ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 336 ตั้งแผงขายยันต์ให้ผี
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 336 ตั้งแผงขายยันต์ให้ผี
คุณพ่อบ้านเนี่ยขับรถพาเด็ก ๆ ทั้งกลุ่มมุ่งหน้าสู่จุดหมาย
ซูเหอเหวินนั่งกอดอกด้วยใบหน้าเย็นชา เขากวาดตามองบรรดาน้องสาวน้องชายที่เบียดกันอยู่ในรถขณะกำลังนึกตำหนิตัวเอง… ‘นี่เขาเผลอใจอ่อนยอมพาพวกนี้ออกมาด้วยได้ยังไงกัน?’
แถมยังไปหลอกคุณย่าไว้อีกว่าจะพาน้อง ๆ ไปเข้าห้องสมุด…
เขามองแผ่นหลังของคุณลุงเนี่ยพลางรู้สึกปวดขมับ หากความลับแตกขึ้นมาจะหาข้ออ้างอะไรมาแก้ตัวดี? โดยเฉพาะเมื่อซู่เป่าเจาะจงว่าอยากไปโรงพยาบาลจิตเวช เขาคงไม่สามารถบอกคุณพ่อบ้านตรง ๆ ได้แน่
“ยุ่งยากชะมัด” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด
“คุณชายไม่ได้จะพาน้อง ๆ ไปห้องสมุดจริง ๆ ใช่ไหมครับ?” คุณเนี่ยเอ่ยถามขึ้นมาลอย ๆ
ซูเหอเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลากลับมานิ่งเรียบ “รู้ได้ยังไงครับ?”
ลุงเนี่ยยิ้มบาง ๆ มองหานหานผ่านกระจกมองหลัง “เดาน่ะครับ…”
สำหรับคนอื่นอาจไปห้องสมุดเพื่อเตรียมตัวเรียนล่วงหน้าได้จริง
ทว่าสำหรับหานหานแล้ว… นั่นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ซูเหอเหวินถึงกับกระตุกมุมปาก
คุณเนี่ยกล่าวต่อ “คุณท่านสั่งกำชับผมไว้แล้วครับ ไม่ว่าพวกคุณหนูและคุณชายอยากไปไหน ผมมีหน้าที่เพียงขับรถไปส่งให้ถึงที่เท่านั้น”
“…”
‘ที่แท้คุณพ่อก็วางแผนควบคุมทุกอย่างไว้ตั้งแต่แรกแล้วสินะ’
ซูเหอเวิ่นยังคงหมกมุ่นอยู่กับการพลิกดูข้อมูลลูกค้าในมืออยู่เบาะหลัง “พวกเราไปโรงพยาบาลเขตสี่ก่อน… ถ้าเวลาเหลือพอ ค่อยแวะไปโคนต้นไม้ใหญ่ตรงถนนผีดุนั่น”
‘วันหนึ่งไปสองที่กำลังพอดีเลย’
ซู่เป่ากำลังแอบคำนวณกำไรในใจพยักหน้าหงึกหงัก “อื้ม ๆ!”
ในความคิดของเด็กน้อย ที่ไหนมีผี ย่อมต้องการยันต์ป้องกันสิ่งชั่วร้าย และเมื่อมีคนต้องการซื้อยันต์ เงินก็ต้องมากขึ้นแน่นอน…
ซูเหอเวิ่นเห็นน้องสาวมีความสุข เขาก็พลอยยินดีไปด้วย
ส่วนหานหานน่ะหรือ… ขอเพียงแค่ไม่ต้องจับปากกาทำการบ้าน ต่อให้ต้องไปบุกป่าฝ่าดง เธอก็พร้อมลุยทั้งนั้น!
