ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 352 จับปีศาจปากร้าย
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 352 จับปีศาจปากร้าย
สุดท้ายแล้ว ช่องว่างระหว่างพวกเขาก็กว้างขวางเกินกว่าจะหยั่งถึง หรือหากอยากกล่าวให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ มีกำแพงแห่งชนชั้น ขนาดมหึมาคั่นกลางอยู่
โจวจวี่ไม่รู้เลยว่ามหาเศรษฐีแห่งตระกูลซูนั้นมีอิทธิพลเพียงใด เปรียบเสมือนว่าหากถามคนทั่วไปในตอนนี้ว่าใครคือผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจของประเทศ กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ย่อมส่ายหน้าไม่รู้จัก นับประสาอะไรกับคนอย่างเขา
คนที่วัน ๆ เอาแต่จดจ่ออยู่กับหน้าจอมือถือ ดูสาวเต้นโชว์ในโลกโซเชียล ย่อมไม่มีวันทลายกำแพงข้อมูลที่ปิดกั้นตนเองออกมาได้ แล้วจะไปรู้อะไรดีชั่วกับใครได้?
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือไปด้วยความริษยา “แหม รวยจริง ๆ นะเนี่ย เป็นคุณหนูผู้ดีนี่เอง มาเหยียบถิ่นคนจนแบบพวกเรา คงรู้สึกขยะแขยงน่าดูเลยล่ะสิ”
พูดจบเขาก็หันไปตะคอกใส่หวงต้าฉวนทันควัน “เฮ้ย ลุงห้า ยังนั่งทำอะไรอยู่ล่ะ รีบไปเอาชาที่ดีที่สุดของบ้านออกมาสิ!”
โจวจวี่คว้าจอกชาบนโต๊ะขึ้นมาพลางทำหน้าขยะแขยง “ชานี่ไปหาซื้อมาจากไหนกัน มองแวบเดียวก็รู้ว่าราคาไม่กี่สิบหยวน ยังเอามาให้คุณหนูเขาดื่มได้อย่างไร ไม่แปลกเลยที่คุณหมอเขาเพิ่งจะสาดทิ้งไปเมื่อกี้”
“……”
ที่คุณลุงเล็กสาดทิ้ง ก็เพราะไม่อยากดื่มชาที่คนนิสัยไม่ดีรินให้ต่างหากล่ะ!
เจ้าตัวน้อยเม้มปากแน่นแล้วกระซิบแผ่วเบา “อาจารย์คะ ลุงคนนี้น่ารำคาญจังเลยค่ะ”
จี้ฉางแค่นยิ้มเย็น “ก็ใช่น่ะสิ สักวันคงโดนซ้อมตายเข้าสักวัน”
ซู่เป่าพยักหน้าเห็นด้วย เห็นด้วยแบบจริง ๆ!
หวงต้าฉวนเริ่มทำตัวไม่ถูก ยามเอ่ยชวนซูอี้เชินมาทานข้าว เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าคุณหมอหนุ่มคนนี้จะมีภูมิหลังร่ำรวยมหาศาลขนาดนี้!
“คุณหมอซู รอเดี๋ยวนะครับ ผมจะไปเปลี่ยนใบชาใหม่มาให้เดี๋ยวนี้…”
ซูอี้เชินเอื้อมมือไปแตะแขนรั้งเขาไว้ ก่อนระบายยิ้มอ่อนโยน “ไม่ต้องลำบากหรอกครับ ชานี้รสชาติดีทีเดียว ผมแค่ไม่นิยมดื่มชาที่สุนัขเป็นคนรินให้ก็เท่านั้นเอง”
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศรอบโต๊ะพลันเงียบสงัด ทุกคนต่างทำตัวไม่ถูกด้วยความกระดากอาย ทว่าท่ามกลางความอึดอัดนั้น กลับมีความรู้สึกสะใจลึก ๆ ซ่อนอยู่
เพราะเป็นญาติสนิท ปกติแล้วพวกเขาจึงไม่กล้าตอกหน้าโจวจวี่ตรง ๆ เช่นนี้
ซูอี้เชินลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยกับหลานสาว “ไปกันเถอะซู่เป่า เราไปดูสิว่าพอมีอะไรให้ช่วยในครัวได้บ้าง”
บรรดาญาติ ๆ ต่างพากันโบกมือปฏิเสธพัลวัน ซูอี้เชินไม่อยากนั่งทนรับอารมณ์บูดเบี้ยวอยู่ตรงนั้นอีก จึงบอกว่าจะพาซู่เป่าออกไปเดินเล่นรอบ ๆ แทน
เมื่อซูอี้เชินพ้นระยะไป ทุกคนก็พากันรุมกระหน่ำใส่โจวจวี่ทันที “โจวจวี่ แกเป็นบ้าไปแล้วหรือไง? มีที่ไหนเขาพูดจาแขวะแขกแบบนั้นบ้าง!”
