ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 353 พี่สาวใหญ่แห่งวงการ
บทที่ 353 พี่สาวใหญ่แห่งวงการ
เมื่อเห็นซู่เป่าพุ่งเข้ามา โจวจวี่รีบยกมือขึ้นตะปบปิดปากตามสัญชาตญาณ ก่อนสับเท้าหนีสุดชีวิต
ปีศาจปากเสียที่เกาะอยู่บนหัวแผดเสียงด่าลั่น “เมื่อกี้สั่งให้หนี ทำไมไม่หนี! ตอนนี้จะวิ่ง มันจะไปทันอะไร!”
พูดไม่ทันขาดคำ ก้อนดินก็ถูกเหวี่ยงมากระแทกเข้าศีรษะมันดัง ป๊าก!
“อย่าหนีนะ!” ซู่เป่าทำหน้าขึงขังดูน่าเกรงขาม มือคว้าก้อนดินอีกก้อนขึ้นมาเตรียมพร้อม
เด็กน้อยรู้ดีว่าหากขว้างก้อนหินอาจทำให้คนบาดเจ็บสาหัสได้ ทว่าบนพื้นแห่งนี้กลับหาดินได้ยาก มีเพียงดงหญ้าและกรวดหินประปราย
เมื่อหาดินไม่เจอ ซู่เป่าที่ขาสั้นกว่าก็เริ่มวิ่งตามไม่ทัน
ทันใดนั้น เงาสายหนึ่งแล่นผ่านมาอย่างรวดเร็ว ซู่เป่าไม่เสียเวลาคิด เธอคว้าตัวแมวลายที่วิ่งผ่านหน้าพอดีแล้วเหวี่ยงออกไปราวกับอาวุธติดมือ!
“เมี๊ยว?” เจ้าแมวลายฝันไม่ถึงเลยว่า แค่แวะผ่านมาจะทำให้ถูกหยิบไปใช้เป็นอาวุธขว้างปาเสียอย่างนั้น!
มันหมุนตัวกลางอากาศด้วยความคล่องแคล่ว ก่อนใช้เท้าหน้าเหยียบลงบนหัวของโจวจวี่เต็มแรง เล็บแหลมคมขูดเกือบจะแล่ผิวหนังศีรษะเขาออกมาได้ จากนั้นจึงอาศัยแรงส่งกระโดดหนีหายวับไปในพริบตา
“โอ๊ย”
“โอ๊ยโอ๊ย” ทั้งโจวจวี่และปีศาจปากเสียต่างร้องออกกมาเป็นจังหวะเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ก้อนดินปาไม่ถึงผีที่สิงอยู่ แต่เล็บของแมวกลับข่วนโดนผีเข้าเต็ม ๆ
ปีศาจปากเสียถูกกระชากหนังออกมาเล็กน้อยถึงกับเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตหลังความตายของตัวเอง
“หยุดนะ! ถ้าไม่หยุดหนูขว้างจริง ๆ ด้วย!” ซู่เป่ากำครึ่งก้อนอิฐไว้ในมือพลางตะโกนก้อง
โจวจวี่ไม่กล้าก้าวเท้าหนีอีกต่อไป เขารีบหันหลังกลับมาพลางละล่ำละลักอ้อนวอน “ยอมแล้ว… คุณหนูน้อย คุณหนูใหญ่! อย่าขว้างมานะ ผมยอมแพ้แล้วจริง ๆ!”
ซู่เป่าวิ่งเข้าไปใกล้ก่อนเอามือเท้าเอวตีหน้ายักษ์ใส่ “ฮึ! ใครใช้ให้ลุงมาพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับลุงเล็กของหนู ฟันหน้ามันก็ต้องถูกถอนออกแบบนี้แหละ!”
