ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 333 รอยเท้าที่มองไม่เห็น
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 333 รอยเท้าที่มองไม่เห็น
มู่กุยฝานตื่นขึ้นหลังจากได้พักผ่อนเพียงไม่นาน เมื่อเหลือบมองเวลาก็พบว่าเพิ่งจะตีห้า
ตามปกติเขามักตื่นเวลานี้เพื่อออกไปวิ่งยืดเส้นยืดสายหนึ่งรอบ ก่อนจะกลับมาทานมื้อเช้าในช่วงเจ็ดถึงแปดโมงแล้วจึงเข้าหน่วยปฏิบัติการ
ส่วนซู่เป่าบางครั้งกว่าจะตื่นก็ล่วงเลยไปหลังแปดโมง ทำให้หลายครั้งไม่มีโอกาสอยู่เป็นเพื่อนยามลูกสาวตื่นนอน แต่นี่คือเวลาที่เขาจะพยายามจัดสรรให้ลูกสาวได้แล้ว
บางทีเขาก็อยากปลุกซู่เป่าขึ้นมาทักทายกัน แต่พอคิดอีกที…
ช่างเถอะ เป็นเด็กผู้หญิงนี่นะ จะเรื่องมากสักหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไร
คำพูดของคุณนายซูเองก็มีเหตุผล การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี
เขาก้มลงประทับจุมพิตบนหน้าผากลูกสาวอย่างแผ่วเบา เด็กน้อยซึ่งกำลังหลับลึกเพียงแค่ขยับมุมปากขานรับสัมผัส เผยรอยยิ้มหวานละมุนออกมาโดยไม่รู้ตัว
นัยน์ตาของมู่กุยฝานฉายแววรักใคร่เอ็นดู หัวใจที่เคยแข็งแกร่งพลันอ่อนโยนลงราวกับไม่เคยสัมผัสมาก่อน
เขากลับเข้าห้องเพื่อเปลี่ยนชุดก่อนก้าวออกจากบ้านไป… โดยไม่ทันเฉลียวใจเลยว่า เบื้องหลังนั้นกลับปรากฏรอยเท้าปริศนาคู่หนึ่งคอยติดตามไปเงียบ ๆ
*
ท้องฟ้ายังไม่สว่าง มู่กุยฝานกำลังวิ่งอยู่บนทางวิ่งยางรอบคาบสมุทร ลมเย็นฉ่ำพัดมาจากผิวน้ำช่วยให้รู้สึกสดชื่นไม่น้อย ทว่าในขณะที่กำลังเร่งฝีเท้ากลับเริ่มสัมผัสได้ว่ามีใครบางคนกำลังสะกดรอยตามมา
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้หันกลับไปมอง มู่กุยฝานตัดสินใจเพิ่มความเร็วขึ้น เสียงฝีเท้าด้านหลังนั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ยังคงรักษาจังหวะที่มั่นคง ติดตามเขาไปโดยกระชั้นชิด
ไม่ช้า เงาร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานผ่านทางวิ่งไป ปราดเปรียวราวกับมีภูตผีไล่กวดอยู่เบื้องหลัง
คุณตาคนหนึ่งที่ตื่นมาเดินออกกำลังกายยามเช้า ในมือถือลำโพงจิ๋วกำลังแผดเสียงเพลง
วินาทีต่อมา เงาร่างสายหนึ่งก็พุ่งผ่านหน้าไปวูบเดียวแล้วหายลับ สายลมหอบเอาความเร็วมาด้วย พัดจนเส้นผมขาวเพียงไม่กี่เส้นบนหัวล้านของคุณตาตั้งชี้
“???”
มู่กุยฝานเร่งสปีดจนแทบเร็วกว่านักวิ่งอาชีพ แต่เสียงฝีเท้าด้านหลังกลับยังคงติดตามเขาเหมือนเงาติดตัว แฝงตัวอยู่เบื้องหลังด้วยความเหนียวแน่น
โหดเอาเรื่อง… คนธรรมดาไม่มีทางรักษาความเร็วขนาดนี้ได้โดยไม่มีอาการหอบแม้แต่นิดเดียว
นึกถึงเรื่องประหลาดเมื่อคืน นักพรตมู่ในใจเริ่มจะเข้าใจบางอย่างขึ้นมาบ้างแล้ว
‘โดนรถชนกระเด็นไปแล้ว ทำไมไม่ไปเกิดใหม่ดี ๆ จะตามฉันมาทำไม!?’
