ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 340 ใครกันแน่ที่ไม่ใช่เด็ก?
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 340 ใครกันแน่ที่ไม่ใช่เด็ก?
สถานพยาบาลบนชั้นสามมืดสลัวกว่าปกติ เมื่อรวมกับกำแพงและพื้นซึ่งไหม้เกรียมเป็นสีดำถ่าน ยิ่งส่งผลให้บรรยากาศภายในดูราวกับตกอยู่ในยามค่ำคืนไร้แสงจันทร์
ปกติหานหานมักทำตัวสบาย ๆ กลับเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ความกระสับกระส่ายเริ่มก่อตัวขึ้นจนเธอทนไม่ไหว
“ซู่เป่า… พวกเรากลับกันเถอะ! ที่นี่ดูไม่เห็นจะมีอะไรน่าดูเลย” หานหานเอ่ยปากชวน
“นั่นสิ… หรือว่าพวกเราออกไปรอข้างนอกก่อนดีไหม?” ซูเหอเวิ่นรีบสมทบ
ซู่เป่าจ้องมองไปยังเสาต้นหนึ่งพลางพยักหน้า “อืม… พวกพี่ออกไปก่อนก็ได้ค่ะ”
แต่พอสิ้นเสียงเด็กน้อย บรรดาพี่ชายพี่สาวกลับพากันเงียบกริบ
จะให้ออกไป… แต่ใครจะกล้าเดินฝ่าความมืดออกไปคนเดียวล่ะ!
แม้รู้ดีว่าน้องสาวเก่งกาจจนไม่ต้องให้ใครคุ้มครอง ทว่าหากสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีแค่ผีล่ะ?
ถ้าจู่ ๆ มีคนบ้าโผล่ออกมาจะทำอย่างไร?
สุดท้ายทุกคนก็ลงความเห็นตรงกันว่า… อยู่ติดกับน้องสาวน่าจะปลอดภัยที่สุด
“ช่างเถอะ ฉันเองก็อยากจับผีเหมือนกัน อุปกรณ์ของฉันน่ะเจ๋งสุด ๆ เลยนะ อุปกรณ์ของฉัน…” ซูเหอเวิ่นกระแอมไอแก้เขิน
พูดถึงตรงนี้เขาก็ต้องชะงักงัน
ลืมไปเลยว่าเพิ่งโยนกระเป๋าอุปกรณ์ทิ้งไปเมื่อกี้ และยังไม่ได้ย้อนกลับไปเก็บมาเลยสักชิ้น!
ให้ตายเถอะ!
ซูเหอเวิ่นรู้สึกราวกับไร้อาวุธท่ามกลางดงผีดุ ความกลัวแล่นพล่านจนทำตัวไม่ถูก
“รอซู่เป่า” ซูเหอเหวินรีบตัดสินใจเด็ดขาด
การเดินออกไปก่อนย่อมเป็นไปไม่ได้ แค่ยืนขาสั่นอยู่ตรงนี้ครู่หนึ่งก็ยังดี ยิ่งกว่านั้นคุณย่าสั่งกำชับให้เขาดูแลน้อง ๆ ในฐานะพี่ชายที่รับผิดชอบ เขาจะทิ้งน้องสาวแล้วหนีไปคนเดียวได้อย่างไร
ถึงแม้เหตุผลลึก ๆ จะมาจากความขี้ขลาดอยู่บ้างก็เถอะ…
ซูจื่อซีผู้มีระบบประสาทตอบสนองช้าสุดกำลังนึกถึงภาพซู่เป่าควงค้อนม่วงทองในหัว จินตนาการไปถึงท่าไม้ตายของตัวละครในเกม แล้วเผลอคำนวณพลังทำลายล้างและระยะเวลาคูลดาวน์ รวมถึงวางกลยุทธ์ว่าหากต้องเผชิญหน้าคนเดียวจะเอาตัวรอดอย่างไร…
ด้วยเหตุนี้ เหล่าพี่ชายพี่สาวจึงพากันเบียดตัวเข้าหาซู่เป่าจนแทบกลืนเป็นเนื้อเดียว
หานหานกอดแขนซ้าย ซูเหอเวิ่นเกาะแขนขวา ส่วนซูเหอเหวินยืนประกบหลังในระยะครึ่งก้าวขณะกำลังกวาดสายตามองรอบข้างอย่างระแวดระวัง
ส่วนซูจื่อซีนั้น… เดินตามแบบก้าวต่อก้าว แม้ใจจะลอยไปถึงไหนต่อไหนแต่เท้ากลับไม่ล้าหลังเลยสักเซนติเมตร
ซู่เป่าเดินหนึ่งก้าว เขาก็เดินหนึ่งก้าว ซู่เป่าหยุดเดิน เขาก็หยุด
น้องสาวพยายามขยับไปใกล้เสาด้วยความลำบาก เพราะกลุ่มพี่ ๆ ต่างพากันเบียดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
“……”
‘อืม… พี่ ๆ ทำแบบนี้ แล้วหนูจะจับผีได้ยังไงล่ะคะ!’
