ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 356 ไม่รู้จักสำนึกผิด น้ำเต้าอาคมจัดการแล้ว
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 356 ไม่รู้จักสำนึกผิด น้ำเต้าอาคมจัดการแล้ว
บทที่ 356 ไม่รู้จักสำนึกผิด น้ำเต้าอาคมจัดการแล้ว
หลังจากถูกลงทัณฑ์ไปหนึ่งยก ในที่สุดผีปากร้ายก็ยอมเปิดปากเล่าจุดจบของหญิงสาวคนนั้น “พอฆ่าฉันเสร็จ เธอก็ไปมอบตัวกับตำรวจ”
ระหว่างการสอบสวน เธอพรั่งพรูแรงจูงใจในการก่อเหตุ พร้อมระบายความอยุติธรรมทั้งหมดซึ่งต้องแบกรับมาตลอดหลายปี หญิงสาวไม่เคยคาดคิดเลยว่า วันแห่งการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ กลับกลายเป็นวันก้าวเข้าสู่กรงขัง
แม้สุดท้ายสังคมจะรับรู้ความจริงเรื่องการถูกใส่ร้าย ทว่ากลับไม่มีใครยอมออกมาขอโทษเธอเลยแม้แต่คนเดียว สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ คือคำตราหน้าใหม่ในฐานะฆาตกร
อดีตสามีเมื่อรู้ข่าวก็เพียงแต่เสียใจครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกโชคดีที่ตนไม่ได้ร่วมชีวิตกับผู้หญิง “ฆาตกรในอนาคต” คนนั้น
ในเมืองเล็ก ๆ แห่งนั้น บางคนถอนหายใจเห็นใจ แต่บางคนกลับค่อนขอดว่า หลายปีที่เธอไปอยู่ข้างนอก ใครจะรู้ว่าสิ่งที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่…
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนพูดจาใจดำว่า แค่โดนล้อเล่นถึงกับต้องฆ่าคนเชียวหรือ ผู้หญิงอารมณ์รุนแรงแบบนี้ต่อให้บริสุทธิ์แค่ไหนก็ไม่ควรแต่งงานด้วย
เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ปีศาจปากร้ายค่อย ๆ รับรู้มาทีละนิด หลังจากมันกลายเป็นผีร้ายแล้วออกตามหาหญิงสาวคนนั้น
“สุดท้ายเธอฆ่าตัวตายในคุกครับ” เฉินซ่งเล่าถึงตรงนี้ น้ำเสียงของมันมีทั้งความแค้นที่ไม่ได้ชำระด้วยมือตนเอง และยังมีความรู้สึกเจือปนว่า “เธอสมควรโดนแล้ว”
ผีเจ้าชู้สบถด่าออกมาคำหนึ่งพลางตวาดเกรี้ยวกราด “แกทำลายชีวิตเขาจนต้องตายไปแล้วนะ!! เขาไม่ได้ทำอะไรแกเลย แค่คำพูดพล่อย ๆ ของแกประโยคเดียวกลับทำให้เขาต้องจบชีวิตลง แกไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่นิดเดียวหรือไง!”
ปีศาจปากร้ายยังคงดื้อแพ่ง เขายังคิดว่าตนเองผิดที่ตรงไหนกัน?
“ตอนแรกฉันล้อเล่น ฉันยอมรับว่าผิด แต่หลังจากนั้นฉันก็ขอโทษแล้ว ยังโดนจับขังอีก!”
“ตอนเธอไปทำงานข้างนอก คนอื่นล้อเธอ ไม่ใช่ฉัน! เธอทำงานตั้งสองปี ช่วงนั้นฉันไม่ได้พูดอะไรเลย มันจะเกี่ยวกับฉันได้ยังไง!”
แน่นอนว่าต้องเป็นคนอื่นล้อเธอ เธอทนไม่ไหวเลยกลับมา แล้วเอาความแค้นมาลงที่เขา
เฉินซ่งกลับรู้สึกว่าตัวเองต่างหากที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม
จนถึงวินาทีนี้ ปีศาจปากร้ายก็ยังไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความผิดของตนเองเลย ยังคงมองว่าแม้เคยทำร้ายหญิงสาวคนนั้น แต่ก็ไม่ได้บังคับให้เธอไปตาย ดังนั้นการที่เธอมาฆ่าเขาย่อมเป็นสิ่งที่ผิดกว่าแน่นอน
ซู่เป่าโกรธมาก โกรธจนสั่นไปทั้งตัว
แม้เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเพียงมุกตลก แต่สำหรับเด็กน้อยแล้ว นี่คือสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้เด็ดขาด
ซู่เป่ายกน้ำเต้าขึ้นมา
“หนูจะให้น้ำเต้าอาคมกินคุณซะเลย!”
