ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 34 สิ้นสุดความอดทน ขับไล่สะใภ้รอง
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 34 สิ้นสุดความอดทน ขับไล่สะใภ้รอง
บทที่ 34 สิ้นสุดความอดทน ขับไล่สะใภ้รอง
ภายในห้องครัว คุณนายซูกำลังยกคัสตาร์ดไข่ที่เพิ่งนึ่งเสร็จออกจากเตา โดยมีแม่บ้านอู๋คอยพูดอยู่ข้าง ๆ
“คุณนายคะ เรื่องพวกนี้ให้ฉันจัดการเองก็ได้ค่ะ!”
“ซู่เป่าเพิ่งกลับมา ฉันอยากลงมือทำให้หลานด้วยตัวเอง…” คุณนายซูส่ายหน้าเบา ๆ
เธอนึกย้อนไปถึงตอนที่จิ่นอวี้ต้องรับเคมีบำบัดจนกินอะไรไม่ได้ ตอนนั้นเธอตั้งใจไว้ว่าหากลูกสาวหายดี จะทำของอร่อยให้กินทุกวัน แต่น่าเสียดายที่โอกาสนั้นไม่มีวันมาถึงอีกแล้ว
ตอนนี้ซู่เป่าเปรียบเสมือนของขวัญที่ฟ้าประทานมาให้เธอโดยเฉพาะ คุณนายซูจึงไม่อยากพลาดโอกาสที่จะดูแลหลานสาวคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
“โธ่…” ป้าอู๋ถอนหายใจด้วยความสงสาร
ทันใดนั้นเธอก็เห็นร่างเล็ก ๆ วิ่งพรวดพราดเข้ามาในครัว “คุณยายคะ…”
เมื่อเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของหลานสาวดูเครียดเกร็ง คุณนายซูจึงรีบถามด้วยความตกใจ
“เกิดอะไรขึ้นลูก?”
ซู่เป่ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก เสียงเย็นเยียบก็ดังแทรกขึ้นมา
“ซู่เป่า… แกคิดว่าจะหนีพ้นอย่างนั้นเหรอ?”
แววตาของคุณนายซูพลันเย็นวาบลงในทันที!
เหวยหว่านก้าวพรวดเข้ามาในครัวด้วยใบหน้าที่ยังถมึงทึง โทสะยังไม่ทันจางก็ต้องชะงักกึก เมื่อพบว่าแม่สามีกำลังจ้องเขม็งมาด้วยสายตาเยือกเย็น
“…คุณแม่ … มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ…” เหวยหว่านตกใจจนหน้าถอดสี ท่าทางดูลนลานขึ้นมาทันที
คุณนายซูหัวเราะเยาะในลำคอ “ไม่คิดว่าฉันจะอยู่ที่นี่สินะ? เลยจะรังแกซู่เป่าตอนที่ฉันไม่อยู่ล่ะสิ”
“ไม่ใช่นะคะแม่ เมื่อกี้ซู่เป่าทิ้งขยะเปรอะเปื้อนเต็มพื้น หนูแค่จะสั่งสอนนิดหน่อยแต่เธอกลับไม่ฟัง แถมยังกล้าด่าผู้ใหญ่ด้วย… หนูเห็นว่ากิริยาแบบนี้มันไม่ดี เลยอยากใช้เหตุผลพูดกับเธอ ไม่คิดว่าเธอจะวิ่งหนีมาที่นี่…” เหวยหว่านรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
คุณนายซูไม่ฟังคำแก้ตัว เธอถอดถุงมือกันร้อนสะบัดขว้างใส่หน้าเหวยหว่านอย่างแรง!
“คิดว่าฉันจะเชื่อคำโกหกพวกนี้งั้นเหรอ?! ออกไปเดี๋ยวนี้!”
กล้าดีอย่างไรมารังแกหลานสาวเธอถึงในบ้าน ถ้าวันนี้เธอไม่อยู่ เหวยหว่านคงตั้งใจลงไม้ลงมือกับซู่เป่าใช่ไหม?
เหวยหว่านขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธแค้น และเกลียดชัง
ยัยเด็กนี่รู้อยู่แล้วว่าคุณนายซูอยู่ในครัว แต่แกล้งไม่บอก! จงใจยั่วให้เธอโกรธแล้วล่อให้วิ่งตามมาที่นี่ เด็กอายุแค่นี้ทำไมถึงได้เล่ห์เหลี่ยมเยอะขนาดนี้!