ขณะที่ซู่เป่ากำลังจะอ้าปากพูด พลันมีเสียงหัวเราะร่าเริงดังขึ้น พร้อมกับเด็กผู้หญิงอายุประมาณสามขวบคนหนึ่งวิ่งพรวดออกมา!
ใบหน้าของเธออาบไปด้วยเลือด บนศีรษะมีรอยแยกขนาดใหญ่ คาดว่าตอนตายคงถูกจามด้วยขวานอย่างรุนแรงจนดวงตาหายไปข้างหนึ่ง
เสียงหัวเราะใสซื่ออันสดใสกลับกลายเป็นสิ่งที่กระตุกต่อมขนหัวลุกให้ทำงานทันที
ผีเด็กน้อยหยุดชะงักเมื่อเห็นผู้บุกรุก เธอจ้องมองมายังซู่เป่าและคนอื่น ๆ
“อ๊ะ! น้องผีนี่เอง!” ซู่เป่าอุทานเบา ๆ
เด็กหญิงเอียงคอพลางหัวเราะคิกคัก เส้นขนบนหัวซูเหอเวิ่นลุกชัน ยามได้ยินเสียงหัวเราะนั่น เขากลับรู้สึกเหมือนเธอกำลังกวักมือเรียก… พี่ชายขา… พี่ชาย…
“น้อง… น้องสาว…” เขาตัวสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก
“ปล่อยหนูก่อนค่ะ…” ซู่เป่าบอก
แทนที่จะถูกปล่อย ทุกคนกลับยิ่งกอดเธอแน่นขึ้นไปอีก!
วินาทีถัดมา ผีน้อยตนนั้นก็พุ่งทะยานเข้าใส่! คราวนี้เธอไม่ได้วิ่งอยู่บนพื้น ทว่ากลับลอยละลิ่วอยู่กลางอากาศสภาพน่าสยดสยอง
ซูเหอเวิ่นและหานหานตกใจจนสัญชาตญาณเอาตัวรอดทำงานฉับพลัน ทั้งคู่รีบหันหลังกลับหมายจ้ำอ้าวหนีไปให้พ้น ทางด้านซูเหอเหวินยังไม่ลืมคว้าตัวซู่เป่าแบกขึ้นบ่าแล้วออกแรงวิ่งสุดฝีเท้า
“พี่ชาย! ปล่อยหนูลงเดี๋ยวนี้ค่ะ!” เด็กน้อยหลุดขำออกมา “หนูต้องไปจับผีน้อยตัวนั้นก่อน!”
ซูเหอเหวินเริ่มรู้สึกเขินอาย เมื่อนึกถึงพลังค้อนม่วงทองของน้องสาวขึ้นมาได้ เขาจึงรีบวางเธอลง ในช่วงจังหวะที่เสียเวลาไปนั้น ผีน้อยได้กระโจนมาถึงตรงหน้าแล้ว พี่ชายคนโตตกใจซ้ำสองจนม่านตาหดเกร็ง
“น้อง… น้องสาว!!” เขาร้องเสียงหลงจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเบลอ
ต่อมา… เขากลับเห็นซู่เป่าฟาดฝ่ามือออกไปเต็มแรง!
