ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 334 ถ้ามีวุฒิอนุบาลสักใบ...
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 334 ถ้ามีวุฒิอนุบาลสักใบ...
รอยเท้าปริศนาคู่นั้นดูโกรธเกรี้ยวไม่น้อย น่าแปลกที่มันยังคงปักหลักไม่ยอมจากไปไหน
ซู่เป่าจ้องมองร่องรอยด้านนอกพลางทำหน้าที่สื่อสารต่อ “ผีบอกว่าคุณพ่อก็ขี้ขลาดเหมือนกัน…”
“แล้วจะทำไมล่ะ?” มู่กุยฝานเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างยียวน ท่าทางเจ้าเล่ห์ของเขาดูไม่แยแสสิ่งใดทั้งสิ้น ในเมื่อเขาเลือกจะไม่ออกไปเสียอย่าง ใครมีฝีมือก็ลองบุกเข้ามาสิ
ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ มองสลับระหว่างคุณพ่อกับวิญญาณรอยเท้า
“คุณพ่อคะ พ่อกำลังใช้กลโกงอยู่นะ!”
มู่กุยฝานรีบแย้งทันควัน “นี่ไม่เรียกว่าโกงหรอกลูก เขาเรียกว่าการถอนกำลังเชิงกลยุทธ์ต่างหาก”
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักราวกับตั้งใจฟังแล้วจดจำใส่ใจไว้ว่า ความขี้ขลาดแท้จริงแล้วมีชื่อเรียกโก้หรูว่าการถอนกำลังเชิงกลยุทธ์นี่เอง ฟังดูภูมิฐานกว่ากันลิบลับ!
“คุณพ่อมีความรู้กว้างขวางจังเลยค่ะ!” เจ้าตัวเล็กเอ่ยชมด้วยนัยน์ตาเป็นประกายเทิดทูน
จี้ฉางซึ่งนั่งดูอยู่ถึงกับหมดคำพูด นึกในใจว่าหากเด็กน้อยมีวุฒิการศึกษาชั้นอนุบาลติดตัวสักใบ คงไม่ถูกหลอกด้วยตรรกะเพี้ยน ๆ ได้ง่ายดายขนาดนี้…
มู่กุยฝานแอบกระตุกยิ้มมุมปาก การมีเจ้าตัวนุ่มนิ่มคอยประจบเอาใจมันช่างดีจริง ๆ
เขาหันไปถามลูกสาวต่อ “ลูกรัก แล้วคนธรรมดาเขาจับผีหรือต่อสู้กับพวกวิญญาณกันยังไงล่ะ?”
ซู่เป่าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “ต้องใช้พลังแห่งความเที่ยงธรรมในตัวค่ะ”
มู่กุยฝานนิ่งไป… ‘ความชอบธรรมของเขามันยังไม่พออีกหรือ?’
ทว่าพอนึกย้อนกลับไป… ช่วงหลายปีก่อนเขาต้องแฝงตัวเป็นสายลับในแก๊งอันธพาล เพื่อความอยู่รอดเขาจึงต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมสารพัด รวมถึงปลิดชีพผู้คนมาไม่น้อย บางทีรัศมีแห่งความชอบธรรมในตัวเขาอาจมีไม่มากพอจริง ๆ
เขายิ้มบางอย่างไม่ใส่ใจ “แล้วถ้าไม่มีความชอบธรรมล่ะลูก?”
