ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 37 ภารกิจ (รอง) น้ำตา และอุลตร้าแมนชุดนอน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 37 ภารกิจ (รอง) น้ำตา และอุลตร้าแมนชุดนอน
บทที่ 37 ภารกิจ (รอง) น้ำตา และอุลตร้าแมนชุดนอน
หานหานไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวหลังมอง เธอแนบตัวติดกับบานประตูและพยายามเปิดมันออกด้วยความลนลาน แต่ไม่ว่าออกแรงเพียงใดประตูก็ยังคงปิดสนิทราวกับถูกล็อกไว้จากด้านนอก
ทันใดนั้น เสียงสะอื้นไห้อย่างโหยหวนก็ดังแว่วมาจากเบื้องหลัง หานหานรีบหันขวับไปมองทันที แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ด้วยความหวาดกลัวจนสติแทบกระเจิง เด็กน้อยจึงตัดสินใจมุดหนีไปซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงเพื่อหาที่พึ่งสุดท้าย
ภายในห้องเงียบสงัดจนน่าใจหาย จู่ ๆ เธอก็เหลือบเห็นเท้าคู่หนึ่งเดินวนไปวนมาอยู่กลางห้อง เสียงฝีเท้าดังกดทับพื้นห้องสม่ำเสมอ ก่อนที่มันจะมาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าเตียงที่เธอซ่อนตัวอยู่…
หานหานกลั้นหายใจจนตัวสั่นเทา เธอเริ่มเบะปากร้องไห้แต่ก็ต้องรีบยกมืออุดปากตัวเองไว้แน่น
ใครคนนั้นดูเหมือนจะระแคะระคายถึงการมีอยู่ของเธอ มือข้างหนึ่งยื่นมาค้ำขอบเตียงไว้พลางค่อย ๆ โน้มตัวลงมาจนไม้ลั่นเสียงดัง เอี๊ยดอ๊าด…
ในวินาทีที่เธอกำลังจะถูกพบตัว ประตูห้องก็พลันถูกผลักออกเสียงดังโครม! พร้อมกับเสียงตะโกนร่ายคาถาของซู่เป่า ที่ดังสนั่น
“¥%…#…!”
หานหานไม่อาจจับใจความได้ว่าน้องสาวกำลังร่ายมนต์บทไหน
เธอเห็นเพียงลูกไฟเพลิงลูกหนึ่งพุ่งวาบผ่านอากาศ เข้าปะทะร่างของสิ่งนั้นอย่างจัง!
เสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างแสนสาหัสปะทุขึ้น ร่างที่เคยเดินโยกเยกอยู่เมื่อครู่กระเด็นหวือออกไปนอกหน้าต่างอย่างรวดเร็ว ซู่เป่าวิ่งกวดตามไปทันที ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม มือของเธอประคองลูกไฟที่กำลังหมุนวนพุ่งเข้าโจมตีร่างของผีผู้หญิงตนนั้นอย่างไม่ลดละ
“ที่แท้ก็เป็นวิญญาณร้ายตนหนึ่งนี่เอง…” จี้ฉางหรี่ตามองพลางพึมพำเสียงเบา
แท้จริงแล้ว เหล่าวิญญาณนั้นมีการแบ่งระดับชั้นที่ชัดเจน
ประเภทแรกคือ “วิญญาณเร่ร่อน”
พวกนี้มักจะเดินเตร่ไปมาในโลกมนุษย์อย่างไร้จุดหมาย ไม่สามารถทำอันตรายใครได้และรอเพียงวันดับสลายไป ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคภัย อุบัติเหตุ หรือสิ้นอายุขัยตามธรรมชาติแต่ยังไม่สามารถไปเกิดใหม่
ระดับต่อมาคือ “วิญญาณอาฆาต”
คือผู้ที่ตายอย่างไม่เป็นธรรม มีความแค้นฝังลึก หรือความไม่ยินยอมก่อนตาย วิญญาณประเภทนี้ดุร้ายและทรงพลังมาก หากสบโอกาสในเวลา สถานที่ที่เหมาะสม พวกมันไม่เพียงแต่จะปรากฏกายให้เห็นได้โดยตรง แต่ยังรุนแรงถึงขั้นคร่าชีวิตคนได้
