ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 351 โจวจวี่ปากสุนัข
พี่เขยของเสี่ยวหงแซ่โจวชื่อว่าโจวจวี่
โจวจวี่มองปราดเข้าไปเห็นซูอี้เชินนั่งอยู่ด้านใน ท่ามกลางวงล้อมของญาติมิตรที่คอยรินน้ำชาและชวนคุยอย่างให้เกียรติ
ก่อนจะก้าวเข้าบ้าน สายตาของเขาเหลือบไปเห็นรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน ข้างบ้านของเสี่ยวหง หากไม่สังเกตให้ดี ก็แทบมองไม่เห็นรถคันนั้นเลย
นั่นคือรถหรูมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้าน!
โจวจวี่แทบไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นรถของซูอี้เชิน เขาเขม่นด้วยความอิจฉา รถราคาแพงขนาดนั้นกลับจอดทิ้งไว้กลางทุ่งหญ้าอย่างไม่แยแส ส่วนรถของเขาเองราคาเพียงสองแสนยังหวงแทบแย่ ต้องไปฝากจอดในลานบ้านเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามด้วยซ้ำ
โจวจวี่ยิ้มร่าด้วยความกระตือรือร้นพลางเดินไปนั่งเบียดข้างหมอหนุ่ม เขาฉวยกาน้ำชามาเทใส่ถ้วยให้พร้อมเอ่ยถามด้วยท่าทีตีสนิท “คุณหมอซู รถคันนั้นของคุณใช่ไหมครับ?”
เมื่อเห็นซูอี้เชินพยักหน้า เขาก็โพล่งต่อทันที “โอ้โห รถหรูเชียวนะนั่น คงราคาล้านกว่าใช่มั้ย? พวกหมอนี่รวยกันจริง ๆ เลยนะเนี่ย”
ซูอี้เชินนิ่งเงียบ รถคันนี้แน่นอนว่าไม่ได้ซื้อด้วยเงินเดือนเขา
เงินเดือนโรงพยาบาลรัฐแค่นั้น…ยังไม่พอค่าน็อตล้อรถสักตัว
ในฐานะหัวหน้าตระกูลซูกรุ๊ป ซูอีเฉินมักดูแลน้องชายทุกคนเป็นอย่างดี รถคันนี้จึงเป็นของขวัญวันเกิดที่มอบให้กัน ส่วนการเป็นแพทย์นั้นเป็นเพียงความหลงใหลและความรับผิดชอบส่วนตัวของเขาเท่านั้น
แน่นอนว่าจึงไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายเรื่องเหล่านี้ให้โจวจวี่ฟัง
ทว่าโจวจวี่กลับเอนตัวเข้ามากระซิบกระซาบด้วยท่าทางมีเล่ห์นัย “คุณหมอซู อาชีพของคุณยังมีรายได้พิเศษอีกเยอะใช่มั้ย? ฉันได้ยินมาว่าทำผ่าตัดทีนึง ญาติต้องยัดซองแดงใหญ่ๆ ให้… บอกฉันหน่อยสิ ซองใหญ่สุดได้เท่าไหร่?”
เขาแสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็นออกนอกหน้า โดยไม่สนเลยว่าคำพูดของตัวเองเหมาะสมหรือไม่
ซูอี้เชินหยิบถ้วยชาขึ้นมาก่อนสาดชาที่โจวจวี่เทให้ทิ้งไปด้านข้าง เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันไม่เคยรับ คงตอบคำถามนี้ให้ไม่ได้!”
สีหน้าของหวงต้าฉวนเปลี่ยนไปในทันที ตลอดหนึ่งเดือนระหว่างนอนโรงพยาบาลในความดูแลของซูอี้เชิน ไม่มีใครรู้ซึ้งถึงจรรยาบรรณของเขาได้ดีไปกว่าหวงต้าฉวน
ซูอี้เชินไม่ใช่คนตามคำพูดเลยแม้แต่น้อย!
