ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 348 คุณลุงผู้โปรดปรานมุกตลกไร้กาลเทศะ
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 348 คุณลุงผู้โปรดปรานมุกตลกไร้กาลเทศะ
ชายวัยกลางคนมีวิญญาณร้ายเกาะอยู่เหนือศีรษะ เมื่อเห็นว่าตนเองกลายเป็นจุดสนใจก็ยิ่งได้ใจ อยากจะอวดอ้างความตลกของตนต่อ จึงเอ่ยต่อไปด้วยใบหน้ายิ้มแฉ่ง
“ถอนขนให้เกลี้ยง เสียบไม้เหล็กแล้วย่างบนไฟแรง ๆ จากนั้นทาผงยี่หร่ากับซอสหอยนางรมเสียหน่อย… อือหือ! รสชาติต้องเด็ดขาดบาดใจแน่ ๆ!” เขาพูดไปสูดน้ำลายไปพลาง พร้อมทำท่าทางข่มขวัญใส่เสี่ยวอู่
ในขณะที่คนอื่นแหย่นกแก้วตัวนี้ด้วยความเอ็นดู เขากลับนึกสนุกอยากแกล้งให้มันขวัญเสีย เพื่อรอดูว่าเจ้าสัตว์หน้าขนตัวนี้จะมีปฏิกิริยาอย่างไร
เสี่ยวอู่ตกใจจนตัวแข็งทื่อ
มันแตกต่างจากนกแก้วทั่วไป เพราะระดับสติปัญญาของมันเทียบเท่าเด็กอายุเจ็ดแปดขวบเป็นอย่างน้อย ดังนั้นมันจึงฟังเข้าใจทุกถ้อยคำ
ลองนึกดู… หากจู่ ๆ มีคนเดินเข้ามาบอกว่า ‘ลูกคุณฉลาดจัง จับเสียบไม้ย่างไฟโรยผงยี่หร่านิดหน่อยคงอร่อยน่าดู’ เป็นใครจะไม่รู้สึกขนลุกบ้าง?
เสี่ยวอู่แผดเสียงร้องแหลมออกมาคำหนึ่ง ก่อนมุดก้นหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ใต้ชายเสื้อของซู่เป่าทันที ลุงคนนั้นเห็นภาพดังกล่าวกลับยิ่งขำกลิ้ง หัวเราะร่าออกมาเสียงดัง
คุณนายซูเริ่มมีน้ำโหจึงเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พูดจาเพ้อเจ้ออะไรอยู่? อยากให้ฉันจับคุณเสียบไม้ย่างบนเตาบ้างไหม?”
ชายผู้นั้นยังคงยิ้มระรื่น “โธ่… ผมก็แค่ล้อเล่นขำ ๆ อย่าจริงจังนักสิครับ”
“ขอโทษซะ!” หญิงชราตีหน้านิ่ง จ้องมองเขาด้วยสายตาคมกริบ
ในสายตาของเธอ เสี่ยวอู่ไม่ใช่นกธรรมดา การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันวันแล้ววันเล่าได้ก่อเกิดความผูกพันจนมันกลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งในตระกูลซูไปแล้ว
การมีคนมาประกาศว่าจะจับมันย่างกิน… ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็นับเป็นการเสียมารยาทรุนแรง
“มุกแค่นี้ก็เล่นไม่ได้ แค่นกตัวเดียว ผมเห็นว่ามันน่ารักดีเลยหยอกเล่นเท่านั้นเอง” ลุงคนนั้นเริ่มเสียอารมณ์จึงบ่นออกมา
ซู่เป่าละสายตาจากวิญญาณร้ายหันกลับมาขมวดคิ้วมุ่น “ลุงคะ ทำแบบนี้ไม่ถูกนะ! นี่ไม่ใช่มุกตลก แต่มันคือความหยาบคายค่ะ”
“ขอโทษเดี๋ยวนี้!” ซูเหอเวิ่นตวาดด้วยความโมโห
ซูเหอเหวินจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา น้ำเสียงที่สืบทอดความสุขุมดุดันมาจากคุณพ่อซูเอ่ยขึ้นช้า ๆ “ลุงเนี่ย… สั่งสอนเขาสักที”
วันนี้คุณนายซูออกจากบ้านมาพร้อมกับลุงเนี่ยและบอดี้การ์ดอีกสองนาย หลังสิ้นคำสั่ง ชายฉกรรจ์ร่างกำยำทั้งสามก็ก้าวเท้าออกมาเบื้องหน้าพลางถลกแขนเสื้อขึ้นทันที
ชายวัยกลางคนถึงกับหน้าถอดสี คนรอบข้างต่างรีบเข้ามาห้ามปราม “โธ่ อย่าถึงขั้นลงไม้ลงมือเลยครับ เขาแค่พูดไม่คิดนิดหน่อย อย่าทำอะไรกันเลยนะ!”