ซูจื่อซีทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง จู่ ๆ เขาก็หันกลับมาคล้ายอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยั้งคำไว้
จะไปโรงพยาบาลจริง ๆ หรือ? ตำนานว่ากันว่าที่นั่นวิญญาณดุร้ายนัก…
สุดท้ายเขาก็ไม่พูดอะไร หันกลับไปมองนอกหน้าต่างเงียบ ๆ
โรงพยาบาลแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า เดิมทีเป็นโรงพยาบาลจิตเวช แต่หลังจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อหลายปีก่อน จึงถูกสั่งปิดและย้ายไปที่อื่นนานแล้ว
ทว่าบริเวณนั้นมีถนนสายเก่าแก่ที่ชาวเมืองชอบมาเดินเล่นพักผ่อน ถึงไม่คึกคักเท่าย่านอื่น แต่ผู้คนก็ยังเรียกขานย่านนี้ว่า “แถวโรงพยาบาลเขตสี่” จนติดปาก
คุณลุงเนี่ยเลี้ยวรถเข้ามาถึงจุดหมายและหาที่จอดจนเรียบร้อย เขากำลังจะก้าวลงจากรถเพื่อตามไปดูแล แต่ซูเหอเวิ่นกลับร้องห้าม “คุณลุงเนี่ยรอพวกเราอยู่ตรงนี้เถอะครับ!”
“เอ่อ… ไม่ต้องให้ผมตามไปช่วยอะไรจริง ๆ หรือครับ?”
“ไม่จำเป็นครับ คุณลุงไปหาที่นั่งจิบชาสบาย ๆ เถอะ!” ซูเหอเวิ่นทำสีหน้าเคร่งขรึมส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนเสริมทิ้งท้ายว่า “ค่าชามื้อนี้ คุณพ่อจะเป็นคนจัดการเองครับ”
“…”
มีเรื่องดี ๆ แบบนี้ด้วยหรือ?
เขานึกอยากทัดทานตามหน้าที่ แต่พอนึกถึงคำสั่งกำชับของซูอีเฉินได้ จึงทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับ “ก็ได้ครับ ผมจะรออยู่แถวนี้ ถ้ามีเรื่องด่วนอะไรโทรหาได้ทันทีเลยนะครับ”
เด็ก ๆ พากันเดินลัดเลาะเข้าไปในถนนเก่า หานหานหันมองซ้ายทีขวาที เพียงชั่วครู่ในมือก็เต็มไปด้วยของกินพะรุงพะรัง ทั้งฮอตด็อกสองไม้ เต้าหู้เหม็นสองกล่อง โยเกิร์ตผลไม้ และไอศกรีมอีกสี่แท่ง
หากเป็นฮอตด็อกซู่เป่ายังพอจะร่วมวงกินด้วยได้…
ซู่เป่ามองถ้วยอาหารในมือของพี่สาวด้วยความกังวล ก่อนกระซิบถามซูเหอเวิ่นเบา ๆ “พี่ชายคะ… ทำไมพี่สาวถึงกินอึล่ะ?”
ซูเหอเวิ่นซึ่งกำลังกินไอศกรีมอยู่ถึงกับสำลักพ่นออกมาทันควัน เขาอ้าปากค้างนึกหาคำตอบไม่ออก
พูดตามตรง… เขาก็แอบคิดแบบนั้นเหมือนกัน!
“ซู่เป่าลองชิมดูสิ อร่อยนะ!” หานหานยื่นเต้าหู้เหม็นมาตรงหน้า
“ไม่เอาค่ะ! มันเหม็น!” ซู่เป่ารีบเอามืออุดปากแน่น
หานหานคะยั้นคะยอ “กลิ่นมันอาจจะแรงแต่รสชาติดีนะ เหมือนทุเรียนเลย!”
ซู่เป่าส่ายหัวแล้วมองหานหานด้วยสายตาเวทนาสงสาร…
พี่สาวหานหานต้องผ่านความยากลำบากมาขนาดไหนกันนะ ถึงได้หิวโซจนกินของพวกนี้ลง…
“ช่างเถอะ ถ้าพวกเธอไม่กิน ฉันจัดเอง!” หานหานพึมพำก่อนยัดเต้าหู้เหม็นเข้าปากจนหมดเกลี้ยงภายในพริบตา
เสี่ยวอู่ที่เกาะอยู่บนหลังปู่เต่ารีบใช้ปีกข้างหนึ่งปิดจะงอยปากแล้วแหกปากลั่น “กินอึแล้ว! มีคนกินอึแล้ว! ช่วยด้วยยย!”