บรรดาญาติในตระกูลหวงต่างพากันส่ายหน้าพร้อมตำหนิโจวจวี่เรื่องพูดจาส่งเดช พี่สาวของเสี่ยวหงแอบเตะโจวจวี่หนึ่งทีแล้วด่าด้วยความโกรธ “พูดอะไรมั่วซั่วอยู่นั่น?!”
“แค่ล้อเล่น ๆ นะ พวกคุณอย่าจริงจัง ไม่สนุกเลย! ฉันแค่เห็นว่ารถของคุณหมอซูราคาล้าน ก็แค่สงสัยนิดหน่อยเอง!” โจวจวี่หัวเราะออกมาราวกับไม่สลด
พี่สาวของเสี่ยวหงรีบกุลีกุจอเข้ามาช่วยเก็บกวาดความเสียหายแทนสามี “คุณหมอซูอย่าถือสาเลยนะคะ สามีฉันก็แค่คนปากเสีย แต่เนื้อแท้แล้วเขาเป็นคนจิตใจดีนะคะ… ประมาณว่าปากร้ายแต่ใจดีน่ะค่ะ”
ซูอี้เชินไม่ได้คิดสนใจคำแก้ตัวนั้น ลำพังคำว่าปากร้ายใจดี หากนำมาใช้กับคนประเภทนี้ ก็นับเป็นการดูถูกผู้ที่มีนิสัยเช่นนั้นจริง ๆ เสียมากกว่า
จี้ฉางยืนกอดอกพลางเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “บางครั้งนะ… คนที่ปากแย่ ก็มักมีใจที่บิดเบี้ยวตามไปด้วยนั่นแหละ”
เขายืนจ้องเขม็งไปยังปีศาจร้ายเหนือศีรษะของโจวจวี่ ซึ่งมันเองก็จ้องตอบกลับมาด้วยแววตาหวั่นวิตก ก่อนพบว่าบัดนี้ตนเองถูกพันธนาการจนไม่อาจหลบหนีไปไหนได้อีก!
“คุณลุงคะ คุณไม่เคยเห็นโลกกว้างใช่ไหม” ซู่เป่าแทะเมล็ดแตงโมดังกรุบกรับแล้วส่ายหัวน้อย ๆ
ทุกคนต่างพากันชะงักงันไปตามกัน โจวจวี่รู้สึกไม่สบายใจนักแต่ยังฝืนยิ้มแฉ่ง “พูดอะไรนั่น ลุงเดินทางมาแล้วทั่วทุกสารทิศ เห็นมามากเลย!”
ในใจเขายังค่อนขอดว่าหมอปกติไม่มีเงินซื้อรถหรูราคาล้าน ซูอี้เชินต้องรับซองมาแน่ ๆ ‘หมอเก๊หน้าซื่อใจคดแบบนี้เขาเห็นมาเยอะแล้ว!’
ซู่เป่าลอบถอนหายใจออกมา “ถ้าเป็นแบบนั้น ลุงก็คงยังไม่เคยเห็นโลกที่กว้างใหญ่กว่านี้สินะคะ พี่ชายหนูเคยบอกว่ามันเรียกว่าอะไรนะ… อ้อ…กบมองฟ้าใช่ไหมคะ?”
“เรียกว่ากบในกะลาครับหลาน” ซูอี้เชินช่วยแก้ไข
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงัก “ลุงนั่นแหละที่เขาเรียกว่าพวกกบในกะลา! ใครบอกลุงกัน ว่ารถของคุณลุงต้องใช้เงินตัวเองซื้อ คนอื่นให้ไม่ได้หรือไงคะ?”
ใครกันจะใจป้ำยกรถราคาล้านให้เป็นของขวัญ?
นึกว่าเงินล้านเป็นแค่กระดาษกันหรือไง!