และระดับที่เหนือกว่าผีร้ายทั่วไปก็คือ “ปีศาจร้าย”
เป็นประเภทที่โหดเหี้ยมที่สุด พวกมันมักตายอย่างสยดสยองผิดธรรมชาติและมีความยึดติดในใจอย่างแรงกล้า จนสามารถดูดซับพลังชั่วร้ายเพื่อเพิ่มตบะให้แข็งแกร่งขึ้น และร้ายกาจถึงขั้นเข้าสิงร่างมนุษย์ได้เลยทีเดียว
ยกตัวอย่างเช่น “ผีเคราะห์ร้าย” ที่หากเข้าสิงร่างผู้ใด ก็จะทำให้คนผู้นั้นประสบแต่คราวเคราะห์อย่างไร้สาเหตุ หรือถึงขั้นจบชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝัน
เหล่าปีศาจร้ายมักไม่ยอมรับความจริงว่าตนสิ้นอายุขัยไปแล้ว พวกมันจึงเสาะหาร่างสถิต เพื่อเข้าไปอาศัยและช่วงชิงการมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
ซู่เป่าในตอนนี้ยังไม่แกร่งกล้าพอจะสยบปีศาจร้ายตนนั้นได้ จึงทำได้เพียงปล่อยให้นางหนีไป ก่อนหายลับไปในความมืดมิดของราตรี ผีผู้หญิงตนนั้นยังหันกลับมาจ้องซู่เป่าด้วยสายตาอาฆาตแค้นอย่างรุนแรง
“อาจารย์คะ แล้วปีศาจร้ายที่ว่านี่คืออะไรกันแน่?” ซู่เป่าเอ่ยถามด้วยความสงสัย
จี้ฉางค่อย ๆ อธิบายให้ศิษย์ตัวน้อยฟังอย่างใจเย็น
“ปีศาจร้ายมีอยู่หลายประเภท แต่แท้จริงแล้วพวกมันกำเนิดมาจากรากเหง้ากิเลส และนิสัยด้านมืดของมนุษย์ ทั้งความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลง จนกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายในรูปแบบต่างๆ เช่น ผีขี้แย ผีขี้ขลาด ผีขี้เหนียว หรือแม้แต่ผีตัณหา…”
“แล้วเมื่อกี้คือผีตัวไหนคะ?” ซู่เป่าชี้มือไปทางหน้าต่าง
“ผีขี้แย” จี้ฉางหรี่ตามองพลางตอบ
ซู่เป่ากะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหันไปมองหานหานทันที…
ดูเหมือนเธอจะเข้าใจอะไรบางอย่างเข้าแล้ว!
“เพราะพี่หานหานชอบร้องไห้บ่อย ๆ ผีขี้แยก็เลยตามมาใช่ไหมคะ?”
“ถูกต้องแล้ว เช่นเดียวกับคนที่กินจุผิดปกติมักดึงดูดผีตะกละ ส่วนคนที่ร้องไห้พร่ำเพรื่อก็มักเรียกหาผีขี้แยให้มาตามติดนั่นเอง” จี้ฉางเอ่ยชมด้วยความพอใจ
ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นพ้อง
หนูว่าแล้วเชียว เป็นเด็กเป็นเล็กไม่ควรร้องไห้พร่ำเพรื่อจริงๆ ด้วย!
ขณะนั้น หานหานยังคงมึนงง และขวัญเสียจนสับสนไปหมด เมื่อเห็นซู่เป่าหันมาพูดบางอย่างแต่เธอก็ฟังไม่รู้เรื่อง พอเริ่มตั้งสติได้บ้างจึงค่อย ๆ คลานออกมาจากใต้เตียงแล้วเดินตัวสั่นงันงกตรงเข้าไปหาซู่เป่า
“ไม่เป็นไรแล้วนะคะ ไม่ต้องกลัว ซู่เป่าไล่ผีไปให้แล้วค่ะ” ซู่เป่าเอ่ยปลอบ
หานหานไม่รอช้า พุ่งเข้ากอดซู่เป่าไว้แน่นแล้วปล่อยโฮออกมาสุดเสียงด้วยความหวาดกลัว
ในสายตาของหานหานวินาทีที่เห็นซู่เป่าร่ายมนต์ฝ่าลูกไฟเข้ามาช่วยเหลือนั้น เธอรู้สึกเหมือนได้เห็นอุลตร้าแมน มาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า เหมือนที่เคยเห็นในหน้าจอโทรทัศน์เวลาพี่ชายเปิดดูไม่มีผิดเพี้ยน!