“ลงมืออะไรกัน? พวกเราก็แค่ล้อเล่นกับเขาเหมือนกันนั่นแหละ” ซูเหอเหวินสวนกลับ
“…”
เมื่อเห็นบอดี้การ์ดสองคนขยับเข้ามาประชิด ลุงคนนั้นก็เสียหน้าจนหาทางลงไม่ได้ ได้แต่ขยี้เสียงลอดไรฟันออกมา “ผมขอโทษ! เฮ้… ขอโทษแล้วยังไม่จบอีกหรือไง… ขอโทษ!”
พูดจบเขาก็รีบจ้ำอ้าวหนีไปทันที เดินไปก็บ่นอุบไป “คนอะไรกัน แค่พูดเล่นคำเดียว ถึงกับจะทำร้ายร่างกายเลยหรือไง”
‘ก็แค่นกตัวเดียว จะอะไรกันนักกันหนา!’
ซู่เป่าเห็นลุงคนนั้นกำลังจะลับตาไป จึงรีบหันไปมองอาจารย์ จี้ฉางเอ่ยขึ้น “ไม่ต้องห่วง หนีไม่พ้นหรอก”
ในเมื่อชะตาลิขิตให้ซู่เป่าได้เจอแล้ว ย่อมไม่มีทางหลุดมือไปได้แน่นอน
‘…ยกเว้นเจ้าผีขี้แยตนแรกนั่นน่ะนะ’
เจ้าขี้แยตนนั้นกลายเป็นขวากหนามที่จี้ฉางยังก้าวข้ามไม่ได้ นานเพียงนี้แล้วยังหาตัวไม่พบ เมื่อคิดถึงตรงนี้ จี้ฉางก็แอบซัดพลังสายหนึ่งออกไปเพื่อประทับตราวิญญาณบนตัวชายผู้นั้นไว้ทันที
“ไปกันเถอะครับ!” ซูอี้เชินเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วเดินลงมาหา
คุณนายซูแม้ยังขุ่นเคืองอยู่บ้าง ทว่าก็จำต้องปล่อยผ่านไปเพียงเท่านี้ ด้วยเรื่องกระทบกระทั่งเล็กน้อยไม่ได้สลักสำคัญถึงขั้นต้องแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากดึงดันจะเรียกให้ใครลำบากรีบวิ่งมา ก็คงไม่อาจจัดการอะไรได้อยู่ดี
“ไปกันเถอะจ้ะ” หญิงชราจูงมือซู่เป่าขณะลูบหัวเสี่ยวอู่ที่โผล่หน้าออกมาเพียงครึ่งหนึ่ง “เอาเถอะ… ตาลุงคนนั้นถูกพวกเราไล่ตะเพิดไปแล้ว มีฉันอยู่ตรงนี้ทั้งคน ใครก็อย่าหวังเอาแกไปย่าง!”
“ใช่ครับ! ใครบังอาจคิดจะย่างเสี่ยวอู่ของเรา เราจะย่างมันกลับให้รู้สำนึกเลย!” ซูเหอเวิ่นยังคงเดือดดาลไม่หาย
ซูจื่อซีเพิ่งหลุดจากภวังค์เอ่ยถามขึ้นอย่างงงงวย “ย่างอะไรนะ?”