โจวจวี่หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
หลังจากนั้นเขาก็แสดงสีหน้าราวกับเพิ่งเข้าใจเรื่องราว ดวงตาพลันเผยแววหยาบโลนลามกออกมาทันที
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว! ที่แท้คุณหมอซูก็มีแฟนสาวสายเปย์นี่เอง นับถือจริง ๆ! แต่ก็นะ… คุณหมอซูหน้าตาขาวสะอาดหล่อเหลาขนาดนี้ ใครเห็นก็อยากเลี้ยงดูเป็นธรรมดา!”
“…” ซูอี้เชินถึงกับนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง มุมปากของเขากระตุกขณะจ้องมองโจวจวี่ด้วยสายตาว่างเปล่า
‘นี่เขากำลังถูกตราหน้าว่าเป็นพวกแมงดาเกาะผู้หญิงกินเหรอ?’
“…” ซู่เป่าเองก็หยุดแทะเมล็ดแตงโมในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมอง …ลุงคนนี้สมองมีปัญหาหรือเปล่านะ?
“เฮ้อ… บอกว่าเป็นกบในกะลา ลุงก็เป็นกบจริง ๆ ด้วย ไม่รู้อะไรกับเขาบ้างเลย…” เด็กน้อยบ่นพึมพำออกมาอย่างระอา
“ฉันไม่มีแฟน” ซูอี้เชินเอ่ยเสียงเย็น
“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ… ลูกผู้ชายด้วยกันย่อมมองออก!” โจวจวี่ยิ้มแฉ่งแล้วขยิบตารู้ทัน
ซู่เป่าหมดความอดทนอีกต่อไป แม้ยังไม่เข้าใจความหมายแฝงทั้งหมด ทว่าท่าทางเหล่านั้นกลับทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย ราวกับว่าลุงเล็กของเธอไปทำเรื่องน่าอับอายขายหน้ามาอย่างนั้นแหละ
“รถคันนี้ลุงใหญ่เป็นคนซื้อให้ลุงเล็กต่างหากค่ะ!” เด็กน้อยตะโกนเสียงดัง “ลุงรู้จักลุงใหญ่ของหนูไหม?”
“ลุงใหญ่ของหนูรวยมาก บ้านหนูทั้งหลังลุงใหญ่ก็เป็นคนเลี้ยงดู แถมยังเก่งสุด ๆ ไปเลยด้วย รถแบบนี้ลุงใหญ่จะให้ทีเดียวสิบคันก็ยังได้ ลุงน่ะ… ตกยุคแล้ว!”
โจวจวี่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
‘พูดมาได้ รถคันละล้านแต่จะให้ทีเดียวสิบคัน ต่อให้รวยล้นฟ้าก็ไม่มีใครเขาทำแบบนั้นกันหรอก!’
“ลุงไม่เชื่อหรอก! เว้นแต่หนูจะเปิดยอดเงินในบัญชีให้ลุงดูเป็นขวัญตา” เขาหัวเราะร่วนพลางแกล้งเย้าซู่เป่าอย่างนึกสนุก
ซู่เป่าคว้าโทรศัพท์เด็กเล่นของตัวเองออกมาทันควัน
ซูอี้เชินพยายามห้ามด้วยความขบขัน “ซู่เป่าไม่ต้องหรอก”
“ไม่ได้ค่ะ ต้องให้เขาดู ลุงเล็กของหนูจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!” ซู่เป่าส่ายหัว
ซูอี้เชินใจหายวูบ ก่อนเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอบอุ่นวาบขึ้นมาในหัวใจทันที เจ้าตัวน้อยนับวันยิ่งรู้จักคำศัพท์มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นึกเลยว่าจะเอาประโยคฮิตที่แสดงถึงความปกป้องหวงแหนมาใช้กับเขาแบบนี้
คุณหมอหนุ่มแทบหลั่งน้ำตาแห่งความภาคภูมิใจราวกับพ่อที่เห็นลูกสาวเติบโต จึงปล่อยเลยตามเลยไม่ขัดขวางหลานสาวอีก
‘แค่เงินไม่กี่ล้าน… คงไม่นับว่าเป็นการอวดรวยหรอกมั้ง’
ซู่เป่าจัดการกดเปิดหน้าจอโทรศัพท์รุ่นพิเศษสีชมพูอ่อนของเธอขึ้นมา แม้ขนาดจิ๋วดูละม้ายคล้ายกับของเล่นเด็ก แต่ภายในกลับถูกปรับแต่งมาอย่างดี พร้อมติดตั้งแอปพลิเคชันวีแชทไว้ใช้สำหรับติดต่อกับบรรดาลุง ๆ ในตระกูลซูโดยเฉพาะ
โจวจวี่ยังคงแซวไม่เลิกว่าเป็นโทรศัพท์ปลอมบ้าง เดี๋ยวแบตเตอรี่จะกระเด็นออกมาบ้าง แต่พอซู่เป่ายกหน้าจอขึ้นจ่อตาเขา “ดูสิคะ!”