“ปกติจะปากเสียหาเรื่องคนไปทั่วพวกเราก็ยังพอทน แต่เขาเป็นแขกบ้านเรา แกพูดแบบนั้นมันดูถูกกันชัด ๆ!”
“น่าให้เมียแกเอาด้ายมาเย็บปากแกให้รูดสนิทไปเลยจริง ๆ!”
หวงต้าฉวนสีหน้าเคร่งขรึมก่อนตวาดดุอยู่นานร่วมครึ่งชั่วโมง จนโจวจวี่ทนรับแรงกดดันไม่ไหว จำต้องสะบัดหน้าหนีบอกว่าจะออกไปเดินเล่น แล้วแอบหลบฉากออกมา
ซูอี้เชินพาซู่เป่าเดินทอดน่องอยู่ในทุ่งหญ้ารกร้างหลังบ้าน เด็กน้อยก้ม ๆ เงย ๆ เก็บก้อนหินมาเรียงซ้อนกันเล่นอย่างเพลิดเพลิน
ทันใดนั้น พงหญ้าด้านหน้าก็ไหวสั่น แมวลายเสือตัวหนึ่งโผล่หัวออกมาจ้องมองซู่เป่าด้วยความระแวดระวัง ก่อนส่งเสียง “เมี้ยว” แผ่วเบา
“คุณลุงขา มีน้องแมวด้วย!” ซู่เป่าตาเป็นประกาย
“ซู่เป่าชอบแมวไหม?” ซูอี้เชินยิ้มขณะย่อตัวลงถาม
หลานสาวพยักหน้าหงึกหงัก “ชอบค่ะ! ชอบที่สุดเลย!”
“งั้นให้ลุงเล็กซื้อไปเลี้ยงที่บ้านสักตัวไหม?”
ซู่เป่ากลับส่ายหน้าปฏิเสธรัว ๆ “ไม่เอาดีกว่าค่ะ แมวชอบล่าพวกนกตัวจิ๋ว หนูกลัวว่าเสี่ยวอู่จะถูกไล่จนขวัญเสียเอา”
ซูอี้เชินสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนและจิตใจละเอียดอ่อนของหลานสาวตัวน้อย ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งพลันเอ่อล้นขึ้นมาในใจของเขา
ทว่าจู่ ๆ แมวลายเสือตัวนั้นกลับขนลุกพองฟูขึ้นมาทันควัน มันส่งเสียงขู่ฮึดฮัดในลำคอด้วยความตื่นตระหนก ก่อนกระโจนหายลับเข้าไปในดงหญ้าอย่างรวดเร็ว
ซู่เป่าเหลียวหลังกลับไปมอง จึงเห็นโจวจวี่ยืนอยู่ด้านหลังพวกเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้
เมื่อเห็นเด็กน้อยจ้องมอง โจวจวี่ก็แสร้งปั้นยิ้ม “โอ้โห คุณหนูคนเก่งมานั่งเล่นก้อนหินอยู่นี่เองหรือ มันสกปรกนะ! ให้ลุงพาไปวิ่งเล่นริมแม่น้ำดีกว่าไหม?”