“แกนั่นแหละที่กินขี้!” หานหานถลึงตาใส่
เธอปะทะคารมกับนกแก้วขณะโยนถ้วยทิ้ง แล้วรีบคว้าไอศกรีมที่เริ่มละลายยัดเข้าปากต่อทันที
ซูจื่อซีเดินตามมาด้วยท่าทีเฉยเมยคล้ายคนใจลอย เขาเหลือบมองสถานการณ์ตรงหน้าเพียงครู่ก่อนพึมพำออกมาเบา ๆ “เหม็นชะมัด”
ส่วนซูเหอเวิ่นเดินกินไอศกรีมพลางพลิกดูข้อมูลโรงพยาบาลในมือ เขาคอยลูบคลำกระเป๋าซึ่งบรรจุสารพัดอุปกรณ์ปราบผี ทั้งอ่างเหล็ก กล้องถ่ายรูป ตาข่ายจับวิญญาณ ดาบไม้ท้อ รวมถึงเหรียญห้าจักรพรรดิอยู่เป็นระยะ…
ซูเหอเหวินขมวดคิ้วยกมือกุมขมับ เสียงเจี๊ยวจ๊าวตามมาข้างหลังมาทำเอาพี่คนโตเริ่มหมดความอดทน
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าประตูโรงพยาบาล ซู่เป่าชะโงกหน้ามองไปรอบ ๆ “ทำไมที่นี่ไม่มีคนเลยล่ะคะ?”
ถนนสายเก่าเมื่อครู่ยังคึกคักเต็มไปด้วยผู้คน ทว่าเพียงแค่ก้าวผ่านตรอกเล็ก ๆ ห่างออกมาไม่ถึงสองร้อยเมตร บรรยากาศกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!
ซู่เป่าเร่งฝีเท้าตรงไปยังประตูทันที ตอนนี้ยันต์พันล้านสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง!
แม้ด้านนอกโรงพยาบาลจะดูไร้เงาผู้คน แต่ภายในกลับเนืองแน่นด้วยดวงวิญญาณ อักขระบนยันต์เหลืองพวกนี้ไม่เพียงขายให้มนุษย์ได้เท่านั้น แม้แต่เหล่าภูตผีเธอก็ยังขายได้เช่นกัน
เดี๋ยววาดเพิ่มอีกหลาย ๆ แผ่นเลย!
เหล่าพี่ชายพี่สาวซึ่งเดินตามมายังไม่ทันตั้งตัว ก็ต้องยืนอึ้งมองซู่เป่าน้อยวางกระเป๋าลงด้วยท่าทางคล่องแคล่ว มือเล็ก ๆ สะบัดผ้าสีเทาผืนหนึ่งปูบนพื้นดิน ก่อนนำมัดยันต์สี่ห้าปึกมาจัดวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
ยามสายลมพัดกระโชกจนผ้าปูเหมือนจะปลิว เด็กน้อยก็รีบคว้าหินสองก้อนมาทับมุมไว้ทันท่วงที
ทุกคนต่างอ้าปากค้างตะลึงงันกับภาพตรงหน้า
“ซู่… ซู่เป่า กำลังทำอะไรน่ะ?” ซูเหอเวิ่นเอ่ยถามเสียงหลง
ฝ่ายหานหานกลับวิ่งถลันเข้าไปหาพร้อมกับร้องเรียกด้วยความดีใจ “นี่มันการตั้งแผงขายของชัด ๆ! พวกเราจะขายอะไรกันดี? เดี๋ยวพี่ช่วยเก็บเงินเอง!”
ส่วนซูจื่อซีก้มมองไอศกรีมในมืออย่างกังวล ดูเหมือนมันละลายเร็วกว่าที่เขาจะกินหมดเสียอีก
มีเพียงซูเหอเหวินขมวดคิ้วจนหางตากระตุกยิบไม่หยุด เขารู้สึกตาพร่ามัวปนลางสังหรณ์ประหลาดอย่างไรชอบกล…