เพียะ! ผีน้อยยังไม่ทันได้เข้าใกล้ก็กระเด็นหวือไปติดกำแพงจนเหมือนแกะไม่ออก
ซู่เป่ายืนเท้าสะเอว ใบหน้าเล็ก ๆ แสร้งทำเป็นดุดันพลางชูกำปั้น “ห้ามทำร้ายพี่ชายของหนูนะ!”
ซูเหอเหวินชะงักไป เขามองน้องสาวด้วยสายตาซับซ้อน
น้องสาวที่ขี้อ้อนและคอยเกาะติดจนบางทีเขาก็แอบรำคาญ
กลับมีมุมน่ารักและปกป้องเขาได้ถึงขนาดนี้…
เมื่อเห็นผีเด็กถูกซัดจนน่วม หญิงคนหนึ่งดูเหมือนเป็นแม่ก็พุ่งออกมาด้วยความรวดเร็ว เธอรีบเข้าไปแกะร่างผีน้อยออกจากกำแพงด้วยท่าทางลนลาน
จากนั้นชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น เขาจ้องมองซู่เป่าด้วยความโกรธแค้นก่อนคำรามในลำคอ
ไม่นานนัก คนแก่สองคนก็โผล่ออกมาสมทบ ทุกคนต่างจ้องมองซู่เป่าและกลุ่มพี่ชายด้วยสายตาสยดสยองและเต็มไปด้วยความอาฆาต
ซู่เป่าชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตาโต
‘ว้าว… มากันทั้งครอบครัวผีร้ายเลยเหรอเนี่ย!’
ซูเหอเวิ่นพยายามรวบรวมความกล้าที่เหลืออยู่ เขาสับเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แล้วเอ่ยถามเสียงสั่น “น้องสาว… พวกเขาเป็นผีประเภทไหน… ระดับ x หรือ y กันแน่?”
ซู่เป่าจำไม่ได้แล้วว่ารหัส x หรือ y ของพี่ชายหมายถึงผีร้าย ผีโหดเหี้ยม หรือผีอาฆาต เธอจึงสรุปให้ฟังแบบง่าย ๆ “พวกเขาเป็นผีร้ายทั้งหมดค่ะ”
ทันใดนั้น ดวงตาของซูเหอเวิ่นพลันเปล่งประกายวาววับขึ้นมาทันที
ซูเหอเหวินถึงกับพูดไม่ออก เขาเคยพบทั้งคนขวัญอ่อนที่เอาแต่หนีป่าราบ หรือคนใจกล้าผู้ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งลี้ลับ
ทว่าประเภทที่ขาสั่นพั่บ ๆ แต่พอเจอผีตัวเป็น ๆ กลับตาวาวโรจน์ด้วยความตื่นเต้นเช่นนี้… น้องชายของเขาคงเป็นเพียงหนึ่งเดียวในโลก
ครอบครัวผีร้ายพากันแผดเสียงคำรามกึกก้อง แน่นอนว่าซูเหอเหวินและคนอื่น ๆ ย่อมฟังไม่ออกว่าพวกมันกำลังสื่อสารอะไร
แต่ว่าซู่เป่ากลับขมวดคิ้วมุ่น เพราะเธอฟังออกทุกคำพูด
วิญญาณครอบครัวนี้ต่างพร่ำบอกว่าตนเองตายอย่างไม่เป็นธรรม
โดยเฉพาะวิญญาณชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว เขาเล่าว่าตอนยังมีชีวิตเมื่อเห็นน้องชายร่วมสายเลือดมีอาการทางจิตผิดปกติ ก็ไม่อาจทอดทิ้งได้ จึงรับมาดูแลชุบเลี้ยงด้วยความเมตตา
ในใจมีเพียงความปรารถนาดี แต่สุดท้ายกลับได้รับจุดจบอันน่าสลดเป็นการตอบแทน
ลำพังตนเองยอมสละชีพได้ แต่กลับต้องพาพ่อแม่ ภรรยา และลูกน้อยมาพลอยรับเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปด้วย โดยเฉพาะลูกสาวตัวเล็ก… เธอเพิ่งจะมีอายุเพียงสามขวบเท่านั้นเอง!