โจวจวี่ยิ้มด้วยท่าทางประหลาดชวนขนลุก ซู่เป่าปฏิเสธโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “ไม่ไปค่ะ!”
โจวจวี่รู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจลึก ๆ และเริ่มนึกเสียดายขึ้นมาบ้าง
ในตอนแรกเขาหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายจะรวยล้นฟ้าขนาดนี้ หากรู้เร็วกว่านี้ เขาคงไม่มัวแต่พูดจาแดกดัน แต่คงรีบเข้าไปประจบสอพลอเพื่อหาคอนเนกชันใหญ่โตไว้ประดับบารมีแล้ว
แต่ในเมื่อทำให้เขาโกรธไปแล้วก็ช่างมันเถอะ ทว่าพอนึกถึงตัวเลขเงินในบัญชีหลายล้านของซู่เป่า…
ใจเขามันก็รู้สึกรุ่มร้อนอย่างอิจฉาจนไม่อาจยอมรับความจริงได้
จี้ฉางจ้องเขม็งไปยังปีศาจร้ายซึ่งเกาะกินอยู่บนหัวของโจวจวี่ พลางแค่นหัวเราะเสียงเย็น “ซู่เป่าน้อย มีงานให้ทำแล้ว… จับเจ้าผีร้ายนี่ซะ!”
ซู่เป่ากุมก้อนหินในมือไว้แน จ้องเขม็งไปยังโจวจวี่
จับ! ต้องจับมันให้ได้!
ปีศาจร้ายถูกจี้ฉางและซู่เป่า จ้องไม่วางตาจนมันรู้สึกขนลุกชันไปทั่วร่าง
ทำไมมันถึงรู้สึกราวกับกำลังถูกเจ้าแห่งปรโลกจับจ้องอยู่เช่นนี้!
“รีบไปจากที่นี่เร็วเข้า!” ปีศาจร้ายแผดเสียงบงการโจวจวี่ พยายามบังคับให้เขาออกไปจากตรงนั้นโดยไว
โจวจวี่มึนงงไปชั่วขณะ แต่เขายังคงไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน ปากยังคงพล่ามต่อไปตามอำเภอใจด้วยความสะใจ “เฮ้ คุณหนูคิดจะเมินพวกเรางั้นหรือ?”
“ก็เอาเถอะ พวกเรามันก็แค่คนธรรมดาสามัญ ถูกมองข้ามก็นับเป็นเรื่องปกติ แต่อาห้าของผมนี่สิช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย จริง ๆ ตอนนี้ควรพาไปเลี้ยงรับรองในโรงแรมหรู ๆ ถึงจะถูก”
“อาหารบ้าน ๆ พวกนี้มันรสชาติไม่ได้ความ เหมาะแค่เอาไปโยนให้หมูกินเท่านั้นแหละ…”
ช่างเหลือเชื่อนัก แม้แต่ผีปากเสียที่สิงสู่อยู่ยังพยายามหนีตาย แต่ฝีปากของโจวจวี่กลับยังคงพ่นวาจาร้ายกาจออกมาได้ไม่หยุดหย่อน
ฉับพลันนั้น ซู่เป่าก็เหวี่ยงก้อนหินในมือออกไปสุดแรงเกิด!
ปึก!
ก้อนหินพุ่งเข้ากระแทกปากของโจวจวี่ด้วยความแม่นยำ เสียงกระดูกกระทบกันดังเปาะ! เลือดสีสดพุ่งซึมออกมาจากริมฝีปาก พร้อมกับฟันหน้าซี่หนึ่งหลุดร่วงลงพื้น
โจวจวี่ร้องลั่น เขารีบตะปบมือปิดปากแน่น น้ำตาไหลพรากออกมาเพราะความเจ็บปวดแล่นพล่านทั่วปาก
“จัดการเลยซู่เป่า!” จี้ฉางสำทับทันที
เด็กน้อยเปลี่ยนโหมดเป็นดุดันน่าเกรงขาม เธอส่งเสียงคำรามในลำคอแล้วพุ่งทะยานออกไป!
“!!!”