ชายวัยกลางคนรับโทรศัพท์เครื่องจิ๋วมาถือไว้ แต่พอกวาดสายตาไปเห็นตัวเลขยอดเงินในบัญชี…
หลายล้าน?
“ฮ่า ๆ ๆ ทำเลียนแบบได้เหมือนเลยนะเนี่ย ของเล่นเด็กสมัยนี้สมจริงขนาดนี้เชียวรึ?”
โจวจวี่พลิกสำรวจตัวเครื่องด้านหลังด้วยความคึกคะนอง หมายจะหาจุดจับผิด เพียงครู่เดียวเขากลับต้องยืนตัวแข็งทื่อเป็นหิน… นี่มันโทรศัพท์ของจริงนี่นา?
โลโก้ที่ปรากฏอยู่ช่างดูคุ้นตาพิกลจนชวนให้ใจหาย โจวจวี่เริ่มรู้สึกมึนงงจนหัวหมุน เขาจึงรีบเพ่งมองตัวเลขยอดเงินของซู่เป่าอีกรอบ พลางกดย้อนกลับด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา ครั้นพอหน้าจอตัดกลับมายังหน้าแชท ก็ประจวบเหมาะกับที่มีข้อความเสียงจากคุณยายส่งเข้ามาพอดี
โจวจวี่ก้มหน้ากดเปิดฟังตามสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็น
“กดดูข้อความคนอื่นไม่สุภาพนะคะ ลุงโตขนาดนี้แล้ว แม่ไม่เคยสอนเหรอคะ?” ซู่เป่าคว้าโทรศัพท์คืนมาทันทีแล้วตำหนิ
เด็กตัวแค่นี้ มียอดเงินในบัญชีหลายล้าน?
“ไปเอาเงินเยอะแยะขนาดนี้มาจากไหน?” โจวจวี่ถามพร้อมกับแอบถ่ายรูปโทรศัพท์ของซู่เป่าเพื่อนำไปค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตทันที…
พอกดค้นหาจนเห็นผลลัพธ์ เขาแทบอ้าปากค้างจนกรามค้าง โทรศัพท์ที่ดูเหมือนของเล่นในมือซู่เป่านั้น แท้จริงแล้วเป็นรุ่นหรูมีราคาสูงเกินหนึ่งล้าน!
โจวจวี่ยืนงงแข็งทื่อเป็นหิน
ซู่เป่าพูดต่อว่าเงินพวกนี้เป็นของขวัญจากพี่ ๆ เวลาเอาใจเธอ
รถคันละล้าน โทรศัพท์เครื่องละล้าน แม้แต่เด็กคนเดียวยังมีเงินเก็บหลายล้าน…
โจวจวี่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจนแทบเป็นลม
ให้ตายเถอะ พวกคนรวยนี่มันไม่ใช่คนปกติกันแล้ว!
เด็กตัวแค่นี้จะมีเงินหลายล้านไปทำไม เด็กจะไปรู้อะไร ทำไมเงินพวกนี้ถึงไม่ใช่ของเขากันนะ!