ซู่เป่าเริ่มลำบากใจจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์แทน
จี้ฉางนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ในสายตาของเขา มู่กุยฝานเป็นบุรุษที่ก้ำกึ่งระหว่างธรรมะและอธรรม ในวัยเยาว์เคยผ่านการฆ่าฟันจนแปดเปื้อนไอสังหาร
เมื่อก้าวเข้าสู่สนามรบเพื่อปกป้องแผ่นดิน กลับมีรัศมีสีทองสว่างไสวห่อหุ้มร่าง การจะใช้เพียงพลังแห่งธรรมะข่มขวัญวิญญาณจึงเป็นเรื่องยาก แต่ก็ใช่ว่าไร้หนทาง
“มีดของคนฆ่าหมูเต็มไปด้วยไอสังหาร เป็นอาวุธปราบสิ่งอัปมงคล เช่นเดียวกัน…” จี้ฉางเว้นจังหวะพลางมองซู่เป่า “พ่อของเธอผ่านสมรภูมินับไม่ถ้วน ย่อมสามารถขัดเกลาตนเองให้เป็นอาวุธสังหาร จนสามารถสยบวิญญาณร้ายได้เช่นกัน”
เดิมทีจี้ฉางอยากบอกว่ามู่กุยฝานฆ่าคนมานับไม่ถ้วน แต่เพราะเกรงใจซู่เป่าจึงเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่
“แต่วิธีนี้ยากยิ่งนัก ลำพังแค่คนธรรมดาจะมองเห็นวิญญาณยังลำบาก นับประสาอะไรกับการสัมผัสหรือปลิดชีพพวกมัน”
สาเหตุที่ภูตผีทำร้ายคนได้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะมนุษย์เกิดความกลัวจนเสียขวัญ เมื่อจิตใจสั่นคลอน ไฟหยางในกายก็มอดดับ หรือบางคนดวงชะตาอ่อนแอ ผีจึงสบโอกาสเข้าแทรกแซง
“โดยทั่วไป หากไฟหยางทั้งสามดวงไม่ดับสูญและไร้ซึ่งความกลัว ผีกับคนก็แทบไม่ต่างกัน การเจอผีก็เหมือนเดินสวนกับคนแปลกหน้าบนถนนนั่นแหละ”
หากผีแกร่งกว่าย่อมข่มเหงคน แต่หากคนใจเด็ดเดี่ยวเหนือกว่าผีก็ต้องศิโรราบ
ซู่เป่าถ่ายทอดคำสอนของอาจารย์พ่อโดยละเอียดทุกถ้อยคำ
นัยน์ตาของมู่กุยฝานวาบประกายประหลาด… หมายความว่าเขายังพอมีทางสู้!
เขาไม่เคยย่อท้อต่อความยากลำบาก ขอเพียงแค่มีหนทางเขาก็พร้อมพุ่งชน
“ดูให้ดีนะลูกรัก!” มู่กุยฝานโน้มตัวลงเล็กน้อย คล้ายกระบี่คมกำลังสะสมพลังรอวันปลดปล่อย
รอยเท้านอกประตูเริ่มระแวงพลางถอยร่นไปครึ่งก้าว
“อย่าขี้ขลาดสิ” มู่กุยฝานแค่นหัวเราะ
สิ้นคำเขาก็พุ่งทะยานออกไปดุจสายฟ้าฟาด ดวงตาวาวโรจน์ด้วยรังสีอำมหิต พลังสังหารพลุ่งพล่านขณะที่เขาเหวี่ยงเท้าเตะออกไปเต็มแรง
แต่ใต้ฝ่าเท้ายังคงสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า เขาโจมตีเพียงครั้งเดียวแล้วรีบถอยฉากออกมาทันที
ฝ่ายวิญญาณรอยเท้ายังไม่ทันตั้งตัวก็รู้สึกเหมือนถูกกระแทกเข้าอย่างจัง มันดูตกใจไม่น้อยจนถอยร่นติด ๆ กันหลายก้าว
พอมันตั้งหลักได้ กลับพบว่ามู่กุยฝานหนีกลับเข้าห้องไปเร็วกว่ามันเสียอีก…
มันดูจะอับอายและโกรธจัดจนรีบวิ่งตามไป พอถึงหน้าประตูกลับต้องชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นจี้ฉางและซู่เป่าจ้องเขม็งอยู่ด้านใน
ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ ก่อนแหงนหน้าบอกพ่อ “คุณพ่อคะ ผีบอกว่าถ้าแน่จริงก็ออกมาอีกรอบสิ!”
