ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 326 ศพหญิงในตู้เสื้อผ้า
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 326 ศพหญิงในตู้เสื้อผ้า
เมื่อเห็นมู่กุยฝานนิ่งสงบ ไม่ได้กะพริบตาเลยแม้แต่นิดเดียว ผีสาวเริ่มชักไม่แน่ใจ
‘หรือเธอจะเข้าใจผิด?’
ผู้ชายตรงหน้าดูยังไงก็เหมือนนักพรตมากกว่า จะเป็นเด็กผู้หญิงที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี่ได้ยังไง
เธอจึงทำได้เพียงนั่งอยู่ข้าง ๆ พลางจ้องมองการเคลื่อนไหวของเขาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “ในที่สุดก็มีคนมาหาฉันสักที…”
‘เธอถูกทิ้งไว้ในนั้นมานานแสนนาน’
‘นานเสียจนเธอจำไม่ได้แล้วว่าผ่านมากี่วัน รู้เพียงว่ามันยาวนานเหลือเกิน’
มู่กุยฝานลองออกแรงดึงประตูตู้ ทว่ามันถูกล็อกไว้แน่นหนา
เขาจ้องมองรูกุญแจก่อนถามโดยไม่เงยหน้า “มีไขควงไหม?”
ถานจื่อจวินรีบกุลีกุจอไปหยิบมาให้ “มีค่ะ… นี่ค่ะ”
ซู่เป่านั่งยอง ๆ เลียนแบบท่าทางคุณพ่ออยู่ข้างกันแล้วถามด้วยความสงสัย “คุณพ่อคะ มันล็อกอยู่ ใช้ไขควงจะเปิดได้เหรอ? ไม่ต้องใช้กุญแจเหรอ?”
มู่กุยฝานเอื้อมมือไปคลำรูกุญแจ พอดีกับที่ถานจื่อจวินถือไขควงเข้ามา เขารับมันมาอย่างเป็นธรรมชาติ “ลูกรัก ดูให้ดีนะ พ่อจะสอนวิธีงัดกุญแจให้”
“อื้ม ๆ ๆ!” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักราวกับลูกไก่จิกข้าว
“ขั้นแรกต้องลองคลำดูเพื่อยืนยันตำแหน่งไส้กุญแจก่อน…” มู่กุยฝานเริ่มอธิบาย
“คลำดู… ไส้กุญแจอยู่ไหนน้า?” ซู่เป่ายื่นมือน้อยไปลูบตาม
“จากนั้นเสียบไขควงเข้าที่ตำแหน่งนี้” มู่กุยฝานสำทับ
“ไขควง ไขควง… ตอนกลางคืนลุกขึ้นมาติดพื้น… อ่าง ๆ ๆ…” ซู่เป่าพึมพำ
“…”
ในหัวของเขาพลันแว่วทำนองเพลงประหลาดขึ้นมาทันที เทพสงครามหนุ่มกระตุกมุมปากพลางเอ่ย “ดูให้ดีนะ แล้วทำแบบนี้”
มือหนึ่งจับด้ามไขควงมั่น อีกมือออกแรงกระแทกจากฝ่ามือดัง ตูม! กระทุ้งลงไปเพียงทีเดียว กลอนก็ส่งเสียงกริ๊กและเปิดออกทันที
ซู่เป่าดวงตาเป็นประกาย “เข้าใจแล้วค่ะ!”
‘ที่แท้ก็แค่งานใช้แรงนี่นา เรื่องแบบนี้หนูถนัดที่สุด! กลับไปต้องลองดูสักแล้ว’
มู่กุยฝานไม่รู้เลยว่า ‘เสื้อกันหนาวตัวน้อย’ กำลังวางแผนป่วนบ้าน เขาไม่รอช้ารีบดึงลิ้นชักออกมา
โครม!
ลิ้นชักนั้นมีความลึกพอสมควรจนปลายไปชนเข้ากับขอบเตียง ซู่เป่ารีบเสนอตัว “คุณพ่อ อันนี้หนูทำได้!”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ลูกสาวก็ยื่นมือไปผลักเตียงหนักอึ้งให้เลื่อนไปชิดมุมกำแพงในคราวเดียว
มู่กุยฝานตาไวเท่าความคิด เขารีบยื่นมือไปแตะขอบเตียงเบา ๆ แสร้งทำเป็นว่าตนเองเป็นคนออกแรงผลัก ถานจื่อจวินที่มองอยู่จึงถูกหลอกเข้าเต็มเปา เธอจ้องมองชายหนุ่มด้วยความอัศจรรย์ใจ
‘ผู้ชายคนนี้… แรงเยอะมหาศาลจริง ๆ’
“เด็กผู้หญิงคนนี้แรงดีจังนะ” ผีผู้หญิงข้าง ๆ กลับเอ่ยชมซู่เป่า
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซู่เป่าจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอแสดงพลังมหาศาลออกไปอีกแล้ว…
มู่กุยฝานไม่เอ่ยสิ่งใด เขาค่อย ๆ เลื่อนลิ้นชักออกมาครึ่งหนึ่ง ชำเลืองมองเพียงแวบเดียวก็รีบปิด ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “โทรแจ้งตำรวจเถอะ”
ถานจื่อจวินรู้สึกสมองอื้ออึงไปหมด เธอถอยหลังกรูดแล้วจึงทรุดตัวลงนั่งบนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง “ไม่จริงใช่ไหม… ศพนั่น… อยู่ในตู้เสื้อผ้าของฉันจริง ๆ เหรอ?”
