ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 339 พี่ชายทั้งสามผู้อยู่เคียงข้างซู่เป่า
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 339 พี่ชายทั้งสามผู้อยู่เคียงข้างซู่เป่า
ซูเหอเวิ่นยังคงจดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์พลางอ่านข้อความในฟอรัมออกมาเสียงดัง
“ผู้ป่วยคนดังกล่าวมีอาการหลงผิดขั้นรุนแรง เขามองว่าทุกคนคือหนูยักษ์ซึ่งกลายพันธุ์จากการแผ่รังสีนิวเคลียร์ ทั้งยังปักใจเชื่อว่าพวกมันคอยจ้องมองเขาจากเงามืดเพื่อหาโอกาสจับเขากิน”
“วันเกิดเหตุเขาใช้ขวานสังหารสมาชิกในครอบครัวจนหมด ตั้งแต่คุณยายวัย 80 ปี ไปจนถึงหลานสาวตัวน้อยอายุเพียง 3 ขวบ ทุกชีวิตล้วนจบสิ้นลงภายใต้คมขวานของเขาทั้งนั้น”
“ทั้งพี่ชาย พี่สะใภ้ หลานสาว พ่อแม่ และคุณยาย… ไม่มีใครรอดชีวิตเลยสักคน”
“หลังจากเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเขาได้แล้ว เขาก็ถูกส่งมารักษาตัวในโรงพยาบาลเขตสี่แห่งนี้ แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหลงผิดขั้นรุนแรง ระหว่างการรักษาเขามักพร่ำเพ้อว่าพี่ชายและครอบครัวยังไม่ได้ตาย ทุกคนยังอยู่เคียงข้างเขา และร่วมมือกันกำจัดหนูกลายพันธุ์พวกนั้นไปด้วยกัน…”
“มีอยู่วันหนึ่งขณะฉันอยู่เวรกลางคืน จู่ ๆ คนไข้รายนั้นก็มาปรากฏตัวตรงหน้าอย่างกะทันหัน เขามองฉันแล้วส่งยิ้มประหลาด ๆ ไม่รู้ทำไมฉันถึงได้ยินเสียงหัวเราะแปลก ๆ ของคนอื่นดังสะท้อนอยู่รอบตัว ทั้งที่มองไปทางไหนก็ไม่เห็นใครเลย…”
“ฉันตกใจมากรีบเรียกเจ้าหน้าที่มาช่วยกันควบคุมตัว ฉีดยาระงับประสาทแล้วส่งเขากลับเข้าห้องพัก”
“แต่ว่าหลังจากวันนั้น ทุกครั้งที่พวกเราอยู่เวรกลางคืน ก็มักได้ยินเสียงหัวเราะแว่วมาจากด้านหลังอยู่เรื่อย ๆ…”
ซูเหอเวิ่นอ่านมาถึงตรงนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ตอนนี้เขาอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนั้นพอดิบพอดี ความหนาวเหน็บแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง ความรู้สึกราวกับมีเสียงหัวเราะวิปริตลอยอยู่ข้างหู จนเขาตัวสั่นเทิ้ม
ซู่เป่าหันขวับไปมองลึกเข้าไปในตัวอาคาร
ฝ่ายหานหานฟังนิทานสยองขวัญอย่างตื่นเต้นก็เร่งเร้า “แล้วยังไงต่อล่ะคะ? อย่าเพิ่งสั่นสิ อ่านต่อเร็ว!”
ซูเหอเวิ่นกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะฝืนอ่านต่อ
“คืนนั้น ฉันเข้าเวรตามปกติ ขณะเดินอยู่ในระเบียงทางเดิน ก็ได้ยินเสียงโลหะลากไปบนพื้น… กึก… กึก… พอหันกลับไปมอง ก็เจอคนไข้รายเดิมยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมรอยยิ้มสยองนั่นอีกแล้ว”
“เขาถือขวานวิ่งตรงดิ่งมาหาฉัน ฉันพยายามจะหนีแต่กลับได้ยินเสียงหัวเราะประหลาดดังอยู่ข้างหูจนร่างกายแข็งทื่อขยับไม่ได้…”
“โชคดีที่เพื่อนร่วมงานวิ่งเข้ามาช่วย พวกเขาพยายามช่วยกันจับตัวคนไข้คนนั้นไว้ แต่เขากลับคลุ้มคลั่งและดุร้ายผิดมนุษย์ เพื่อนร่วมงานสองคนโดนคมขวานฟันบาดเจ็บสาหัส ทุกคนต่างขวัญเสียจนไม่กล้าต่อสู้ ทำได้เพียงถอยเข้าไปหลบในห้องทำงานแล้วลงกลอนประตู”
“คนไข้รายนั้นเงื้อขวานฟันใส่ประตูครั้งแล้วครั้งเล่า ยังดีที่ห้องทำงานเป็นประตูเหล็กและใช้กระจกกันกระสุน… ทันใดนั้นด้านนอกเกิดเพลิงไหม้ลุกลาม และฉากฝันร้ายที่สุดก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา…”
ซูเหอเวิ่นกวาดสายตาอ่านข้อความอีกไม่กี่บรรทัดถัดมา เหงื่อเย็น ๆ เริ่มผุดซึมตามไรผมไม่หยุด
หานหานทั้งหวาดกลัวทั้งอยากรู้จนนั่งไม่ติด เธอเกาะแขนซู่เป่าแน่น “แล้วยังไงต่อคะ? เกิดอะไรขึ้นต่อ!”