มู่กุยฝานหัวเราะเสียงเย็น ในเสี้ยววินาทีนั้น ภาพที่เขาเห็นไม่ใช่เพียงรอยเท้าผีอีกต่อไป มันซ้อนทับด้วยภาพของเหล่าคนทรยศที่เคยหักหลัง แทงข้างหลังคุณปู่ และพรากชีวิตพ่อแม่ต่อหน้าต่อตาเขาในปีนั้น
คนพวกนั้นก็เป็นเช่นนี้… คอยแอบซ่อนอยู่ในเงามืดมองไม่เห็น เพื่อจ้องหาจังหวะเอาชีวิตเขา!
นัยน์ตาของมู่กุยฝานเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความอาฆาตแค้น บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นดุดันดั่งสัตว์ร้าย เขาพุ่งออกไปดุจลูกธนูหลุดจากคันศร พร้อมซัดหมัดออกไปสุดกำลัง
ครั้งนี้เขาไม่ได้เล็งด้วยสายตา แต่ใช้สัญชาตญาณนำทาง!
ตูม!
เสียงกระแทกทึบดังขึ้น คล้ายกับหมัดนั้นพุ่งเข้าชนก้อนเนื้อแช่แข็งที่เพิ่งจะละลาย
สัมผัสเย็นยะเยือกและเหนียวเหนอะหนะแล่นผ่านมือเขาไป
รอยเท้าคู่นั้นกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว ดอกไม้ริมระเบียงสั่นไหวรุนแรงทั้งที่ไร้กระแสลม แม้แต่ดวงไฟยังกะพริบวูบวาบคล้ายไฟฟ้าลัดวงจร
มู่กุยฝานกระตุกยิ้มราวกับกระหายเลือด น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น “หึ… โดนเข้าแล้วสินะ”
เท้าคู่นั้นดูเหมือนเป็นผีบ้าเลือด มันกล้าพุ่งกลับเข้ามาหาเรื่องอีกครั้ง มู่กุยฝานหลับตาลง อาศัยสัมผัสพิเศษ ซัดหมัดออกไปอีกครา
สิ่งที่เขามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คือหมัดนั้นถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทองเจิดจ้า พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังแว่วมาในอากาศ
พริบตานั้น รอยเท้าปริศนาพลันสลายหายวับไปกับตา
ซู่เป่าถึงกับยืนอึ้งตะลึงงันจนอ้าปากค้าง แม้แต่อาจารย์จี้ฉางเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
“ฉันเคยคิดว่าลวี่ปู้นั้นไร้เทียมทานแล้ว แต่กลับนึกไม่ถึงว่าบุรุษผู้นี้จะใจกล้าบ้าบิ่นยิ่งกว่า ไม่สนหลักการใด ๆ ทั้งสิ้น…”
“อย่าหนีนะ!” ซู่เป่าได้สติก็รีบวิ่งตามออกไป
แท้จริงแล้วรอยเท้าคู่นั้นไม่ได้ถูกปลิดชีพเพียงแค่หมัดเดียว แต่มันหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ จึงคิดเผ่นหนีสุดชีวิต ทว่ากลับมีรูปยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่งลอยละลิ่วเข้ามากักขังมันไว้ได้ทันท่วงที จนรอยเท้าปริศนาขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้
มันดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรง ซู่เป่าเหลือบมองก่อนตัดสินใจเชิญผีโชคร้ายออกมาทันที
“คุณผีโชคร้ายคะ ซู่เป่ามีรองเท้ามามอบให้คู่หนึ่งค่ะ!”
“???” ผีโชคร้ายยังไม่ทันตั้งตัว ที่ฝ่าเท้าพลันปรากฏรองเท้าบูตเพิ่มขึ้นมาคู่หนึ่ง
รอยเท้าคู่นั้นร้อนรนจนเผลอแว้งกัดผีโชคร้ายเข้าให้หนึ่งที
ผีโชคร้ายมุมปากกระตุกน้อย ๆ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อยว่า “หนู… ทำแบบนี้จะดีเหรอ?”