ซู่เป่าเคยเตือนไว้ว่า เวลาเดินทางตอนกลางคืนแล้วพบสิ่งผิดปกติเดินตาม อย่าได้หันกลับไปมองเด็ดขาด เพราะร่างกายคนเรามีไฟหยางคอยคุ้มครองอยู่สามจุด สองดวงบนบ่า และอีกดวงบนหน้าผาก หากหันหลังไปมอง ไฟบนบ่าจะดับวูบลงทันที
แต่… หากเขาไม่หันมอง แต่ใช้การหมุนตัวกลับไปทั้งตัว ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร!
นักพรตมู่กระโดดขึ้นฉับพลัน อาศัยแรงเหวี่ยงหมุนกายกลับมาทั้งร่างโดยไม่สนอะไร พร้อมกับเปิดฉากด้วยการเตะกวาดขาออกไปอย่างรุนแรง
บัดนี้ เบื้องหลังกลับว่างเปล่า มู่กุยฝานสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าก่อนร่อนลงสู่พื้นดิน
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เขากลับมองเห็นได้ถนัดตา… มีรอยเท้าคู่หนึ่งปรากฏขึ้นบนพื้นด้านหลังเขาพอดี!
‘ผีไม่มีตัวตน แต่กลับมีรอยเท้าโผล่มาเฉย ๆ งั้นเหรอ?’
เมื่อตั้งหลักได้ มู่กุยฝานก็สับฝีเท้าวิ่งกลับบ้านโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
คุณลุงซึ่งถือลำโพงกำลังฮัมเพลงตามจังหวะไปตามทางเดิน ทว่าพริบตานั้นเงาร่างเดิมที่เพิ่งผ่านหน้าไปกลับพุ่งสวนกลับมาด้วยเสียงลม
แรงลมพัดจนผมขาวไม่กี่เส้นซึ่งเพิ่งถูกเสยให้เรียบร้อยกลับมายุ่งเหยิงอีกหน
“…”
‘ไอ้หนุ่มคนนี้ การฝึกยามเช้าช่างพิสดารแท้จริง!’
*
ซู่เป่าตื่นขึ้นมาพบว่าเหลือตัวคนเดียวในห้อง ฟ้ายังสลัว เสี่ยวอู่ยังคงนอนกึ่งหลับกึ่งตื่น เธอจึงนั่งมึนงงอยู่บนเตียง อีกทั้งสติยังไม่เข้าร่องเข้ารอยนัก
เมื่อคืนเธอฝันไปหรือเปล่า? ฝันว่าคุณพ่อโดนผีหลอกจนต้องวิ่งมาหาเธอ เพื่อใช้เธอเป็นยันต์กันผีแปะไว้บนตัว สุดท้ายอาจารย์ต้องช่วยลอกเธออยู่นานกว่าจะดึงออกมาได้ จนเธอกลายเป็นกระดาษแผ่นหนึ่งไปแล้ว…
‘ไม่ใช่สิ… คุณพ่อเก่งจะตาย มือเดียวก็ปีนกำแพงได้ ถ้าเจอผีจริง ๆ ก็คงไม่กลัวหรอก แค่หมัดเดียวก็คงส่งผีเหาะไปนอกโลกแล้ว ไม่มีทางมาพึ่งพาเธอเรื่องไล่ผีหรอก…’
ซู่เป่าหาวหวอดใหญ่พลางเรียกสติกลับมา ก่อนลงจากเตียงสวมรองเท้าเดินไปล้างหน้าแปรงฟัน
จี้ฉางเดินเข้ามาจากด้านนอกพร้อมกับไขว้มือไว้เบื้องหลัง เขานั่งขัดสมาธิลงกลางห้องแล้วเปิดสมุดบันทึกออก
“อาจารย์คะ ไปไหนมา? ช่วงนี้อาจารย์ดูจะหายตัวบ่อยเกินไปแล้วนะ” ซู่เป่าถามขึ้นขณะแปรงฟันจนปากเป็นฟอง
จี้ฉางเงยหน้ามองลูกศิษย์ตัวน้อยแวบหนึ่ง ก่อนตอบอย่างมีชั้นเชิงว่า “เขาเรียกว่า ‘เห็นหัวไม่เห็นหาง’ ต่างหากล่ะ”
“อื้ม ๆ ๆ!”
ล้างหน้าเสร็จเด็กน้อยก็รีบเข้าไปใกล้จี้ฉาง เอียงคอมองสมุดปริศนาด้วยความอยากรู้ “นี่คืออะไรคะ?”
