่องประหลาดบ้างไหม? หรือได้ยินเสียง ได้เห็นอะไรผิดปกติหรือเปล่า?” มู่กุยฝานเม้มริมฝีปากแน่น ยามเขาแสดงสีหน้าจริงจังแบบนี้ดูน่าเกรงขามจนดูเหมือนเรื่องจริงไปเสียหมด
“ไม่… ไม่มีนะคะ” ถานจื่อจวินตอบออกมาโดยสัญชาตญาณ
จู่ ๆ ซู่เป่าก็คว้าหมับเข้าที่มือมู่กุยฝานพลางกระซิบแผ่วเบา “คุณพ่อคะ… ตู้เสื้อผ้า…”
มู่กุยฝานลุกขึ้นยืนทันทีก่อนล้วงถุงมือจากกระเป๋าออกมาสวมช้า ๆ แล้วถามย้ำเสียงเรียบ “ไม่มีจริง ๆ หรือ? ลองทบทวนดูอีกครั้งสิ”
ซู่เป่ามองอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอุทานในใจ ‘ว้าว…’
ถึงไม่รู้ว่าคุณพ่อกำลังทำอะไรกันแน่ แต่ท่าทางนั้นดูเป็นมืออาชีพสุด ๆ
นี่คงเป็นสิ่งที่คุณยายชอบพูดบ่อย ๆ สินะ… ‘การพูดเรื่องเหลวไหลให้ดูเหมือนเรื่องจริง’?
ได้ความรู้ใหม่อีกแล้ว!
ถานจื่อจวินซึ่งถูกกดดันด้วยบรรยากาศอันหนักอึ้ง สมองพลันทำงานรวดเร็วคล้ายนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “มีค่ะ!” เธอรีบลุกขึ้นด้วยท่าทางร้อนรน “ช่วงนี้ฉันได้กลิ่นเหม็นเหมือนหนูตายตลอดเลย แต่ไม่รู้ว่ากลิ่นมันมาจากตรงไหนกันแน่”
พอพูดถึงตรงนี้เธอก็รู้สึกขนลุกซู่
‘กลิ่นหนูตายนั่น… บางทีมันอาจจะเป็นกลิ่นของ… ศพ!?’
นั่นหมายความว่าซากศพนั้นอยู่ใกล้ตัวเธอมาก หรืออาจซ่อนอยู่ในห้องนี้เลยด้วยซ้ำ?
ยิ่งคิดเธอก็แทบร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดผวา
มู่กุยฝานเดินสำรวจขณะแสร้งเปิดหนังสือพลิกไปมาอย่างรวดเร็ว “คุณเริ่มได้กลิ่นตั้งแต่เมื่อไหร่? กลิ่นแรงจากจุดไหน?”
“มัน… มันอยู่ในห้องนอนของฉัน… ตรงตู้เสื้อผ้าค่ะ กลิ่น… กลิ่นตรงนั้นแรงสุด…” ถานจื่อจวินถูกรุกไล่ด้วยคำถามจนร่างกายแข็งทื่อ
เธอสั่นสะท้านไปทั้งตัวหลังนึกถึงเสียงกระซิบ ‘ขอยืมเจ็ดปี’ และรอยมือปริศนาบนไหล่ หญิงสาวเดินตามมู่กุยฝานและซู่เป่าเข้าไปในห้องนอน ก่อนเห็นพวกเขาตรงดิ่งไปเปิดตู้เสื้อผ้าทันที มู่กุยฝานกวาดสายตาสำรวจครู่หนึ่ง แล้วหยุดสายตาอยู่ตรงลิ้นชักส่วนล่างสุด
ลิ้นชักนี้เป็นแบบบิลท์อิน มีขนาดประมาณ 60*60 ซม. ซึ่งพอดีกับความกว้างของตู้เสื้อผ้า มันดูไม่สะดุดตาเท่าไหร่ หากใช้ยัดศพลงไป… ก็พอจะเป็นไปได้ รอยต่อรอบลิ้นชักถูกปิดทับด้วยเทปใสหนาแน่น
“ในนี้มีอะไร?” มู่กุยฝานถาม
ถานจื่อจวินรีบส่ายหน้า “ไม่ทราบค่ะ มันไม่ใช่ของฉันแต่เป็นของเจ้าของบ้าน เขาบอกว่าเป็นพวกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และของจุกจิกส่วนตัว เลยกำชับไม่ให้ฉันเปิดและให้ทิ้งไว้แบบนั้น”
“คุณนี่ใจกว้างดีนะครับ” มู่กุยฝานแค่นหัวเราะ
‘เช่าบ้านอยู่แท้ ๆ แต่กลับไม่คิดจะดูเลยว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในที่พักตัวเองบ้าง’