“ใช่ครับ ๆ ผมมันปากเสียเองครับ”
“มือซ้ายจับหูขวา มือขวาจับหูซ้าย แล้วนั่งลงเดี๋ยวนี้!” ซู่เป่าเชิดหน้าขึ้น ใบหน้าจิ้มลิ้มเรียบเฉยเย็นชา
โจวจวี่มองดูก้อนอิฐในมือเด็กหญิง… แล้วก็ยอมจำนนนั่งยองลงแต่โดยดี
ซูอี้เชินถึงกับอ้าปากค้าง
เขามองดูหลานสาวตัวน้อยยืนท้าวสะเอวตวาดผู้ใหญ่ด้วยความงุนงน…
‘นี่หลานสาวผู้น่ารักของเขาหายไปไหนแล้ว?!’
‘คนตรงหน้านี้… ใช่หลานสาวตัวน้อยที่เพียงแค่ทำเสียงออดอ้อนก็ละลายหัวใจคนได้คนเดิมจริง ๆ หรือ?!’
“ซู่เป่า…” ซูอี้เชินค่อย ๆ เดินเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง “ลุงเล็กจะมาช่วยหนู…”
“ไม่ต้องค่ะลุงเล็ก ไปนั่งรอก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูจัดการเองค่ะ” ซู่เป่าโบกมือห้าม
“คุณหมอซู อย่าทิ้งผมไปนะ!” โจวจวี่ซึ่งนั่งยองอยู่บนพื้นร้องเสียงหลง หนุ่มวัยกลางคนแทบจะถลาเข้าไปเกาะแข้งเกาะขาไว้เลยทีเดียว
ไม่รู้ทำไม เดิมทีเขาเป็นห่วงซู่เป่า ตอนนี้เขากลับเริ่มรู้สึกสงสารโจวจวี่ขึ้นมาตะหงิด ๆ
หลังจากความคิดนั้นผุดขึ้น ซู่เป่าก็พุ่งเข้าไปหาโจวจวี่อีกครั้งพร้อมเสียงตะโกน “รวดเดียวจบ!”
“ถูกต้อง แบบนั้นแหละ รวดเดียวจบ!” จี้ฉางยืนให้คำแนะนำวิธีอยู่ข้างกาย
“กระชากไอ้ผีปากบาปนั่นออกมา!”
“แล้วจัดการมันซะ!”
ซู่เป่าคว้าคอวิญญาณร้ายไว้ก่อนออกแรงดึงไปด้านหลังอย่างสุดกำลัง ราวกับกำลังออกแรงถอนหัวไชเท้าออกจากดิน
ปีศาจตนนั้นดิ้นรนสุดชีวิต มันไม่ยอมจากไป เพราะรู้สึกสังหรณ์ใจว่าหากหลุดจากร่างนี้ไป ทุกอย่างที่เป็นของมัน คงถึงกาลอวสานจริง ๆ!
“ช่วยด้วย…”ปีศาจร้ายทั้งตกใจทั้งขวัญผวา แต่ทันใดนั้นมันก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า
‘เฮ้… ไม่ถูกต้องนะ ฉันเป็นถึงผีร้ายเชียวนะ…จะไปกลัวเด็กตัวเล็ก ๆ แค่คนเดียวได้อย่างไร!’
เมื่อนึกได้ว่าตนเองพอมีฤทธิ์เดชอยู่บ้าง มันจึงปลดปล่อยพลังอัปมงคลเข้าใส่ซู่เป่าหวังข่มขวัญ คลื่นพลังสีดำทึมทะยานเข้าหาพร้อมแยกเขี้ยวอ้าปากกว้างหมายกลืนกินเด็กน้อยให้สิ้นซาก!
ซูอี้เชินเห็นซู่เป่าทำท่าเหมือนกำลังกระชากผมของโจวจวี่อยู่ จึงรีบเข้าไปห้ามปราม แต่แล้วเขากลับต้องหยุดชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน
เขามองเห็นชัดเจนว่ามือเล็ก ๆ ของซู่เป่าไม่ได้สัมผัสเส้นผมของโจวจวี่เลยแม้แต่น้อย
แต่กลับคว้าจับ… อากาศธาตุ?!