“คุณแม่จะปกป้องยัยเด็กนี่ไปถึงไหน! ทำแบบนี้จะยิ่งทำให้แกเสียคนนะคะ!” เหวยหว่านทั้งร้อนรนขุ่นเคือง เธอพยายามข่มอารมณ์ืพลางโพล่งออกมา
ซู่เป่าเม้มปากแน่น เธอมองสลับระหว่างคุณยายกับเป้าสะใภ้รอง ก่อนส่ายหน้ายืนยันความจริง
“ซู่เป่าไม่ได้ด่าใครเลยนะคะ ป้ารองบอกว่าพอเห็นหน้าหนูก็เจอแต่เรื่องโชคร้าย หนูเลยบอกไปว่าความโชคร้ายไม่ได้เกิดจากหนู แต่เป็นเพราะเงาของป้ารองบิดเบี้ยวเองต่างหาก”
สีหน้าของคุณนายซูมืดครึ้มลงกว่าเดิมทันที
“แม่บ้านอู๋! ไปเก็บของของผู้หญิงคนนี้แล้วโยนออกไปให้หมด! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตระกูลซูของเราไม่มีลูกสะใภ้พรรค์นี้อีก!”
เหวยหว่านขอบตาแดงก่ำ เธอเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะทิ้งท้ายอย่างดื้อรั้น
“พวกคุณตามใจกันเข้าไปเถอะ สักวันจะรู้สึกตอนที่แกเสียคนไปแล้ว!”
พูดจบเธอสะบัดหน้าเดินกระฟัดกระเฟียดขึ้นบันไดกลับห้องไป…
อยากให้เธอไปงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!
เหวยหว่านรีบเข้าไปขังตัวเองอยู่ในห้องเพื่อยืนหยัดว่าไม่ไปไหนเด็ดขาด นึกเคียดแค้นแม่สามีว่าคงตาบอดไปแล้ว ยัยเด็กเหลือขอนั่นจงใจปั้นคำพูดให้ร้ายเธอชัด ๆ ทำไมถึงมองไม่ออกกันนะ?
อายุแค่นี้รู้จักใส่ร้ายผู้ใหญ่เสียแล้ว แต่คนในบ้านกลับไม่มีใครจัดการอะไรเลยสักคน!
คุณนายซูมองตามแผ่นหลังของสะใภ้รองไปด้วยความโกรธจนสั่นไปทั้งตัว
“ดูเอาเถอะ! ลูกตัวเองแท้ ๆ ไม่รู้จักสั่งสอน พอคนอื่นช่วยสอน กลับหาว่าพ่อแม่สามีก้าวก่ายเรื่องภายในบ้าน! แล้วเธอล่ะ… ใครให้สิทธิ์เธอมาแตะต้องซู่เป่าของฉันกัน?!”
“คุณนายคะ ใจเย็นก่อนเถอะค่ะ เด็กยังอยู่ตรงนี้นะคะ” แม่บ้านอู๋รีบกระแอมเตือนเบา ๆ
ซู่เป่ารีบยื่นมือมาตบหลังคุณย่าเบา ๆ เพื่อปลอบโยน
“คุณยายไม่โกรธนะ ไม่โกรธนะคะ…”
ใบหน้าของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เธอจำคำที่แม่เคยบอกได้ว่าต้องทำให้คุณยายมีความสุข แต่ตอนนี้เธอกลับทำให้คุณยายต้องโมโหเสียแล้ว
คุณนายซูพยายามข่มอารมณ์พลางปลอบซู่เป่าจนเด็กน้อยคลายกังวล หลังจากเฝ้าดูหลานสาวกินคัสตาร์ดไข่จนหมดชาม และอยู่เป็นเพื่อนจนซู่เป่าหลับสนิท จึงค่อย ๆ ปิดประตูเดินออกมา ใบหน้าที่เคยเมตตาพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“เหวยหว่านล่ะ?” เธอเอ่ยถามเสียงเรียบ
“คุณนายรองเพิ่งออกไปรับคุณหนูกับคุณชายน้อยกลับมาแล้วค่ะ” คำตอบของแม่บ้านอู๋กลับทำให้เธอต้องขมวดคิ้ว ขณะที่คุณนายซูกำลังกล่อมซู่เป่า จนหลับสนิท เธอจึงแอบปลีกตัวออกมาด้านนอก…
“เตรียมของไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม?” คุณนายซูเอ่ยถามเสียงเรียบ
แม่บ้านอู๋พยักหน้าพลางตอบ “หลังจากคุณนายรองออกไป ฉันจัดการเก็บข้าวของให้ทันทีค่ะ ทุกอย่างรวมอยู่ที่นี่แล้ว…”
คุณนายซูตั้งใจสั่งให้โยนสัมภาระของเหวยหว่านทิ้งไปเสียให้พ้นตา แต่ทว่ากลับได้ยินเสียงร้องไห้อาละวาดของหานหานดังลั่นมาจากนอกคฤหาสน์
“ไม่เอา! หนูไม่ยอม! ฮือออ…”
ไม่รู้ว่าใครไปขัดใจอะไรเข้าอีก เด็กน้อยยังไม่ทันก้าวเข้าประตูบ้านก็เริ่มแผลงฤทธิ์เสียแล้ว
ครู่ต่อมา ซูจื่อซีวิ่งพรวดเข้ามาพลางบ่นพึมพำด้วยความรำคาญ “น่าเบื่อชะมัด! น่ารำคาญที่สุดเลย!”
เมื่อเห็นคุณนายซูเข้าจึงรีบเอ่ยทัก “สวัสดีครับคุณย่า” อย่างรวดเร็ว ก่อนวิ่งกลับเข้าห้องและปิดประตูดัง
ปัง!
คุณนายซูสั่งให้แม่บ้านช่วยเข็นรถเข็นออกไปที่หน้าบ้าน ภาพที่เห็นคือเหวยหว่านกำลังกอดปลอบหานหานอยู่ แท้จริงแล้วระหว่างทางกลับบ้าน เธอยิ่งคิดก็ยิ่งกระวนกระวาย เธอเกรงว่าคุณนายซูจะโมโหจนขับไล่เธอออกจากตระกูลซูจริง ๆ
ดังนั้นขณะอยู่ในรถ เธอจึงแสร้งบอกให้หานหานกลับไปนวดหลังเอาใจคุณย่า และสั่งให้แบ่งของเล่นให้ซู่เป่าบ้าง เพราะเหวยหว่านรู้ดีว่าการบังคับเช่นนี้ จะทำให้หานหานอาละวาดหนักแน่นอน
และเมื่อหานหานร้องไห้งอแงจนวุ่นวาย คุณนายซูและคนอื่น ๆ จะไม่มีเวลามาสนใจเรื่องที่จะไล่เธอออกไป
ทุกอย่างเป็นไปตามแผน หานหานไม่ยอมทำตาม และเริ่มร้องห่มร้องไห้โวยวายทันที…
ยามนี้เหวยหว่านจึงสวมบทแม่พระ ปลอบโยนลูกสาวอย่างไร้ขอบเขตอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรนะลูก ไม่ร้องนะ หานหานคนเก่งของแม่หยุดร้องเถอะนะคนดี”
ยิ่งปลอบ หานหานยิ่งแผดเสียงร้องหนักกว่าเดิม ในตอนนั้นเอง เธอเหลือบเห็นคุณนายซูเดินออกมา
คุณนายซูมองหลานสาวด้วยสายตาเย็นชา อาจเป็นเพราะเธอยังกรุ่นโกรธเรื่องก่อนหน้า หรืออาจเพราะระอาที่หานหานมักใช้การร้องไห้หัวฟัดหัวเหวี่ยง มาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาอยู่เสมอจนน่ารำคาญ
คุณนายซูจึงประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ถ้าอยากจะร้องนัก ก็ยืนร้องอยู่ตรงนั้นแหละ! แม่บ้านอู๋ ไปเอาถังมาใบหนึ่ง! ให้แกร้องให้เต็มที่ ถ้าน้ำตาไม่เต็มถังห้ามหยุดเด็ดขาด!”
หานหานตกใจจนตัวสั่นเทา ความหวาดกลัวเริ่มจู่โจมจนไม่กล้าร้องต่อ แต่พอได้ยินเสียงแม่ของตัวเองแผดขึ้นมาทันควัน
“คุณแม่! ทำอะไรคะ! ทำแบบนี้หานหานตกใจหมดแล้ว!”