“ไม่เป็นไรนะพี่สาว ในเมื่อเราเจอแล้ว ก็ถือว่ามาช่วยได้ทันเวลาพอดีค่ะ!” ซู่เป่ารีบเข้าไปปลอบ
‘ขอบใจนะจ๊ะ แต่มันไม่ได้ทำให้พี่รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด’
มู่กุยฝานเห็นหญิงสาวขวัญเสียจนโทรศัพท์ไม่ไหวจึงเป็นคนจัดการแจ้งความเอง ไม่ถึงห้านาทีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบหลายนายก็รุดมาถึงจุดเกิดเหตุ
ตู้เสื้อผ้าบิวท์อินถูกเปิดออกกว้างอีกครั้ง ตู้นี้มีความลึกซ่อนอยู่ข้างในผนังถึงเมตรครึ่ง ถานจื่อจวินไม่เคยระแคะระคายเลยว่าพื้นที่หลังลิ้นชักธรรมดานี้จะมีความลับซ่อนอยู่ขนาดนี้!
เมื่อลิ้นชักถูกดึงเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นคล้ายหนูตายก็ทวีความรุนแรงจนแทบอาเจียน ด้านบนมีเพียงของจุกจิกอย่างถุงผ้านวมเปล่าและเสื้อผ้าเก่า ทว่าเมื่อแหวกของเหล่านั้นออก กลับพบวัตถุทรงยาวขดตัวอยู่ภายในถุงพลาสติกสีดำที่มัดไว้หนาแน่น ดูเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นร่างมนุษย์
ถานจื่อจวินตาค้างทนรับความสยดสยองไม่ไหวอีกต่อไป เธอจึงหมดสติไปทันที เจ้าหน้าที่รีบประคองเธอก่อนโทรเรียกรถพยาบาล
ซู่เป่าส่ายหัวน้อย ๆ “นี่แหละผลของการอดนอน! ความต้านทานเลยต่ำกว่าคนอื่นเยอะเลย!”
มู่กุยฝานช่วยแก้ “เขาเรียกว่าความทนทานต่อแรงกดดันต่างหาก”
“อืม ๆ ความทนทานต่อแรงกดดันต่ำกว่าคนอื่นเยอะเลย” ซู่เป่าพยักหน้าตาม
มู่กุยฝานปรายตามองนาฬิกา ทันใดนั้นหัวใจเขากระตุกวูบ!
ตีห้าแล้ว!
กว่าจะขับรถกลับถึงบ้านต้องใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมง ขณะที่คุณนายซูมักตื่นตอนหกโมงเช้า…
กลับไปคราวนี้เขาไม่โดนจับได้คาหนังคาเขาหรือไร?
แต่เมื่อนึกถึงซูอีเฉินที่คอยสนับสนุนอยู่ เขาก็เริ่มใจชื้นขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มอุ้มซู่เป่าไว้ในอ้อมอกพลางยืนดูตำรวจเก็บหลักฐานด้วยความไม่เร่งรีบ ผีผู้หญิงนั่งปล่อยผมเผ้าสยาย จ้องมองเจ้าหน้าที่ที่กำลังแกะถุงพลาสติกสีดำห่อร่างเธอออกมา
สภาพอันน่าเวทนาปรากฏแก่สายตาทุกคน ใบหน้าของเธอถูกคมมีดกรีดฟันจนเนื้อเปิดออก นิติเวชที่สวมถุงมือหยิบวัตถุสีขาวข้างศพขึ้นมาพิจารณาก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“นี่มันเกลือ… ศพถูกโรยเกลือจำนวนมาก หมักไว้ทั้งร่าง…” เสียงของนิติเวชที่ก้องกังวลท่ามกลางความเงียบ ทำให้บรรยากาศในห้องพักกลับยิ่งหนักอึ้งจนน่าอึดอัด
มู่กุยฝานเอ่ยถามเสียงเบา “ถามความได้หรือยัง วิญญาณตนนั้นพูดอะไรบ้างไหม?”
“ดูเหมือนพี่เค้าจะจำอะไรไม่ได้เลยค่ะ” ซู่เป่าส่ายหน้า
เด็กน้อยนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ถ่ายทอดสิ่งที่อาจารย์เคยพร่ำสอนออกมาทีละอย่าง
“อาจารย์บอกว่า คนที่สิ้นใจจากอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หากก่อนตายต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส หรือตกอยู่ในความหวาดกลัวจนขีดสุด ในวินาทีที่ลมหายใจสุดท้ายหลุดลอย พวกเขามักลืมเลือนทุกอย่างในตอนมีชีวิต”
“วิญญาณเหล่านั้นจะไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร มาจากไหน ทำได้เพียงวนเวียนอยู่จุดตาย แล้วเผลอติดตามคนแรกที่พบเห็นหลังความตายโดยไร้จิตสำนึก จากนั้นก็เริ่มเลียนแบบพฤติกรรมของคนผู้นั้นทุกฝีก้าว… จนท้ายสุดก็ค่อย ๆ เข้าสวมรอยแทนที่ไป”
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวิญญาณผู้ถูกฆาตกรรมมักติดตามฆาตกรไปทุกที่ เพราะคนแรกที่พวกเขามองเห็นหลังจากกลายเป็นผีก็คือฆาตกรนั่นเอง
แต่ผีสาวตนนี้กลับต่างออกไป ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด หลังจากสิ้นลมหายใจ คนแรกที่เธอพบกลับกลายเป็นถานจื่อจวิน
เธอจึงจำฝังใจเพียงสิ่งเดียว คือการเลียนแบบโดยสัญชาตญาณ และความปรารถนาลึก ๆ จะเข้ามาแทนที่ตัวตนของถานจื่อจวิน…