ซูเหอเวิ่นริมฝีปากสั่นระริกขณะอ่านท่อนสุดท้าย
“ผ่านกระจกบานนั้น ฉันเห็นเขาเงื้อขวานขึ้นมาฟันคอตัวเองทันที… ฟันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างบ้าคลั่งราวกับคอที่ถูกสับไม่ใช่ร่างกายของตนเอง ใบหน้าของเขายังคงเปื้อนรอยยิ้มวิปริตอยู่ตลอดเวลา… จนกระทั่งลำคอเกือบจะขาดเขาก็ยังไม่ยอมหยุด…”
อ่านจบซูเหอเวิ่นก็ขวัญผวาจนเผลอโยนโทรศัพท์ทิ้งไปให้พี่ชายรับไว้ด้วยความลนลาน
หานหานร้องอู้อี้แล้วเข้าไปกอดซู่เป่าแน่น “น่ากลัวจังเลย แสดงว่าที่เราเข้ามาในโรงพยาบาลนี้คือการผจญภัยสุดสยองใช่ไหมเนี่ย?”
หานหานไม่เคยเห็นผีมาก่อน เธอจึงคิดว่าพวกพี่ชายกำลังเล่นเกมสยองขวัญ จงใจเล่าเรื่องผีในตึกร้างเพื่อหลอกให้เธอตกใจ
เธอย้ำกับตัวเองว่าไม่กลัว… ไม่กลัวเลยสักนิด!
หานหานกอดซู่เป่าไว้แน่นจนรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีความกล้าขึ้นมาบ้างแล้ว “เล่าต่อสิคะ อย่าขี้ขลาดสิ!”
ซูเหอเหวินเหลือบมองบรรทัดสุดท้ายในบทความแล้วสรุปสั้น ๆ
“ต่อมาเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในโรงพยาบาล มีผู้เสียชีวิตหลายราย เจ้าของกระทู้ที่เล่าเรื่องนี้เป็นผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือออกมาได้ ทันทีที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงตรวจสอบ พบว่าสาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรเนื่องจากระบบไฟเก่าแก่”
เรื่องเล่าจบลงเพียงเท่านี้ โดยมีคอมเมนต์ด้านล่างมองว่าเป็นเรื่องแต่งให้น่ากลัวเล่น ๆ ซึ่งซูเหอเหวินไม่ได้อ่านต่อ
“จบแล้วเหรอ?” หานหานอึ้งไป
ซูเหอเหวินส่งโทรศัพท์คืนให้ซูเหอเวิ่นแล้วเอ่ยเรียบ ๆ “จบแล้ว”
เพียงแค่เขาซ่อนความตื่นตระหนกให้มิดชิด เขาก็ยังคงเป็นพี่ชายคนโตผู้เยือกเย็นและนิ่งสงบเช่นเดิม!
หานหานทำหน้ามุ่ยก่อนจิ๊ปากอย่างขัดใจ “โธ่… แค่นี้เองเหรอ?”
ทันใดนั้น ซู่เป่ากลับนิ่งเงียบไปแล้วเอ่ยเตือน “ทุกคนฟังสิคะ มีเสียงอะไรบางอย่าง…”
เด็ก ๆ ต่างพากันเงียบกริบทันที ท่ามกลางโถงทางเดินอันเวิ้งว้างของโรงพยาบาลร้าง ก็มีเสียงหัวเราะประหลาดลอยแว่วตามลมมา (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
มันคือเสียงคิกคักของเด็กเล็ก ฟังดูไร้เดียงสาแต่ชวนทำให้รู้สึกขนลุก…
มีทั้งเสียงหัวเราะแหบพร่าของคนชรา เสียงทุ้มต่ำของผู้ชาย และเสียงหัวเราะเบา ๆ ของหญิงสาวสอดประสานกันไปหมด
ซูเหอเหวินรู้สึกสันหลังเย็นวาบ ส่วนซูเหอเวิ่นถึงกับขนหัวลุกชันจนเส้นผมแทบจะตั้งขึ้นมาจริง ๆ!
หานหานทำหน้าฉงน “เสียงอะไรเหรอ? ไม่เห็นมีอะไรเลย!”