แววตาของแม่ผีน้อยเผยเพลิงแค้น เธอถลึงมองซู่เป่าพร้อมกับก่นด่าที่ซู่เป่าหนูซัดลูกสาวของตน จนกระเด็นไปติดกำแพง
“ทำไมต้องรังแกแกด้วย!” ผู้เป็นแม่แผดเสียงดังลั่น
“ก็ลูกสาวคุณจ้องจะเอาชีวิตพวกเราก่อนนี่คะ!” ซู่เป่าโต้กลับ
หยาดเลือดไหลรินต่างน้ำตาจากดวงตาคู่นั้น “แกยังเป็นเด็กนะ! ทั้งยังตายแบบทุกข์ทรมาน… เพียงเท่านี้เธอยังเมตตาไม่ได้เชียวหรือ?”
“ใคร ๆ ก็เป็นเด็กทั้งนั้นแหละค่ะ!” ซู่เป่าสวนกลับทันควัน
ซูเหอเหวินพยายามเดาเนื้อหาการสนทนาจากเสียงคำรามของผีร้ายและคำโต้ตอบของซู่เป่า เมื่อเห็นว่ามีน้องสาวคอยคุ้มครองอยู่ เขาจึงเอ่ยสมทบ “เธอยังเป็นเด็ก เพราะฉะนั้นห้ามปล่อยไปเด็ดขาดเลยนะ!”
เอาชีวิตคนอื่นแล้วยังมาเรียกร้องความเมตตาอีกเหรอ?
ไม่นึกเลยว่าผีร้ายจะรู้จักใช้การผูกมัดทางศีลธรรมกับเขาด้วย
พ่อแม่ของผีน้อยมองดูลูกสาวด้วยสีหน้าปวดร้าวพลางโอบกอดร่างที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายไว้ในอ้อมแขน
พวกเขาทำผิดอะไร?
การเป็นคนดีมันมีประโยชน์ตรงไหน?
ทั้งที่เคารพบุพการี ดูแลพี่น้อง รักใคร่เอ็นดูคนรุ่นหลัง
เดินข้ามถนนด้วยความระมัดระวัง คอยช่วยพยุงคุณยายข้ามทางม้าลายโดยไม่สนคำนินทา
ยามมีชีวิต พวกเขาคือคนใจดี มองโลกในแง่ดีและเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น
ไม่ว่าเรื่องอะไร หากยื่นมือช่วยได้ก็ช่วยเสมอ ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยเลยสักนิด
แต่สุดท้ายกลับถูกญาติแท้ ๆ สังหารด้วยความโหดเหี้ยม
ต้องทนเห็นน้องชายตัวเองคลั่ง สับร่างพวกเขาเป็นชิ้น ๆ ต่อหน้าต่อตา ลูกสาวตัวน้อยต้องสิ้นใจท่ามกลางเสียงกรีดร้องและความหวาดกลัวสุดขีด
พวกเขาสิ้นหวังเหลือเกิน…
วินาทีที่ลมหายใจสุดท้ายหลุดลอย ความแค้นจึงก่อตัวเข้มข้น ใช้หยาดเลือดบนร่างกายย้อมชะโลมเสื้อผ้าจนกลายเป็นสีแดงฉาน กลายสภาพเป็นผีเสื้อแดงเปื้อนเลือดอันน่าสยดสยอง
หลังจากกลายเป็นวิญญาณร้าย พวกเขายังคงวนเวียนอยู่รอบตัวน้องชายโรคจิตคนนั้น
เขามองเห็นพี่น้องและครอบครัวตัวเอง แต่กลับไม่รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย ส่วนพวกเขาก็ไม่สามารถพาน้องชายคนนี้ลงนรกไปได้เสียที
ซู่เป่าฟังถึงตรงนี้ก็ขมวดคิ้วแน่นก่อนเอ่ยขึ้น “แล้วนั่นเป็นเหตุผลที่พวกคุณต้องทำร้ายคนอื่น หรือพรากชีวิตคนไม่เกี่ยวข้องงั้นเหรอคะ?”
“เพราะพวกคุณน่าสงสาร คนอื่นต้องยกทุกอย่างให้ รวมถึงชีวิตด้วยงั้นเหรอคะ?”