เหวยหว่านแผดเสียงใส่แม่สามีพลางดึงตัวลูกสาวมาหลบข้างหลัง หานหานจึงแผดร้องออกมาอีกระลอก คราวนี้ทั้งกรีดร้องแหลมสูง และกระทืบเท้าอาละวาด
คุณนายซูยังคงนิ่งสงบอย่างไร้ความเมตตา วันนี้ต่อให้คนทั้งโลกจะประณามว่าเธอเข้ามาก้าวก่ายเรื่องภายในครอบครัวของลูกชาย เธอก็ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้จบสิ้น
“แม่บ้านอู๋ โยนของของผู้หญิงคนนี้ออกไป!”
แม่บ้านอู๋รีบทำตามคำสั่งทันที เธอไปลากกระเป๋าสัมภาระทั้งหมดของเหวยหว่านออกมา แล้วเหวี่ยงทิ้งออกไปนอกประตูคฤหาสน์อย่างไม่ใยดี เหวยหว่านถึงกับยืนตกตะลึง…
ยังไม่เชื่อสายตาว่าต่อหน้าหลาน ๆ คุณนายซูกล้าลงมือรุนแรงขนาดนี้ ที่ผ่านมาทั้งหานหาน และจื่อซีเปรียบเสมือนเกราะกำบังชั้นดีของเหวยหว่านเสมอมา แทบทุกครั้งที่มีปากเสียงกัน เพียงแค่เหวยหว่านทำให้หานหานร้องไห้โยเยสักหน่อย เรื่องราวทุกอย่างจะจบลงแบบคลุมเครือ และไม่มีใครทำอะไรเธอได้
“คุณแม่คะ อย่าใช้อารมณ์ต่อหน้าเด็ก ๆ แบบนี้สิคะ” เหวยหว่านพยายามปั้นหน้าพูด “หนูรู้ว่าคุณแม่…”
แต่คุณนายซูกลับตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อย่ามาเรียกฉันว่าแม่! ไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้!”
คำพูดนั้นทำให้เหวยหว่านจุกจนพูดไม่ออก เธอเสียหน้าอย่างรุนแรงจนหาทางลงไม่ได้ สีหน้าซีดเผือดสลับเขียวคล้ำดูแย่!
คุณนายซูไม่ปล่อยให้เธอมีเวลาตั้งตัว สั่งให้บอดี้การ์ดเข้ามาพาตัวเหวยหว่านออกไปทันที เหวยหว่านทั้งโกรธทั้งร้อนใจ ตะโกนเรียกชื่อลูกสาวเสียงหลง “หานหาน หานหานมาหาแม่!”
“ได้! ในเมื่อพวกคุณไร้น้ำใจต่อกันแบบนี้ ฉันจะพาหานหานไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
“คุณนายรองครับ วันนี้คุณไม่มีสิทธิ์พาใครหรืออะไรออกไปทั้งนั้น” ทว่าบอดี้การ์ดกลับคว้าคอเสื้อเธอไว้พลางจ้องเขม็งด้วยใบหน้าเรียบเฉย
พูดจบเขาจึงลากตัวเธอออกไปนอกเขตคฤหาสน์ ก่อนปิดประตูเหล็กบานยักษ์ลงดัง
ปัง!
บอดี้การ์ดเหล่านี้คือคนที่ซูอีเฉินทิ้งไว้ดูแลบ้าน ซึ่งหลังจากคุณนายซูกลับมา พวกเขารับคำสั่งจากเธอเพียงผู้เดียว ส่วนยามชุดเก่าที่สะเพร่าปล่อยให้พวกหลินเฟิงแอบเข้ามาได้ก่อนหน้านี้ ถูกซูอีเฉินไล่ออกไปอย่างไร้ความปรานีหมดแล้ว
เธอรู้สึกจุกหน้าอกปอดแทบพัง ความโกรธแค้นแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่างจนเจ็บปวดไปหมด!
บ้าที่สุด! นี่ต้องเป็นเพราะตอนที่เธอไม่อยู่บ้าน ยัยเด็กซู่เป่าแอบเป่าหูอะไรคุณนายซูอีกแน่ ๆ!