ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 36 แผนการรอให้ตระกูลซูมางอนง้อ
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 36 แผนการรอให้ตระกูลซูมางอนง้อ
บทที่ 36 แผนการรอให้ตระกูลซูมางอนง้อ
หลังจากได้พ่นโทสะออกมาระลอกใหญ่ เหวยหว่านก็เริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้บ้าง เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้ม จนป่านนี้ยังไม่มีใครโทรมาตามให้เธอกลับไปเลยสักคน ในใจจึงเริ่มผุดความกระวนกระวายและหงุดหงิดขึ้นมา
“แม่คะ หนูว่าหนูกลับไปดีกว่า! หนู…หนูจะยอมกลับไปขอขมาคุณแม่สามีเอง ต่อให้ต้องกลืนความขมขื่นแค่ไหนหนูก็ยอมทำเพื่อหานหานค่ะ”
พูดให้ดูดีไปอย่างนั้นเอง แท้จริงแล้วเหวยหว่านเพียงแค่ขลาดกลัวที่จะถูกขับออกจากตระกูลมหาเศรษฐีเข้าจริง ๆ
คุณยายของหานหานจ้องลูกสาวเขม็ง “จะกลับไปขอร้องยัยแก่นั่นทำไม! ที่ผ่านมาแกใจดีเกินไปนั่นแหละ พวกเขาถึงได้รังแกเอาแบบนี้!”
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายสืบข่าวจากคนรับใช้บางคนในบ้านสกุลซู จนรู้มาว่าเมื่อช่วงบ่ายหานหานร้องไห้อาละวาดหนักมาก
“เห็นไหมล่ะ! พอแกไม่อยู่ หานหานก็แผลงฤทธิ์ร้องไห้แทบขาดใจ สบายใจได้เลย ไม่มีใครรับมือยัยหนูไหวแน่ คอยดูเถอะ… เดี๋ยวพวกมันนั่นแหละจะคลานมาง้อให้แกกลับไปเอง!” คุณนายเหว่ยยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจ
“มันจะเป็นไปได้จริง ๆ เหรอคะแม่…” เหวยหว่านยังคงลังเล
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” คุณยายของหานหานกอดอกมั่นใจ “เด็กคนไหนบ้างที่ห่างอกแม่ได้ ตั้งแต่เกิดมาหานหานก็ไม่เคยห่างแกเลยสักวัน คืนนี้พอถึงเวลานอน ยัยหนูต้องอาละวาดจนบ้านแตกแน่ ๆ”
เธอมั่นใจในแผนนี้มาก เพราะเวลาเด็กอารมณ์เสียขึ้นมา แม้แต่เหวยหว่านเอง บางครั้งยังปลอบไม่สำเร็จ แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่นในตระกูลซู
“เชื่อแม่สิ! แม่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน มีหรือจะไม่รู้? แกอยู่เฉย ๆ รอดูเถอะ ไม่เกินสองวัน พวกเขาต้องมาวิงวอนให้แกกลับไปแน่นอน!”
เหวยหว่านยังตัดสินใจไม่เด็ดขาดนัก ก็เริ่มคล้อยตามว่าสิ่งที่แม่พูดนั้นมีเหตุผล
ยามที่หานหานแผลงฤทธิ์ขึ้นมา ไม่มีใครจัดการได้จริง ๆ ตระกูลซูคงไม่ใจดำปล่อยให้หลานสาวร้องไห้ทุรนทุรายไปทั้งคืนหรอกใช่ไหม?
ต่อให้คืนนี้ร้องจนเหนื่อยแล้วหลับไป แล้ววันพรุ่งนี้ล่ะจะทำอย่างไร?
หานหานมีนิสัยฉุนเฉียวมากยามตื่นนอน เพียงแค่มีอะไรไม่ถูกใจแม้แต่นิดเดียว เธอก็อาละวาดขว้างปาสิ่งของจนพังพินาศ ซึ่งนอกจากเหวยหว่านแล้ว ก็ไม่มีใครเอาเธออยู่
แล้วยังมี ซูจื่อซี อีกคน
แม้จื่อซีจะดูเรียบร้อยกว่าหานหาน แต่ความจริงกลับรับมือยากยิ่งกว่า เขาติดเกม และห้ามใครเข้าไปยุ่มยามเด็ดขาด หากพูดจาไม่เข้าหู ก็จะปาโทรศัพท์ทิ้งด้วยความโกรธทันที นิสัยดื้อรั้นยิ่งกว่าวัวเสียอีก
เหวยหว่านคิดทบทวนไปมาก็เริ่มรู้สึกสบายใจขึ้น
ในส่วนลึกของหัวใจเธอนั้นแอบมีความทะนงตัวและดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย อยากสั่งสอนให้คนในตระกูลซูได้เห็นดีเห็นร้ายบ้าง รอให้พวกเขารู้ซึ้งว่าบ้านนี้ขาดเธอไม่ได้เสียก่อน ถึงตอนนั้นดูซิว่าใครยังจะกล้าบีบให้ซูจื่อหลินหย่ากับเธออีก!