จี้ฉางนั่งขัดสมาธิลอยเด่นอยู่กลางอากาศด้วยท่าทางเบื่อหน่ายพลางเท้าคางเอ่ย “ก็แค่พวกวิญญาณเร่ร่อนธรรมดา จัดการเก็บกวาดซะสิ”
แม้เป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อน แต่พวกนี้กลับมีเจตนาทำร้ายคนชัดเจน จึงจำเป็นต้องกำจัดทิ้ง
“ได้เลยค่ะ~” ซู่เป่าขานรับเสียงใสแล้วจึงวิ่งปรี่เข้าไปข้างในโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“!!” สองพี่น้องได้แต่ยืนอึ้ง
“ซู่เป่า รอด้วย…” ซูเหอเวิ่นรีบสับเท้ากวดตามไปติด ๆ
หานหานพอเห็นซู่เป่าขยับตัว ก็วิ่งตามไปเช่นกัน “รอด้วย รอด้วย!”
ซูเหอเหวินนิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง เขาปรายตามองรอบข้างด้วยความกังวล ก่อนตัดสินใจว่าการตามหลังน้องสาวไป ย่อมปลอดภัยกว่าทิ้งตัวอยู่ตรงนี้เพียงลำพัง!
ทว่าขณะเขากำลังสับเท้าก้าวตาม ซูจื่อซีผู้ยืนเงียบมาเนิ่นนานกลับโพล่งถามขึ้นมา “คนแบบไหนกัน? แน่ใจจริงหรือว่าเขาฆ่าครอบครัวตัวเองน่ะ?”
ซูเหอเหวินปรายตามองแวบหนึ่ง “นายควรหาเวลาไปตรวจสมองที่โรงพยาบาลบ้างนะ” พูดจบก็เดินเลี่ยงไป
ยามที่ซูเหอเวิ่นอ่านข้อความสยองขวัญเมื่อครู่ ซูจื่อซีดูสงบนิ่งที่สุด แม้แต่เปลือกตาก็ไม่กระดิกสักนิด
ทีแรกซูเหอเหวินคิดว่าหมอนี่คงใจกล้าสุด…
แต่ความจริงกลับกลายเป็นว่าเจ้าตัวตามสถานการณ์ไม่ทันเสียอย่างนั้น
ซูเหอเหวินนึกบ่นในใจ แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นซูจื่อซีเดินตามมาติด ๆ คล้ายเป็นสัญชาตญาณ
เขารู้สึกทะแม่ง ๆ บอกไม่ถูก
โดยไม่รู้เลยว่า ช่วงที่ซูจื่อซีกับซู่เป่าไปเยือนหอพักเถาฮวานั้น เขาถูกทำให้ขวัญผวาจนเข้ากระดูกดำ
แม้ระบบประสาทจะตอบสนองช้า ทว่าปฏิกิริยาของขากลับว่องไวยิ่งนัก
หากเจอเรื่องประหลาดเมื่อไหร่ กฎข้อแรกคือต้องเดินตามน้องสาวไว้ก่อน…
เด็ก ๆ พากันเดินลึกเข้าไปข้างใน พวกเขาสืบเท้าตามเสียงหัวเราะ ขึ้นบันไดไปจนถึงชั้นสาม
สถานพยาบาลถูกทิ้งร้างคละคลุ้งไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ มีเศษเก้าอี้พังแหลกกระจัดกระจาย ที่นั่งถูกไฟแผดเผาจนเหลือเพียงโครงเหล็กดำเป็นเขม่า
ทั้งผนังและพื้นล้วนเกรอะกรังด้วยรอยไหม้ คาดว่าเป็นจุดต้นเพลิงเมื่อหลายปีก่อน
เสียงหัวเราะดังแว่วมาจากหลังเคาน์เตอร์พยาบาลซึ่งมีเสาต้นใหญ่บังตาไว้
“ฮิ… ฮิ… ฮิ…”
“คิก… คิก…”
บรรดาพี่ชายพร้อมใจกันเขยิบเข้าไปเบียดชิดติดตัวซู่เป่าทันที
“น้องสาว… พี่… พี่กลัว เรากลับกันดีไหม…” ซูเหอเวิ่นเสียงสั่น
ทางด้านซูจื่อซีนิ่งเงียบสยบความเคลื่อนไหว
ส่วนซูเหอเหวินตีหน้าขรึม “ขี้ขลาดเหมือนหนูจริง ๆ เป็นลูกผู้ชายต้องมีความกล้าหาญบ้างสิ”
ซูเหอเวิ่นชายตามองพี่ชายตัวเองพร้อมกับนึกในใจ…
ถ้าพี่ชายคนเก่งยอมถอยห่างจากน้องสาวสักสามสิบเซนติเมตรล่ะก็ เขาจะเชื่อคำพูดนั้นทันทีเลย!