จี้ฉางตอบปัดแบบขอไปที “ยังไงเธอก็อ่านไม่ออกหรอก รอให้โตกว่านี้ก่อนแล้วจะสอนให้”
ซู่เป่าชี้ไปยังหนังสือเล่มนั้นแล้วอ่านออกเสียงจริงจัง “แสงตะวันส่องกระถางธูปควันม่วง อาจารย์มาถึงร้านเป็ดย่าง น้ำลายไหลยาวสามพันฟุต พอล้วงกระเป๋าไม่มีเงินสักแดง!”
มุมปากของจี้ฉางกระตุกรุนแรง
‘พูดโกหกหน้าตายได้ขนาดนี้ เขาขอยกตำแหน่งอันดับหนึ่งให้เธอเลย!’
“ใครสอนเธอมา?” เขาถามด้วยความมึนตึ้บ
“พี่หานหานค่ะ!”
จี้ฉางถึงกับมีเส้นสีดำขึ้นบนหน้าผาก
ดีมาก…
พ่อที่ไม่น่าเชื่อถือสอนทักษะการเอาตัวรอดสารพัด
นกแก้วที่ไม่น่าเชื่อถือสอนร้องเพลงประหลาด ๆ
พี่สาวที่ไม่น่าเชื่อถือสอนท่องบทกวีมั่วนิ่ม
ส่วนตัวเขาเองนั้นต่างออกไป สิ่งที่เขาสอนล้วนเป็นศาสตร์ที่จริงจังทั้งสิ้น!
“อยากให้อาจารย์สอนวิชาใหม่ไหม?” จี้ฉางปิดสมุดพลางยิ้มราวกับมีเลศนัย
“ไม่เอาค่ะ! เวลาอาจารย์ยิ้มแบบนี้ ต้องกำลังทำเรื่องไม่ดีแน่ ๆ” ซู่เป่ารีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน
เด็กน้อยเตรียมวิ่งลงบันได แต่แล้วประตูก็ถูกเปิดออกเสียงดัง ปัง! คุณพ่อผู้เก่งกาจของเธอปรากฏตัวขึ้นด้วยสภาพหอบเล็กน้อย
เสื้อผ้าบนตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบติดไปกับร่างกาย เผยให้เห็นเส้นสายกล้ามเนื้อและแขนที่แข็งแกร่งได้ชัดเจน
ซู่เป่าอุทานอย่างประหลาดใจ “คุณพ่อคะ! คุณพ่อวิ่งกลับมาเหรอ? วิ่งเร็วแค่ไหนเนี่ย ทำไมดูเหนื่อยขนาดนี้ล่ะคะ?”
มู่กุยฝานรีบเดินเข้าไปหาซู่เป่า ก่อนหันไปจ้องมองทางประตูด้านนอก
เมื่อมีซู่เป่าอยู่ตรงหน้า ‘เขาจะกลัวอะไรอีก?’
เขาจึงหันไปมองได้สบายใจโดยไม่กังวลว่าจะมีอะไรมาดับไฟหยางของเขาอีก
“ซู่เป่าลูก… ข้างหลังพ่อไม่มีผีตามมาจริง ๆ ใช่ไหม?” เขาถามย้ำ
ซู่เป่ากำลังจะอ้าปากตอบ ทว่าวินาทีถัดมา เธอกลับเห็นรอยเท้าคู่หนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตู รอยเท้านั้นดูเหมือนกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วสูง พอมาถึงหน้าประตูก็เบรกกะทันหันก่อนถอยกรูดไปสองก้าว
เมื่อเห็นทั้ง ‘ผู้พิพากษา’ และ ‘ยมราช’ อยู่พร้อมหน้ากันเช่นนี้ ภูตผีตนไหนจะกล้ากำเริบ
“แปลกจริง…” จี้ฉางจ้องมองรอยเท้านั้นพลางพึมพำ
“ท่านอาจารย์ นี่มันคืออะไรกันคะ?” ซู่เป่าเองก็อุทานเบา ๆ
ไม่เห็นตัวผี แต่กลับเห็นเพียงรอยเท้าคู่หนึ่งปรากฏขึ้นมาเฉย ๆ ช่างแปลกประหลาดแท้!