คุณนายซูถึงกับชะงักฝีเท้าพลางถอนใจเฮือกใหญ่ ซูอี้เชินนิ่งค้างไปครู่หนึ่งก่อนนวดคลึงหว่างคิ้วเบา ๆ ส่วนซูเหอเหวินและซูเหอเวิ่นต่างหันมามองหน้ากันพลางกลอกตาขึ้นฟ้าพร้อมกัน
มีเพียงซู่เป่าเท่านั้นที่กระพริบตาปริบ ๆ มองพี่ชายด้วยความสงสัยว่าพี่เขาไปอยู่โลกไหนมา…
*
ซูอี้เชินพาทุกคนมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน แต่ยังนับว่าโชคดี ยังไม่ใช่ช่วงเวลาเร่งด่วน แค่ต่อคิวเพียงครู่เดียวก็ได้ทานแล้ว ชายหนุ่มบอกผู้เป็นแม่ให้ไปนั่งรอที่โต๊ะ ก่อนพากลุ่มเด็กน้อยไปต่อแถวสั่งอาหาร
ซู่เป่าคว้าจานขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “ว้าว~ ต่อคิวล่ะ!”
นี่คือสิ่งที่เธอเรียนรู้มาจากหานหาน
ซูอี้เชินลอบยิ้มพลางช้อนตัวอุ้มซู่เป่าขึ้น เพื่อให้หลานสาวตัวน้อยมองเห็นเมนูอาหารที่วางเรียงรายอยู่ในตู้กระจกได้ถนัดตา พอหลานสาวเห็นกับข้าวละลานตา น้ำลายก็ไหลรินออกมาจากมุมปากทันที
“หนูเอาน่องไก่ชิ้นใหญ่ ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน ไข่ทอด แล้วก็… เอากุ้งแห้งผัดพริกด้วยค่ะ!”
“สั่งเยอะขนาดนี้ จะกินหมดรึเรา?” ดวงตาของซูอี้เชินเปี่ยมไปด้วยกระแสความเอ็นดู
“ไหวค่ะ!” ซู่เป่าตอบพลางลูบท้องน้อย ๆ อย่างมั่นใจ
“กุ้งแห้งผัดพริกนั่นมันเผ็ดนะ หนูกินได้แน่หรือ?” คุณลุงเล็กถามย้ำอีกรอบด้วยความกังวล
“หนูทำได้แน่นอนค่ะ!” ซู่เป่าพยักหน้ายืนยันหนักแน่น
เสี่ยวอู่เอียงคอมองพลางอดรนทนไม่ไหว ต้องพูดโพล่งแทรกขึ้นมา “ทำได้ก็ให้ฉันกินด้วยสิ!”
“โอ้… คุณหมอซู นี่ลูกสาวคุณหรือครับ?” บรรดาเพื่อนร่วมงานของแพทย์หนุ่มที่เดินผ่านมาต่างพากันยิ้มทักทาย
“ไอ้หมอ แกแอบไปมีลูกสาวโตขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? มาให้ลุงอุ้มหน่อยเร็ว!”
“อย่าไปสนใจคุณลุงแปลก ๆ พวกนี้เลยจ้ะ มาให้ป้าอุ้มดีกว่านะหนู!”