เมื่อสัมผัสถึงพลังกลืนกินอันน่าสะพรึงกลัว เฉินซ่งก็ขวัญหนีดีฝ่อ ขณะนั้นมันก็เข้าใจขึ้นมาว่า ผีเจ้าชู้และผีดวงซวยคงเคยถูกซู่เป่าสยบในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน แต่พวกเขากลับรอดพ้นจากการถูกทำลายมาได้
ก่อนหน้านี้เขายังดูแคลนวิญญาณร้ายตนอื่นที่ยอมลดตัวเป็นบริวารของเด็กน้อย ยามนี้กลับปรารถนาจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในนั้นใจจะขาด เขาจึงร้องขอชีวิตด้วยความลนลาน
“คุณหนูน้อย ท่านแม่หญิงใหญ่! เมตตาด้วยเถิด ปล่อยฉันไปได้ไหม? ต่อไปนี้ฉันจะรับใช้ทุกอย่างเลย จะให้ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น! อย่า…” ยังพูดไม่ทันจบร่างของเขาก็ถูกน้ำเต้าสูบเข้าไปเสียแล้ว
จี้ฉางมองดูซู่เป่าที่กำลังอารมณ์บูดบึ้ง เขายื่นมือไปลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเธอด้วยความจนใจ
ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะรับไหวแค่ไหน และจะสามารถมองโลกให้กว้างขึ้นได้หรือไม่
โลกมนุษย์นั้นมีร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม มีความชั่วช้าที่ไม่อาจให้อภัยรอให้เธอเผชิญอีกมากมาย…
หนทางเบื้องหน้ายังคงยาวไกลนัก…
“อาจารย์คะ ทำไมเขาถึงเป็นคนแบบนั้น? เขาเป็นคนทำร้ายคนอื่นจนตาย แต่กลับไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่นิดเดียว” ซู่เป่าจ้องมองน้ำเต้าในมือด้วยความขุ่นเคือง
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้?
คนชอบอ้างว่าแค่พูดเล่น ๆ ในหัวพวกเขาคิดอะไรอยู่กันแน่?
จี้ฉางเอ่ยปลอบใจ “คนบางประเภท เมื่อเห็นผู้อื่นมีสิ่งดี ๆ แต่ตนเองไม่มี ก็พยายามเอาเปรียบหรือทำลายอีกฝ่าย เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า”
ปีศาจปากร้ายตนนั้น บางทีอาจเห็นคนอื่นมีภรรยาสวย จึงอยากใช้คำพูดโสมมเปรอะเปื้อนใส่เธอเพื่อความสะใจ ราวกับว่าตนเองได้รับผลประโยชน์ขึ้นมาจริง ๆ
“คำว่าพูดเล่น แท้จริงแล้วเป็นเพียงข้ออ้างปกปิดจิตใจสกปรกโสมม บางคนวาจาเลวร้าย เพราะเนื้อแท้ข้างในมันเน่าเฟะมาตั้งแต่ต้นแล้ว”
จี้ฉางจูงมือซู่เป่าค่อย ๆ เดินไปตามเส้นทางอันยาวไกล เขาจะอยู่เคียงข้างเธอตลอดไป จนกว่าถึงวันที่เธอไม่ต้องการเขาอีก เมื่อนั้นภารกิจของเขาจึงจะเสร็จสิ้น…
บางครั้งเขาก็อยากให้เธอเติบโตแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็ว บางครั้งก็อยากให้เธอเติบโตช้าลงอีกหน่อย…
เมื่อเห็นซู่เป่าดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย ใบหน้าเล็ก ๆ ยังคงบึ้งตึงไม่เลิก ซูอี้เชินจึงคาดเดาว่าหลานสาวคงเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว เขาเลยอุ้มเธอขึ้นแนบอก
เมื่อซูอี้เชินอุ้มซู่เป่ากลับเข้ามาในบ้านของหวงต้าฉวน เด็กน้อยยังคงทำหน้ามุ่ยอยู่เช่นเดิม
โต๊ะอาหารจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว แม้จะมีเพียงสามสี่โต๊ะ แต่ล้วนเป็นญาติสนิททั้งสิ้น ซูอี้เชินและซู่เป่าจึงได้รับเชิญให้นั่งประจำโต๊ะหลักตามธรรมเนียม
เสี่ยวหงสังเกตเห็นสีหน้าไม่ดีของซู่เป่า จึงเอ่ยถามด้วยความเอ็นดู “หนูน้อยเป็นอะไรไปจ๊ะ? ทำไมถึงดูโกรธจัดขนาดนั้นล่ะ?”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ เมื่อกี้ออกไปวิ่งเล่นกับแมวข้างนอกแล้วมันดันวิ่งหนีไปน่ะ…” ซูอี้เชินยิ้มเจื่อนพร้อมกับแก้ต่างให้หลานสาว
“อ้อเรื่องนี้เอง ถ้าหนูชอบแมว เดี๋ยวปู่จะไปอุ้มมาจากในหมู่บ้านให้สักตัวเลยดีไหม!” หวงต้าฉวนรีบต่อ
“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร!” ซูอี้เชินรีบโบกมือ
ซู่เป่ายังคงขุ่นเคืองใจอยู่ ทันใดนั้นป้าเสี่ยวหงก็แอบยัดไก่ทอดชิ้นหนึ่งให้เธอ เจ้าตัวน้อยซึ่งกำลังโมโหจึงงับไก่ชิ้นนั้นเข้าปากเต็มคำ สายตาก็เหลือบไปเห็นโจวจวี่เดินเข้ามา เขากำลังใช้มือปิดปากพลางส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้
ซู่เป่าจ้องมองหนุ่มวัยกลางคนไม่วางตา
โจวจวี่สบตาซู่เป่าเข้าพอดิบพอดี เขาถึงกับตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว รอยยิ้มบนหน้ามลายหายไปในพริบตา เขาแอบเดินเลี่ยงไปนั่งโต๊ะด้านนอกพลางนึกไม่พอใจอยู่ในอก
เขาทำผิดอะไรนักหนา? ฟันหน้าก็ถูกเธอขว้างจนหักไปซี่หนึ่งแล้วเขายังไม่ถือสาเลย
แล้วเธอยังมีสิทธิ์อะไรมาโกรธเขาอีก!