ค่ำคืนนี้เมื่อไม่มีแม่อยู่ข้างกาย หานหานก็ร้องไห้จนดวงตาแดงก่ำจริง ๆ
ทว่าพอนึกถึงถังใบยักษ์ที่ร้องไห้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็มขึ้นมา เธอก็ไม่กล้าแผดเสียงอาละวาดโวยวายเหมือนเคย แม่บ้านอู๋เห็นแล้วรู้สึกเวทนา ก็ถอนหายใจยาวพลางปลอบโยน
“คุณหนูคะ รีบนอนเถอะค่ะ พรุ่งนี้ตื่นมาทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”
หานหานมุดตัวเข้าใต้ผ้าห่ม ทำปากยื่นน้ำตาคลอเบ้า…
“ออกไปนะ! ฉันไม่ต้องการเธอ!” เด็กน้อยตะโกนขับไล่ด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น
“คุณหนูคะ…” แม่บ้านอู๋พยายามรั้งอยู่ต่อ
แต่หานหานกลับคว้าหมอนขึ้นมาแล้วปาใส่หน้าแม่บ้านอู๋เต็มแรง “ไปให้พ้นเลยนะ!”
เธอไม่ต้องการใครทั้งนั้นนอกจากแม่ของเธอ! แม้หานหานจะไม่กล้าร้องไห้โวยวายเสียงดังอีก แต่เจ้ากิริยาเอาแต่ใจกลับยังอยู่ครบถ้วน เธอออกแรงกวาดข้าวของบนโต๊ะลงพื้นเพื่อระบายอารมณ์
แม่บ้านอู๋จำใจต้องล่าถอยออกมาพลางทิ้งท้ายว่า “ถ้าคุณหนูต้องการอะไรก็กดกริ่งเรียกนะคะ”
เมื่อก้าวพ้นประตูห้องมา เธอก็พบคุณนายซูยืนรออยู่ข้างนอก โดยมีซู่เป่าที่อยู่ในชุดนอนลายการ์ตูนยืนเคียงข้าง
“ยัยหนูยังอาละวาดอยู่อีกเหรอ?” คุณนายซูเอ่ยถาม
“ดีขึ้นบ้างแล้วค่ะ คุณนายอย่าโกรธเลยนะคะ แกยังเด็กนัก…” แม่บ้านอู๋ตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ
“ก็เพราะยังเด็กน่ะสิถึงต้องคุมให้อยู่” คุณนายซูแค่นเสียงเหยียด
“ถ้าไม่ขัดเกลาเสียแต่ตอนนี้ จะหวังให้โตไปแล้วรู้จักกาลเทศะเองน่ะเหรอ? ฝันไปเถอะ”
ซู่เป่าที่ยืนอุ้มตุ๊กตากระต่ายเน่าฟังอยู่นานก็ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปเคาะประตูห้องพี่สาว เด็กน้อยทำสีหน้าจริงจัง พลางร้องเรียกด้วยเสียงใส ๆ
“พี่หานหานคะ ตอนกลางคืนพี่นอนคนเดียวไม่กลัวเหรอ?”
“ตอนกลางคืนมีผีด้วยนะ! พี่กลัวผีไหม? ให้หนูเข้าไปนอนเป็นเพื่อนพี่ดีไหมคะ!”
หัวทุย ๆ ของเจ้าตัวน้อยโผล่พ้นขอบประตูเข้าไปพลางกระซิบกระซาบ หานหานถลึงตาใส่ด้วยความโมโห เธอรู้สึกว่าซู่เป่าช่างเป็นเด็กเจ้าเล่ห์ที่จงใจขู่ให้เธอกลัว!
“ฉันไม่ต้องการให้เธอมาอยู่เป็นเพื่อน ไปให้พ้น!” สิ้นเสียงตวาด หวันหวันก็ปิดประตูใส่หน้าดัง ปัง!
ซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา
หนูพูดความจริงนะคะ! ที่นี่มีผีจริง ๆ นี่นา
ดูเหมือนการปิดประตูจะยังไม่ช่วยให้หานหานหายแค้น เธอเปิดประตูออกมาอีกรอบแล้วขว้างแก้วน้ำลงพื้นจนแตกกระจาย คุณนายซูมองภาพนั้นด้วยสีหน้าเย็นชาพลางเอ่ย
“ไปกันเถอะซู่เป่า อย่าไปสนใจพี่เขาเลย”
ช่างเป็นนิสัยเสียที่ถูกตามใจจนเคยตัวจริง ๆ
เด็กน้อยทำได้เพียงอุ้มตุ๊กตากระต่ายเดินกลับห้องอย่างว่าง่าย ที่หน้าประตูเธอไม่ลืมที่จะหันมาโบกมือลา
“คุณยายราตรีสวัสดิ์นะคะ!”
“ราตรีสวัสดิ์จ้ะ” คุณนายซูพยักหน้าตอบรับ
เธอมองตามหลังหลานสาวพลางทอดถอนใจ ซู่เป่าช่างเป็นเด็กดีเหลือเกิน…
คนหนึ่งก็ซุกซนอาละวาดจนน่าปวดหัว ส่วนอีกคนก็เรียบร้อยว่าง่ายจนน่าสงสาร ทั้งสองคนต่างกันเหมือนหลังมือกับฝ่ามือ เธอเองก็หวังลึก ๆ ว่าหานหานจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้บ้าง
“หรือว่าฉันจะเข้มงวดกับหานหานเกินไปนะ?” คุณนายซูพึมพำกับตัวเองด้วยความสับสน
ซู่เป่าลังเลเล็กน้อยก่อนเดินเข้าไปใกล้ เธอเขย่งเท้าขึ้นสุดตัวเพื่อเอื้อมมือไปลูบศีรษะคุณยายเบา ๆ
“คุณยายไม่ต้องกังวลนะคะ ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นแน่นอนค่ะ!”
เจ้าตัวน้อยทำหน้าขรึมจริงจัง น้ำเสียงใสหวานแฝงไปด้วยความห่วงใย แม้ต้องเขย่งปลายเท้าจนตัวโยนแต่เธอก็พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่เพื่อปลอบประโลมคนแก่ คุณนายซูเห็นดังนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ความเศร้าหมองที่เกาะกุมในใจพลันมลายหายไป
**
ภายในห้องนอนของซู่เป่า
“มานี่เจ้าหนู! วันนี้อาจารย์จะสอนเวทมนตร์ให้เธอรู้จัก…เธอเคยเห็นไหม เวทมนตร์ที่สามารถขว้างลูกไฟออกไปพร้อมเสียง ‘วูบ’ ใหญ่ ๆ น่ะ!” จี้ฉางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ซู่เป่าทำหน้าสงสัยพลางมองอาจารย์ตาแป๋ว
“อาจารย์คะ ถึงหนูจะยังเด็ก แต่อาจารย์อย่าหลอกเด็กสิคะ”
คนเราจะสามารถขว้างลูกไฟออกมาจากมือเปล่าได้ยังไงกัน?
ซู่เป่าไม่ใช่เด็กสามขวบแล้วนะ ปีนี้เธอสี่ขวบแล้ว เธอเข้าใจอะไรต่อมิอะไรตั้งเยอะแยะ!
“ไม่เชื่ออย่างนั้นหรือ…ก็ไม่แปลกหรอก การเปิดตาทิพย์น่ะยังพอว่า เพราะมีพวกที่มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่เกิดอยู่บ้าง” เมื่อเห็นลูกศิษย์ตัวน้อยทำท่าไม่เชื่อ จี้ฉางก็กระตุกยิ้มที่มุมปาก
“แต่เวทมนตร์นั้นต่างออกไป มันคือการนำทฤษฎีมาปฏิบัติจริง นักพรตบางคนใช้เวลาทั้งชีวิตยังไม่อาจเสกประกายไฟออกมาได้สักนิด ทำได้เพียงใช้คาถาจุดไฟเล็ก ๆ เท่านั้น เธอไม่เชื่อจึงไม่ใช่เรื่องแปลก”
จี้ฉางแสร้งถอนหายใจ
“เฮ้อ… ดูท่าเจ้าตัวน้อยแบบเธอ ก็คงไม่มีปัญญาทำได้เหมือนกันสินะ!”
“อาจารย์กำลังยั่วยุหนูอยู่ใช่ไหม? วางใจเถอะค่ะ ซู่เป่าไม่หลงกลง่าย ๆ หรอกนะ” ซู่เป่าขมวดคิ้วพลางจ้องจับผิด
เขาถึงกับหมดแรงไปชั่วขณะ เด็กคนนี้เพิ่งจะสี่ขวบเองนะ ทำไมถึงรับมือยากเย็นขนาดนี้!