ไม่ใช่สิ… เธอกำลังกำก้อนอิฐครึ่งก้อนไว้แน่น แม้ท่าทางดูวุ่นวายพัลวัน แต่ดูเหมือนหลานสาวจะลืมทิ้งอาวุธในมือไปเสียสนิท
ลุงเล็กถึงกับตะลึงงันยืนตัวแข็งอยู่กับที่
ซู่เป่าปะทะกับผีปากร้ายไปได้สองสามกระบวนท่า หากไม่ติดว่ามันยังเกาะติดอยู่บนหัวของโจวจวี่ เธอคงเรียกค้อนยักษ์ออกมาทุบให้แหลกคามือไปแล้ว
จี้ฉางถึงกับอ้าปากค้าง เขาเพิ่งปลีกตัวไปเพียงครู่เดียว ทว่าพลังของเด็กน้อยคนนี้กลับพุ่งทะยานราวกับติดจรวด
นี่มัน…
เขาปรายตามองวิญญาณปากร้ายซึ่งดิ้นรนสุดชีวิตแล้วพึมพำ “…ไม่รู้จักประมาณตนเอาเสียเลย”
“หึ~ไม่รู้จักประมาณตัวเอง!” ซู่เป่ารีบสำทับตามทันที มือไม้อันสับสนวุ่นวายของเด็กน้อยกวัดแกว่งไปมา
แผ่นหยกวงกลมบินออกไป ตาข่ายดักวิญญาณปลิวว่อน… และสิ่งของรูปร่างกลมมนเหมือนซาลาเปาก็บินหวือออกไปเช่นกัน!
บางอย่างกระแทกลงกลางหน้าวิญญาณปากร้ายจนใบหน้าของมันบุบยุบเป็นหลุมลึก
“…”
นี่มัน…อาวุธชนิดใหม่ที่ซู่เป่าเนรมิตขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
จี้ฉางมองซาลาเปาสีเหลืองนวลนั้นด้วยความกังขา รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นจากไหนสักแห่ง
ปีศาจปากร้ายถูกทุบจนน่วมหมดเรี่ยวแรงขัดขืน ซู่เป่าจึงสบโอกาสออกแรง “ฮึ่ย!” กระชากมันออกมา
แต่เธอดันพลาดท่าดึงผมของโจวจวี่ติดออกมาด้วยหย่อมหนึ่ง…
ตลอดเวลาที่ซู่เป่าปะทะกับปีศาจร้าย สมองของโจวจวี่มึนเบลอจนร่างกายดูโง่งมราวกับคนสติไม่สมประกอบ เขาอ้าปากที่ไร้ฟันหน้าค้างไว้พลางน้ำลายไหลย้อย
จนกระทั่งถูกกระชากผมออกไปเป็นกระจุก ความเจ็บปวดจึงแล่นปลาบขึ้นมาทันทีทำให้เขาสะดุ้งโหยงตื่นจากภวังค์!
เขาตกใจสุดขีดจนทรุดลงกับพื้นพลางตะเกียกตะกายถอยหนี “คุณ… คุณ คุณจะทำอะไรผม…”
“ไม่ต้องกลัวนะคะ หนูไม่ตีหรอก” ซู่เป่าฉีกยิ้มกว้าง เผยรอยยิ้มบริสุทธิ์ใสซื่อ
โจวจวี่ไม่เชื่อหูตัวเอง เขากลิ้งตัวลุกขึ้นวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงพร้อมส่งเสียงร้องลั่น
ซู่เป่าชูวิญญาณปากร้ายขึ้นมาพลางยืนงงเป็นไก่ตาแตก โดยไม่ทันสังเกตว่ามืออีกข้างยังถือเศษอิฐค้างไว้อยู่เลย…
“แปลกจังเลยค่ะ” ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยความสงสัย เธอพึมพำกับตัวเอง
จี้ฉางมุมปากกระตุกไม่หยุด ก็โจวจวี่มองไม่เห็นผีนี่นา เขาเห็นแต่ภาพซู่เป่าถือก้อนอิฐเล็งหัวเขาไว้ ท่าทางเหมือนพร้อมฟาดลงมาทุกเมื่อ ถ้าไม่วิ่งหนีสิถึงจะแปลก!