ถานจื่อจวินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างเก้อเขิน “ลิ้นชักเล็กแค่นี้ ก็นึกว่าไม่มีอะไรสำคัญ…”
ปกติเหตุการณ์ทำนองนี้มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ยามเจ้าของบ้านทิ้งของเก่าซึ่งไม่อยากทิ้งไว้ในบ้านเดิม พร้อมกำชับให้ผู้เช่าช่วยดูแล
“ใจใหญ่จริง ๆ” มู่กุยฝานแค่นหัวเราะในลำคอ
“พี่จวินจวิน หัวใจของพี่ใหญ่ยักษ์จริง ๆ ค่ะ!” ซู่เป่าส่ายหน้าพลางเอ่ยสมทบ
“……”
มู่กุยฝานขยับถุงมือให้เข้าที่ ก่อนลงมือลอกเทปใสซึ่งปิดตายลิ้นชักนั้นออกทีละแผ่น
“เมื่อเช้ากลิ่นหนูตายมันแรงมากเลยค่ะ ฉันก็เลยเอาเทปมาปิดตายมันไว้…”
“พี่คะ ข้างในเหม็นขนาดนั้น ไม่รู้สึกแปลกบ้างเหรอ?” ซู่เป่านึกสงสัย
“พี่คิดว่าคงมีหนูเข้าไปตายข้างในจริง ๆ น่ะ ถึงขนาดโทรไปแจ้งเจ้าของบ้านมาดูแล้วด้วย” หญิงสาวส่ายหน้ายืนยัน
มู่กุยฝานชะงักมือที่กำลังแกะเทป รู้สึกหมดคำจะเอ่ยกับความอ่อนต่อโลกของเธอ
จริงอยู่ที่คนรุ่นใหม่บางคนเพิ่งก้าวเข้าสังคมอาจใสซื่อได้ แต่ใสซื่อถึงขั้นนี้ก็เกินไปหน่อย
หากวันไหนโดนใครล่อลวงไป เธอคงยังรู้สึกซาบซึ้งใจและขอบคุณคนมาหลอกตัวเองเสียด้วยซ้ำ
แคว่ก!
เทปใสถูกกระชากออก กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงพลันโชยมาปะทะใบหน้าในทันที ซู่เป่ารีบยกมือน้อย ๆ ขึ้นอุดจมูกแน่น
ขณะเดียวกัน วิญญาณหญิงสาวที่ซู่เป่าเพิ่งประกอบร่างให้ ค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา เมื่อเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าเธอก็ตกอยู่ในอาการงุนงงไปชั่วครู่
“พวกคุณเป็นใคร?” ผีสาวเอ่ยถาม
ซู่เป่านิ่งเงียบไม่ยอมตอบ เพราะคุณพ่อสั่งไว้ว่าเวลาอยู่ข้างนอกห้ามคุยกับผีเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นมองว่าเธอเป็นคนบ้า…
แม้ในใจเด็กน้อยจะแอบเถียงว่าไม่เห็นเหมือนคนบ้าตรงไหน แต่ในเมื่อคุณพ่อกำชับ ย่อมต้องมีเหตุผลสำคัญแน่นอน เธอจึงจดจำคำสอนนั้นไว้
ผีผู้หญิงเห็นว่าไม่มีใครสนใจเธอก็เริ่มชินชา ปกติแล้วมนุษย์มักมองไม่เห็นวิญญาณ คนมองเห็นได้ต่างหากที่ดูผิดปกติ
แต่เธอกลับมองซู่เป่าด้วยสายตาเคลือบแคลง เพราะเมื่อครู่เธอได้ยินเสียงพังประตู ก่อนมีแผ่นยันต์สีเหลืองลอยมาปะทะร่าง… จนเธอกระจุยไป
วิญญาณสาวไม่แน่ใจว่าคนที่จัดการเธอเมื่อกี้คือเด็กหญิงตรงหน้า หรือว่าเป็น…
ผีผู้หญิงเบนสายตาไปจดจ้องมู่กุยฝาน ปากฉีกยิ้มกว้างไปจนถึงใบหู พลางลอยเข้าไปประชิดตัวชายหนุ่ม “คุณใช่ไหม? คุณมองเห็นฉัน… ใช่ไหม?”
มู่กุยฝานยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉย ไร้แววหวั่นไหวหรือปฏิกิริยาตอบโต้ใด ๆ ทั้งสิ้น
ซู่เป่าได้แต่ยืนงง
‘พี่สาวผีคะ พี่กำลังทำอะไรอยู่เนี่ย?’