จี้ฉางอธิบายด้วยน้ำเสียงสงบ “หลังจากคนเราเสียชีวิต โดยทั่วไปดวงวิญญาณย่อมต้องไปสู่สุขคติ แต่คนตายอย่างกะทันหันหรือร่างกายไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ จะออกเดินทางไปตามหาส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ขาดหายไป…”
“…ไม่ว่าจะเป็นดวงตา หรือแม้แต่รอยเท้า สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าในตอนนี้ คือเจตจำนงส่วนหนึ่งของร่างเดิม”
“รอยเท้าสามารถขยับเดินเหินได้เองด้วยหรือคะ?” ซู่เป่านึกประหลาดใจ
“แน่นอนสิ… โลกของภูตผีปีศาจนั้นมีสารพัดรูปแบบ สิ่งพิสดารเหนือกฎเกณฑ์ใด ๆ ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ”
จี้ฉางยกตัวอย่างต่อ “อย่างเช่นในอดีต เคยมีผู้ถูกฆาตกรรมอย่างทารุณ ลูกตาคู่หนึ่งถูกคว้านออกมาแช่ฟอร์มาลินจัดแสดงไว้ในร้านของแปลก ซึ่งดวงตาคู่นั้นยังคงคอยจ้องมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา ก็นับเป็นดวงวิญญาณรูปแบบหนึ่ง”
“มันคือตัวแทนแห่งเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่ ยังคงมีความคิดและจิตสำนึกของเจ้าของร่างเดิมสถิตไว้… และเท้าคู่นี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน”
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักพลางทำความเข้าใจ
มู่กุยฝานเห็นว่าเด็กน้อยสอบถามอาจารย์เสร็จสิ้นแล้วจึงเอ่ยถาม “เป็นอย่างไรบ้าง ได้เรื่องไหม?”
เด็กน้อยจึงถ่ายทอดคำสอนของอาจารย์ให้ฟังอีกครั้ง
มู่กุยฝานขมวดคิ้วมุ่น
เมื่อวานนี้ขณะเกิดอุบัติเหตุ เขามัวแต่สนใจดวงตาของชายคนนั้น จนไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติตรงเท้าทั้งสองข้างเลยแม้แต่น้อย
มู่กุยฝานมีความสามารถพิเศษในการจดจำรายละเอียดเหตุการณ์ได้แม่นยำ เขาหลับตาครุ่นคิดเพียงครู่เดียว แล้วนึกจำลองภาพเหตุการณ์เมื่อวานด้วยความละเอียดถี่ถ้วน
ทั้งสีหน้าของผู้คนที่มุงดู รวมถึงสภาพศพที่ถูกชน… เขาจดจำได้ว่า เท้าทั้งสองข้างของผู้ตายถูกแรงปะทะขาดสะบั้นทั้งสองข้าง!
แว่วมาว่าหลังจากเคลื่อนย้ายศพไปแล้ว เจ้าหน้าที่พยายามค้นหาชิ้นส่วนที่เหลือ แต่เท้าคู่นั้นกลับติดคาอยู่ใต้ซากรถจักรยานยนต์ และถูกรถบรรทุกคอนกรีตบดขยี้จนกลายเป็นเศษเนื้อโคลนเลนไปเสียแล้ว
สรุปคือ… วิญญาณของผู้ตายไม่ได้ตามเขามา แต่กลับเป็น ‘เท้า’ คู่นั้นต่างหากที่ติดตามเขามาแทน?
มู่กุยฝานชายตาไปยังประตู รอยเท้าคู่นั้นดูเหมือนมีความเกรงกลัวบางอย่างสถิตอยู่ภายในห้อง แต่ก็ไม่ได้หวาดกลัวไปเสียทั้งหมด มันหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
“ถ้าแน่จริงก็ก้าวเข้ามาสิ” มู่กุยฝานแค่นหัวเราะเยาะ
รอยเท้าคู่นั้นขยับก้าวไปข้างหน้าทันทีหนึ่งก้าว ก่อนถอยร่นกลับไป คล้ายกับกำลังโต้ตอบอะไรบางอย่าง
ซู่เป่าเอียงหูฟังด้วยความตั้งใจก่อนแปลความหมายให้คุณพ่อฟัง “คุณพ่อคะ… เขาบอกว่าถ้าแน่จริง คุณพ่อก็ออกไปสิ!”
“แกนั่นแหละ เข้ามา!” มู่กุยฝานสวนกลับ
“เขาบอกว่า… คุณนั่นแหละ ออกไป!” ซู่เป่าทำหน้าที่ล่ามต่อ
“ไอ้ขี้ขลาด!” มู่กุยฝานยกยิ้มดูแคลน
สิ้นคำด่านั้น รอยเท้าปริศนาก็กระทืบพื้นรัว ๆ ทันทีคล้ายกำลังโกรธจัด
มุมปากของจี้ฉางกระตุกยิก ๆ
เทพสงครามมู่ผู้นี้… สรุปแล้วอายุเท่าไหร่กันแน่ ทำไมถึงทำตัวเป็นเด็กท้าตีท้าต่อยกับรอยเท้าได้ขนาดนี้?