หานหานร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบหายใจไม่ทัน พลางสวมกอด ซู่เป่า ไว้แน่นราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย
“โอ๋ ๆ นะคะ เป็นเด็กดีนะ ไม่ร้องนะคะ” ซู่เป่าเอื้อมมือน้อย ๆ ไปตบหลังพี่สาวอย่างอ่อนโยน
ทั้งที่ตัวเองก็ยังเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ แต่กลับวางท่าปลอบประโลมเหมือนคุณแม่ไม่มีผิด ทันใดนั้นเธอก็เหมือนจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ จึงรีบโพล่งขึ้น “พี่หานหานหยุดก่อนค่ะ! รอเดี๋ยวหนูไปหยิบแก้วน้ำมา!”
เธอยังไม่ลืมภารกิจรองน้ำตาให้เต็มตามคำสั่งคุณยายนี่นา!
ซู่เป่าวิ่งตึงตังไปคว้าแก้วน้ำกลับมา ส่วนหานหานที่กำลังขวัญเสียก็รีบเร่งเสียงสะอื้น
“เธอ…เธอเร็ว ๆ หน่อยสิ!”
พอยื่นแก้วไปจ่อตรงหน้า น้ำตากลับหยดลงมาได้เพียงสองหยดเท่านั้น…
เด็กน้อยทั้งสองต่างจ้องมองกันด้วยความว่างเปล่า ซู่เป่าลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเสนอแนะ
“หรือว่า…พี่ลองพยายามร้องให้หนักกว่านี้อีกหน่อยดีไหมคะ?”
หานหานทำปากยื่นน้ำตาคลอ และในขณะที่อารมณ์ยังค้างอยู่ เธอก็ฝืนร้องไห้ออกมาสุดกำลังอีกครั้ง
จี้ฉางที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ ถึงกับมุมปากกระตุกอย่างอดไม่อยู่ เขาได้แต่ยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว
ในที่สุดหานหานก็ร้องไห้จนหมดแรง ส่วนซู่เป่าเองก็เริ่มหาวหวอด ทั้งคู่ต่างก็ง่วงนอนจนตาจะปิด ซู่เป่าเอ่ยด้วยเสียงงัวเงีย
“พี่สาวคะ…เราขึ้นไปนอนร้องไห้บนเตียงกันต่อดีกว่า จะได้ไม่เปลืองแรงมาก”
“อื้อ…” หานหานตอบรับอย่างเห็นดีเห็นใจ
ร่างจิ๋วทั้งสองปีนขึ้นไปนอนบนเตียงเดียวกัน ซู่เป่าผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่ในยามจมสู่นิทรา มือน้อย ๆ ก็ยังคงกำแก้วน้ำใบนั้นไว้แน่น ส่วนหานหานที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ก็เข้าสู่ภวังค์หลับไปพร้อมกันในทันที
**
เช้าวันรุ่งขึ้น
“เดี๋ยวไปปลุกหานหานได้แล้วนะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลานฉันต้องตื่นไม่เกินเก้าโมงเช้า” คุณนายซูกำชับกับแม่บ้านอู๋ด้วยสีหน้าเคร่งครัด
แต่เดิมหานหานมักนอนตื่นสายจนถึงสิบโมงหรือบางครั้งก็เกือบเที่ยง ซึ่งคุณนายซูมองว่าเป็นการตามใจตัวเองที่เกินขอบเขตไปมากแล้ว
“คุณนายคะ คุณหนูหานหานมีนิสัยหงุดหงิดตอนตื่นนอนมากนะคะ จะให้ลองตามคุณนายรองกลับมาช่วยปลอบไหมคะ?” แม่บ้านอู๋แสดงสีหน้ากังวล
ปกติเวลาหานหานร้องไห้อาละวาด ยังพอมีคนช่วยประคองอารมณ์ได้บ้าง แต่หากเป็นอารมณ์เสียตอนตื่นนอนของคุณหนูคนนี้ล่ะก็…
ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครรับมือได้เลยสักคน!
“หลานมีอารมณ์หงุดหงิดตอนตื่นนอนได้ แต่ฉันมีอารมณ์มากกว่าหลานหลายเท่านัก” คุณนายซูเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ แม่บ้านอู๋ได้ยินดังนั้นจึงหุบปากฉับ ไม่กล้าคัดค้านสิ่งใดอีก
คุณนายซูบังคับรถเข็นไฟฟ้าเข้าไปในลิฟต์ ก่อนตรงไปเคาะประตูห้องนอนของหลานรักเบา ๆ
“ซู่เป่า… ตื่นหรือยังลูก?”