ญาติคนหนึ่งเห็นโจวจวี่เอาแต่ปิดปากตลอดเวลาจึงถามขึ้น “โจวจวี่ ทำอะไรอยู่น่ะ ฟันหน้าหลุดหรือไง?”
โจวจวี่เลยจำใจเอามือลงก่อนบ่นอุบ “เพิ่งลื่นล้มข้างนอกมาน่ะครับ กระแทกจนฟันหลุดไปเลย”
“สมน้ำหน้า! เห็นไหมล่ะ ปากไม่มีหูรูดก็ต้องโดนแบบนี้แหละ!” กลุ่มคนรอบข้างต่างพากันปรบมือหัวเราะร่า
โจวจวี่ไม่กล้าโต้ตอบ เพราะซู่เป่านั้นดุดันเหลือเกิน ขนาดก้อนอิฐยังหยิบมาฟาดหัวคนได้หน้าตาเฉย ที่สำคัญคือตระกูลซูนั้นมั่งคั่งมหาศาล เขาจึงหวาดเกรงว่าจะถูกเช็คบิลย้อนหลังเข้าจริง ๆ
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ซูอี้เชินเห็นว่าซู่เป่าอิ่มแล้ว จึงอ้างธุระด่วนจากโรงพยาบาลเพื่อขอตัวลากลับ
ซู่เป่านึกขึ้นได้บางอย่าง เธอรีบล้วงกระเป๋าสะพายหยิบซองอั่งเปาออกมา ซองนี้คุณยายเตรียมไว้ให้ก่อนออกจากบ้าน แถมระหว่างทางลุงเล็กยังแอบยัดเพิ่มเข้าไปอีกจนหนาเตอะ
“คุณปู่หวงคะ ขอให้หายป่วยเร็ว ๆ นะคะ แล้วต่อไป…” พูดถึงตรงนี้ซู่เป่ากลับชะงักไปเหม่อมองใบหน้าหวงต้าฉวนครู่หนึ่งด้วยแววตาสับสน เธอหันไปมองจี้ฉางอย่างงงงวย
“ให้เขาไปเถอะ” จี้ฉางเพียงเงยหน้าขึ้นมองพลางเอ่ยเรียบ ๆ
ซู่เป่าจึงยื่นอั่งเปาให้หวงต้าฉวน ยังไม่วายกำชับด้วยความเป็นห่วง “คุณปู่หวง ต่อไปต้องดูแลสุขภาพด้วยนะคะ ห้ามดื่มเหล้าเด็ดขาด แม้แต่อึกเดียวก็ไม่ได้นะคะ!”
“ไม่เป็นไรหรอกแม่หนู แค่มาทานข้าวด้วยกันก็เกรงใจจะแย่แล้ว…” หวงต้าฉวนรีบลุกขึ้นยืนพลางปฏิเสธพัลวัน
“รับไว้เถอะครับ ถือเป็นน้ำใจจากพวกเรา ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ” ซูอี้เชินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
แม้ญาติตระกูลหวงจะพยายามรั้งไว้เพียงใด สุดท้ายทั้งสองก็ขึ้นรถจากไปจนได้
โจวจวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ราวกับโล่งอก เมื่อเห็นซู่เป่าพ้นสายตา ร่างกายที่เคยเกร็งเครียดก็ผ่อนคลายลงทันที สายตาเจ้ากรรมพลันเหลือบไปจ้องอั่งเปาในมือหวงต้าฉวน
หนาขนาดนั้นเลยรึ…
มันเป็นอั่งเปาแบบพับยาว
พอกางออกคงดูอลังการไม่น้อย หนาขนาดนี้ต้องมีอย่างน้อยหลายพันแน่ ๆ
“เฮอะ ซองแดงนี่หลายพันล่ะสิ คนรวยก็ขี้เหนียว ขับรถเป็นล้าน ให้ซองแค่ไม่กี่พันเอง ถ้าเป็นฉันนะ อย่างน้อยต้องเป็นปึก ๆ สักหมื่นถึงจะสมฐานะ!”