“คุณผีโชคร้ายไม่ชอบเหรอคะ?” ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ
ผีโชคร้ายเหยียบรอยเท้านั้นแรง ๆ หลายครั้ง ก่อนตอบเสียงเรียบ “ชอบสิครับ ชอบมาก!”
‘ของประทานที่ยมทูตตัวน้อยมอบให้ ใครจะกล้าบอกว่าไม่ชอบกันเล่า?’
ทว่าโชคดี เขาเป็นถึงวิญญาณร้าย รอยเท้านี้ต่อให้แผลงฤทธิ์แค่ไหนก็เป็นเพียงวิญญาณธรรมดา ย่อมทำอะไรเขาไม่ได้ หลังจากถูกเหยียบซ้ำด้วยความหนักหน่วงมันก็สงบเสงี่ยมลงทันที
เวลานี้รอยเท้าปริศนาคงคิดไม่ถึงว่าตนเองจะตกต่ำถึงเพียงนี้ เดิมทีหลังจากหลุดพ้นจากร่างเดิม เคยหมายมั่นจะเสาะหาร่างทดแทนเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป สุดท้ายกลับต้องกลายมาเป็นรองเท้าให้ผีตนอื่นเหยียบย่ำเสียอย่างนั้น…
หากเป็นเช่นนี้ ยอมถูกมู่กุยฝานซัดให้ดับสูญไปเสียยังดีกว่า!
“มีอะไรให้ช่วยอีกไหม?” ผีโชคร้ายฉีกยิ้มฝืน ๆ
“ไม่มีแล้วค่ะ ขอบคุณคุณลุงโชคร้ายมากนะคะ!” ซู่เป่าส่ายหัว
“ไม่ต้องเกรงใจครับ ไม่ต้องเกรงใจ!” วิญญาณตนนั้นดีใจจนตัวเบาลอย เมื่อแน่ใจว่าเสร็จสิ้นธุระ เขาก็รีบกลับไปล้อมวงเล่นไพ่ต่อทันที
มู่กุยฝานยังคงยืนนิ่ง ไอสังหารพุ่งพล่านในใจยังไม่มอดดับลงทั้งหมด
แต่วินาทีถัดมา ลูกสาวผู้น่ารักก็วิ่งเข้ามากอดขาเขาไว้แน่นพลางร้องเรียกด้วยความตื่นเต้น “คุณพ่อคะ! พ่อชนะผีตัวนั้นได้แล้ว เก่งมากเลยค่ะ!” ดวงตาของเด็กน้อยเป็นประกายระยิบระยับทั้งยังรู้สึกชื่นชมจากใจจริง
มู่กุยฝานชะงักไปครู่หนึ่งก่อนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กของซู่เป่า ความเกรี้ยวกราดทั้งมวลมลายหายไปในพริบตา
“พ่อเก่งทุกเรื่องเลยใช่ไหม หืม?” เขายกยิ้มถาม
“ใช่ค่ะ! คุณพ่อเก่งที่สุด เก่งกว่าอุลตร้าแมนอีก!” ซู่เป่าขานรับทันควัน
ชายหนุ่มอดไม่ได้จึงหัวเราะออกมา พร้อมกับช้อนอุ้มซู่เป่าขึ้นมาแนบอก “ไปกันเถอะ ลงไปทานข้าวกัน ป่านนี้คุณยายคงเตรียมหมั่นโถวกับนมถั่วเหลืองไว้รอพวกเราแล้วแน่ ๆ”
เขาอุ้มลูกสาวเดินลงบันไดไปด้วยท่าทางอารมณ์ดี
จี้ฉางมองตามแผ่นหลังของมู่กุยฝานขณะนิ่งเงียบอยู่นาน
‘คนในครอบครัวของท่านยมราชตัวน้อยผู้นี้… แท้จริงแล้วพวกเขาเป็นแค่ครอบครัวธรรมดาจริงหรือ…?’