ทุกคนต่างหัวเราะหยอกล้อกันด้วยความสนุกสนานขณะกำลังเข้าแถวรออาหาร
แต่ซูเหอเวิ่น ซูเหอเหวิน และ ซูจื่อซีที่เดินรั้งท้ายกลับยืนจ้องตาเขม็ง
คนตั้งมากมายมารุมล้อมแย่งน้องสาว เห็นแล้วขัดหูขัดตาชะมัด
*
อีกด้านหนึ่ง
ชายวัยกลางคนที่มีวิญญาณร้ายสิงสู่ เดินตามครอบครัวตนเองเข้าไปเยี่ยมญาติซึ่งนอนพักฟื้นหลังการผ่าตัด
ญาติผู้นั้นป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังมานานทว่าไม่ยอมรักษา จนลุกลามเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและลิ่มเลือดอุดตัน จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่หมอช่วยยื้อชีวิตกลับมาได้ทันท่วงที
ภายในห้องผู้ป่วย
คุณหมอกำลังสั่งความขณะตรวจเยี่ยมตามปกติ “วันนี้อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วนะครับ ญาติ ๆ โปรดฟังให้ดี คนไข้ไม่ได้แค่ความดันสูงและโรคหลอดเลือด”
“ยังมีเบาหวานแทรกซ้อนด้วย อาหารต้องเน้นรสจืด น้ำตาลต่ำ ไขมันต่ำ พวกผลไม้รสหวานจัดอย่างกล้วย ส้ม แตงโม หรือองุ่น ห้ามรับประทานเด็ดขาด”
“หรือหากเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องทานให้น้อยที่สุด ทางที่ดีทานพวกแตงกวาหรือผลไม้ประเภทผักจะดีต่อสุขภาพมากกว่าครับ”
ลูกสาวของคนไข้รีบพยักหน้ารับคำพลางจดบันทึกจนเต็มหน้ากระดาษ ขณะที่ลูกคนอื่น ๆ ต่างวิ่งวุ่นจัดการเรื่องเอกสารการออกจากโรงพยาบาล
บรรดาญาติต่างถือตะกร้าผลไม้ติดมือมาด้วย แล้วซักถามด้วยความห่วงใยและถกเถียงกันว่าสิ่งใดควรเลี่ยงสิ่งใดควรทาน
คนไข้กำลังจะได้กลับบ้านมีสีหน้าสดใสขึ้นมาก เขาหัวเราะร่าพลางเล่าเรื่องลูกสาวคอยเข้มงวดกับตน คล้ายเป็นการบ่นด้วยความเอ็นดูว่า “ลูกคนนี้นะ อันโน้นก็ไม่ให้กิน อันนี้ก็ห้ามพ่อกิน”
ชายคนนั้นกลับหัวเราะเยาะขึ้นมาทันควันแล้วโพล่งเสียงดัง “ลุงห้า ผมจะบอกให้นะ ไม่มีอะไรที่กินไม่ได้หรอก! ขืนไม่กินของดี ๆ ร่างกายจะเอาแรงที่ไหนมาหาย? ลุงอย่าไปเชื่อหมอมากเลย ลูกสาวลุงก็เหมือนกัน มีของอร่อยแต่กลับไม่ให้พ่อกิน แบบนี้เรียกว่ากตัญญูหรือครับ?”
ลูกสาวคนไข้พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ “พี่เขย พูดแบบนี้ไม่ถูกนะคะ สภาพร่างกายคุณพ่อตอนนี้รับน้ำตาลสูงไม่ได้จริง ๆ ไม่ใช่ว่าหนูอกตัญญูหรือไม่อยากให้พ่อกิน”
ตาลุงคนนั้นทำลอยหน้าลอยตาไม่ใส่ใจ “ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก ใครเขาจะห้ามคนกินของกินกัน? พวกหมอน่ะขี้เกียจยุ่งยาก เลยตัดบทห้ามโน่นห้ามนี่ไปงั้นเอง ความจริงมันไม่เป็นอะไรหรอกครับ”
พูดไปเขาก็ยังหันไปหัวเราะร่ากับคนแก่บนเตียงต่อ “ลุงห้าออกจากโรงพยาบาลแล้ว เดี๋ยวกลับไปผมจะไปดื่มเหล้าฉลองกับลุงสักแก้วนะ!”
ลูกสาวคนไข้ถึงกับพูดไม่ออก
ชวนคนไข้หลอดเลือดอุดตันเพิ่งรอดตายไปดื่มเหล้า
‘สติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือไง?’
เธอจึงแย้งขึ้นว่า “หมอก็ย้ำแล้วว่าห้ามสูบบุหรี่และดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด! พี่เขยอย่ามาสร้างเรื่องวุ่นวายจะดีกว่าค่ะ!”
“เธอรู้อะไร ผู้ชายที่ไหนไม่สูบบุหรี่ดื่มเหล้า สูบดื่มสิถึงจะอายุยืน เธอก็แค่เสียดายเงินซื้อของดีให้พ่อเท่านั้นแหละ!”
คำพูดนั้นทำให้ลูกสาวเดือดดาลทันที