จากการที่ได้อยู่ด้วยกันมาหลายวัน เธอเริ่มรู้กิจวัตรของหลานสาวดีว่า ปกติแล้วซู่เป่าจะตื่นเอง ในช่วงเวลาเก้าโมงเช้าพอดิบพอดี
คุณนายซูค่อย ๆ ผลักประตูเข้าไปด้วยรอยยิ้มละไม หวังได้ชื่นชมใบหน้ายามหลับใหลที่แสนน่าเอ็นดูของซู่เป่า ทว่าทันทีที่เห็นสภาพภายในห้อง สีหน้าของเธอก็พลันเปลี่ยนไป!
“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง! มานี่เร็ว!” เธอกรีดร้องด้วยความตกใจ “ซู่เป่าหายไปแล้ว!”
เสี่ยวอู่ที่กำลังสัปหงกงัวเงียอยู่บนขอนไม้ พลันยืดคอขึ้นมาขยับปีกพึ่บพับ แผดเสียงร้องจ้อกแจ้กผสมโรงอย่างไม่กลัวตาย
“ขโมยเด็ก! มีคนขโมยเด็ก!”
วันนี้ตรงกับวันเสาร์พอดี ซูอีเฉินจึงนั่งจัดการงานอยู่ที่ห้องหนังสือพร้อมกับบิดา ที่กำลังสนทนาเรื่องสำคัญกันอยู่ เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนโวยวายของหญิงชรา ทั้งคู่จึงรีบพุ่งออกจากห้องมาทันที
“ซู่เป่าหายไปแล้ว! เจ้านกแก้วบอกว่าเห็นคนมาลักพาตัวเด็กไป!” คุณนายซูบังคับรถเข็นวนไปมาด้วยท่าทางลนลาน เจ้านกแก้วตัวจ้อยเอียงคอไปมามองซ้ายทีขวาที ท่าทางมันดูสับสนว่าตัวเองไปหลุดปากพูดเรื่องลักพาตัวตอนไหนกัน?
ซูอีเฉินก้าวยาว ๆ เข้าไปตรวจสอบในห้องนอนของซู่เป่าและพบว่าเตียงนอนว่างเปล่า เด็กน้อยหายไปจริงอย่างที่ว่า เขาจึงรีบสั่งการอย่างเฉียบขาดทันที
“ลุงเนี่ย ไปเช็กกล้องวงจรปิดเดี๋ยวนี้!”
“พวกนายที่เหลือ กระจายกำลังค้นหาให้ทั่วคฤหาสน์!”
“ป้าอู๋ ไปสอบถามคนรับใช้ที่ตื่นเช้าทุกคน ว่ามีใครเห็นหรือได้ยินอะไรผิดปกติบ้างไหม!”
ซูอีเฉินมีสีหน้าเคร่งเครียด หลังจากสั่งการเสร็จเขาก็รีบควักโทรศัพท์มือถือออกมา เตรียมกดโทรแจ้งตำรวจเบอร์ 110 ทันที
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงใสหวานแสนคุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง
“คุณลุงใหญ่คะ…กำลังหาอะไรกันอยู่เหรอ?”
ซู่เป่าที่ยังอยู่ในชุดนอน มือน้อยข้างหนึ่งอุ้มตุ๊กตากระต่ายเน่า ส่วนอีกข้างกำลังขยี้ตาพลางหาวหวอดออกมาอย่างงัวเงีย โดยมีหลานสาวคนโตเดินตามมาติด ๆ ทว่าดวงตาของหานหานนั้นบวมเป่งจนแทบปิด ดูท่าทางยังไม่ตื่นเต็มตานัก
ทุกคนในบ้านต่างตกอยู่ในความเงียบ คำถามมากมายผุดขึ้นในใจของทุกคน…
ซู่เป่าไปนอนอยู่ในห้องของหานหานได้อย่างไร?
และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ ทำไมหานหานถึงยอมตื่นแต่เช้าโดยไม่มีท่าทีหงุดหงิดอาละวาดเลยสักนิดเดียว?
**
ณ บ้านเดิมของเหวยหว่าน
เธอกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้าอย่างใจเย็นกับคุณแม่พลางชำเลืองมองเวลาบนหน้าจอมือถือเป็นระยะ ๆ เริ่มคำนวณในใจว่าอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้หานหานก็น่าจะตื่นนอนแล้ว
เธอมั่นใจเหลือเกินว่าทันทีที่ลูกสาวลืมตาตื่น ต้องแผลงฤทธิ์ทั้งร้องไห้โฮและทุบทำลายข้าวของตามนิสัยเดิมแน่นอน
เมื่อคืนคนตระกูลซูก็คงรับมือยัยหนูจนหมดแรงไปแล้ว
คราวนี้แหละ… พวกเขาคงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรีบโทรศัพท์มาอ้อนวอนให้เธอกลับไปใช่ไหม?