“งั้นอาจารย์ช่วยเสกให้ดูหน่อยสิคะ ถ้าทำได้หนูถึงจะเชื่อ” ซู่เป่ายังคงจ้องเขาตาไม่กะพริบ จี้ฉางกระตุกมุมปากอีกรอบ
“แม้ว่าอาจารย์ของเธอจะเก่งกาจเพียงใด แต่ตอนนี้ก็เป็นแค่ผี…” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงึกพลางทำท่าเข้าใจ
“อ๋อ! สรุปก็คือ… อาจารย์เองก็ทำไม่ได้นั่นแหละ” จี้ฉางรีบยกมือลูบหน้าผากทันควัน
“เฮ้ เฮ้ พูดอะไรของเธอน่ะ? ใครบอกว่าอาจารย์ทำไม่ได้!”
เขาถลึงตาใส่ยัยหนูจอมย้อน “ที่อาจารย์ไม่โชว์ให้ดู ก็เพราะกลัวเธอจะตกใจจนช็อกน่ะสิ พลังเวทของอาจารย์น่ะรุนแรงนัก เดี๋ยวจะเผาผมเธอจนเกลี้ยง กลายเป็นเด็กหัวล้านขึ้นมาจะทำยังไง”
“แต่ว่า…” ซู่เป่าพยายามจะโต้แย้ง
“พอ ๆ! เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าถามมาก!” จี้ฉางตัดบทพลางร่ายคาถายาวเหยียดด้วยความเร็วแสง “เอ้า… ท่องตามข้านะ บลา ๆ ๆ …เรียนรู้หรือยัง?”
“?”
อาจารย์คะ… พูดให้ช้ากว่านี้สักนิดได้ไหม…
*
อีกด้านหนึ่ง หานหานกำลังซุกตัวกอดผ้าห่ม แอบสะอื้นไห้อยู่คนเดียวเงียบ ๆ
ถึงแม้เหตุการณ์เมื่อช่วงบ่าย ทำให้เธอหวาดกลัวจนไม่กล้าแผลงฤทธิ์ แต่พอต้องอยู่ลำพัง ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจก็ถาโถมเข้ามาอีกครั้ง
ในขณะที่น้ำตาเริ่มรินไหล เธอเผลอยกมือขึ้นลูบแก้มตามสัญชาตญาณ พอนึกได้ว่ามีน้ำตาไหลออกมา เธอก็รีบผุดลุกขึ้นไปหยิบแก้วน้ำมารองรับไว้อย่างระแวง…
เพราะกลัวว่าหากคุณย่ามาเห็นน้ำตาไม่เต็มแก้ว เธอจะถูกทำโทษอีก
ทันใดนั้นเอง ลมเย็นเยือกพัดผ่านเข้ามาทางช่องว่าง หน้าต่างห้องส่งเสียงกระทบกันเบา ๆ หานหานสะดุ้งโหยงพลางหันขวับไปมองที่หน้าต่างทันที เธอกะพริบตาถี่ ๆ พยายามเพ่งมองราวกับไม่เชื่อสายตา…
เมื่อครู่นี้เธอตาฝาดไปหรือเปล่า ทำไมเหมือนเห็นเงาบางอย่างผ่านไปนะ?
เด็กน้อยเริ่มมือสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เธอรีบปล่อยแก้วในมือทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนพุ่งตัวมุดกลับเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนหนา!
ภายใต้ความมืดมิดในผ้าห่ม มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของเธอเท่านั้น
ทว่าไม่รู้ทำไม… หานหานกลับรู้สึกเย็นวาบไปทั้งหลัง ราวกับว่าไม่ได้มีแค่เธอเพียงคนเดียวที่อยู่ตรงนี้
ทันใดนั้นเอง หานหานก็รู้สึกเหมือนมีมือปริศนามาฉุดดึงปลายเท้าเบา ๆ!
“กรี๊ดดดดด!”
เธอแผดเสียงร้องลั่นด้วยความขวัญเสีย ก่อนลุกพรวดพราดวิ่งหนีไปที่ประตูห้องพลางปล่อยโฮออกมาสุดเสียง
“แม่ขา… ช่วยหนูด้วย!”
เบื้องหลังของเธอ เงาร่างสีขาวสายหนึ่งกำลังค่อย ๆ ยกมือขึ้น และย่างกรายตามหลังเธอมาอย่างช้า ๆ…