เมื่อพันธนาการวิญญาณร้ายได้แล้ว ช่วงเวลาแห่งความสนุกก็เริ่มต้นขึ้น ซู่เป่าหยิบค้อนทองม่วงยักษ์ออกมา แล้วระบายโทสะใส่เจ้าผีร้ายโดยไม่ยั้งมือ
“แปดสิบ!”
ตามปกติแล้วคนทำงานหนักมักจะเปล่งเสียงให้จังหวะเพื่อเพิ่มแรง ทว่าซู่เป่ากลับติดนิสัยชอบตะโกนว่า “แปดสิบ” ตามความเคยชิน
“หยุดก่อน!”
“แปดสิบ!”
“ยอมแล้ว… ข้ายอมแพ้แล้ว!”
“แป… โทษทีนะคะ หยุดมือไม่ทันจริง ๆ”
ปีศาจปากเสียแทบไม่อยากเชื่อสายตา ว่าตนเองจะถูกสยบลงด้วยน้ำมือของเด็กหญิงตัวเปี๊ยกที่ดูเหมือนยังเดินเหินไม่มั่นคงเสียด้วยซ้ำ
นี่มันช่างไร้ตรรกะสิ้นดี…
ทว่าสิ่งน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า คือทางด้านหลังของเด็กสาวคนนี้ กลับมีวิญญาณร้ายอีกหลายตนปรากฏตัวออกมาจากที่ใดก็ไม่อาจทราบได้ พวกมันพากันนั่งล้อมวงแทะเมล็ดแตงโม จิบเครื่องดื่ม และรับชมการแสดงนองเลือดตรงหน้า
ปีศาจปากร้ายเห็นเช่นนั้นพลันรู้สึกเหมือนได้พบแสงสว่างกลางหุบเหว มันรีบร้องขอความเมตตาจากกลุ่มก้อนพลังงานเหล่านั้นทันควัน “พี่ ๆ ครับ! รุ่นพี่ครับ! ช่วยผมด้วย…”
ผีเจ้าชู้ชายตามองมาด้วยความเวทนา “จะให้ช่วยอะไรล่ะ? ช่วยให้ไปลงนรกไวขึ้นกว่าเดิมน่ะหรือ?”
ป้าหน้าเหวี่ยงนั่งเท้าคางแล้วบ่นอุบ “เฮ้อ… หน้าตาไม่หล่อเอาเสียเลย ในน้ำเต้าวิญญาณแห่งนี้จะมีหนุ่มรูปงามแวะเวียนมาบ้างไหมนะ”
“แกน่ะ รู้ไหมว่าพวกเราเป็นลูกน้องใคร?” ผีดวงซวยพูดตอกย้ำ
เมื่อผีทุกตนร่วมแสดงจุดยืนเรียบร้อยแล้ว ต่างก็พากันเดินเข้าไปรุมเหยียบย่ำซ้ำเติมอีกคนละหลายที
ปีศาจปากร้ายหน้าตาสับสนมึนงง
ซู่เป่านั่งยองอยู่บนพื้น ใช้เท้าเล็กเหยียบร่างวิญญาณร้ายไว้พลางข่มขวัญ “ฮึ ๆ บอกมาซะดี ๆ ว่าตายมายังไง!” ท่าทางดุดันของเด็กน้อย ประกอบกับกองทัพผีร้ายซึ่งยืนกอดอกเป็นฉากหลัง…
ไม่ว่ามองอย่างไร นี่ก็คือภาพลักษณ์ของ “พี่สาวใหญ่แห่งวงการ” ชัด ๆ!
“……”
ตอนนี้ฉันกลัวจนแทบสิ้นสติเลยล่ะ