ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 363 พูดเก่งก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 363 พูดเก่งก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่
บทที่ 363 พูดเก่งก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่
ซู่เป่าทำหน้ามึนงง พี่สาวเสี่ยวปาบทจะมาก็มาปุบปับ พอจะไปก็ไปกะทันหัน
‘อืม… แปลกคนจริง ๆ อ้อใช่ บาดแผลของพี่สาวหายดีแล้วเหรอ?’
เด็กน้อยเพิ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นได้ ทว่ากู้เซิ่งเสวี่ยเดินลับตาไปไกลเสียแล้ว เธอจึงไม่มีโอกาสเอ่ยถาม ซู่เป่าส่ายหน้าเบา ๆ การถูกขัดจังหวะเมื่อครู่กลับช่วยให้ความหนักอึ้งในใจสลายไป เธอกลับมาเป็นเด็กน้อยร่าเริงไร้กังวลอีกครั้งในชั่วพริบตา
“พี่จื่อซีคะ คืนนี้พี่นอนที่นี่คนเดียวจะกลัวไหม?”
ซูจื่อซีสวนกลับทันควัน “หึ ฉันจะกลัวเหรอ?”
“งั้นก็ดีค่ะ! พวกเราจะกลับกันแล้วนะ!” ซู่เป่าพยักหน้าพลางยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจเหมือนคนแก่ดูแลลูกหลาน
“…” ซูจื่อซีเขามองซู่เป่ากับซูเหอเวิ่นที่วิ่งออกไปต่อหน้าต่อตา ไม่นานก็กลับเข้ามาพร้อมคุณนายเฒ่าซู แล้วก็จ้อกแจ้กกันอีกก่อนวิ่งออกไปอีกครั้ง หญิงชรานวดขมับกับความซนของหลาน ๆ
“เงียบกันหน่อยเถอะลูก รอยายไปเซ็นชื่อเสร็จแล้วเราค่อยกลับบ้านกัน”
“หนูด้วย ๆ หนูจะเซ็นด้วยค่ะ!” ซู่เป่ารีบเสนอตัว
“แล้วหนูจะเซ็นอะไรกับเขา?” หญิงชราหลุดขำ
“ยินยอมให้ผ่าบนหัวพี่ซูจื่อซีหนึ่งแผล!” ซู่เป่ายื่นมือเล็ก ๆ ออกมา ทำท่าเขียนยึกยือบนฝ่ามือ
“…”
ซูเหอเวิ่นกลั้นขำไม่อยู่ ส่วนคุณยายซูก็ได้แต่ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู ขณะที่ทุกคนวุ่นวาย ซูเหอเหวิน กลับนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ อยู่มุมหนึ่งของห้องพัก
ซูจื่อซีลอบมองพี่ชายคนโตแวบหนึ่งพลางนึกฉงน
‘แปลกแฮะ พี่ใหญ่มาแล้วก็นิ่งสนิทเหมือนไม่ได้มา สรุปเขามาทำไมกันแน่?’
เมื่อสังเกตเห็นว่าพี่ชายเอาแต่นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างกายเขาไม่ห่าง ซูจื่อซีจึงเริ่มเข้าใจว่าที่แท้อีกฝ่ายมานั่งเป็นเพื่อนเขานี่เอง
หัวใจของเด็กชายพลันรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาเล็กน้อย
“สติกลับมาครบหรือยัง?” ซูเหอเหวินพลิกหน้าหนังสือไปหนึ่งหน้าโดยไม่เงยหน้าถาม
เขาไม่เคยเห็นใครเหม่อลอยได้นานถึงสองวันเต็มแบบนี้มาก่อน
ความจริงแล้วนับตั้งแต่กลับมาจากโรงพยาบาลจิตเวช ซูจื่อซีเอาแต่ครุ่นคิดถึงฉากการต่อสู้จับผีของซู่เป่าซ้ำไปซ้ำมา ในหัวเขาทำการคำนวณค่าพลังสกิลต่าง ๆ ของน้องสาวออกมาเป็นตัวเลขละเอียด
ยกตัวอย่างเช่น เข็มทิศแปดทิศ: ค่าป้องกัน 1,000 แต้ม (ตรวจจับผีล่วงหน้า) ค่าความเสียหาย 282 แต้ม
ค้อนยักษ์: ค่าป้องกัน 1,000 แต้ม (การโจมตีที่แข็งแกร่งคือการป้องกันที่ดีที่สุด) ค่าความเสียหาย 1,000 แต้ม
ตาข่ายจับวิญญาณ: ค่าป้องกัน 800 แต้ม ค่าความเสียหาย 900 แต้ม (รอพิจารณา)
ยามนี้ซูจื่อซีประเมินว่าน้องสาวยังขาดทักษะการชำระล้างและการลดความเสียหาย รวมถึงการสกัดกั้นการหลบหนี…
ตัวเลขเหล่านี้กลายเป็นแผงควบคุมแสดงผลชัดเจนในมโนภาพของเขา
[ชื่อ: ซู่เป่า]
[พลังโจมตี: 800 (ค่าสูงสุด 10,000+ เนื่องจากสกิลอื่นยังไม่พัฒนา จึงยังคำนวณไม่ได้)]
[อาชีพ: นักพรต (?)]
[พลังชีวิต: 500 (ค่าสูงสุด 1,000 จะลดลงหลังใช้พลังจับผี)]
[ความเร็ว: 80 (ค่าสูงสุด 1,000 ขาสั้นเกินไป เคลื่อนที่ช้า ควรฝึกการวาร์ปให้เร็วที่สุด)]
[อาวุธ: ค้อนยักษ์, ตาข่ายจับวิญญาณ, เข็มทิศ, ยันต์ผี]
[อัตราความแม่นยำ: 100% (แทบไม่มีครั้งไหนที่ค้อนตีไม่โดน)]
[สัตว์เทพประจำตัว: อาจารย์หนึ่งคน]
[การฟื้นฟู: …]
[การหลบหลีก: … ]
“ความเร็วช้าเกินไป ขั้นต่อไปถ้าจะอัปเกรดควรเพิ่มค่าความเร็วก่อน…” ซูจื่อซีพึมพำกับตัวเอง
‘ที่แท้สมองเขายังติดอยู่ในเรื่องจับผีไม่เลิก’
ซูเหอเหวินหารู้ไม่ว่าในหัวน้องชายกำลังคำนวณค่าดัชนีอะไรอยู่ รู้เพียงว่าอีกฝ่ายตอบสนองช้าลงเรื่อย ๆ เวลาปกติยังพอทน แต่พอเจอเรื่องใหญ่กลับต้องใช้เวลาดึงสติคืนถึงสองวัน
สุดท้ายคงต้องผ่าสมองเอาก้อนเลือดนั้นออกมาจริง ๆ ไม่งั้นวันไหนโดนหมากัดเข้า คงได้ยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ตรงนั้นครึ่งวันแน่
ซูเหอเหวินปิดหนังสือลงพลางเอ่ยเรียบ ๆ “ฉันกลับละ”
“…”
‘อ้าว ไม่ได้มานั่งอยู่เป็นเพื่อนเขาหรอกเหรอ?’
คุณยายซูพาซูเหอเหวิน ซูเหอเวิ่น และซู่เป่าเดินทางกลับบ้าน โดยมีลุงเนี่ยมาเปลี่ยนเวรเฝ้าไข้ ส่วนตอนกลางคืนกำหนดไว้ว่าซูจื่อหลิน พ่อแท้ ๆ ต้องมานอนเป็นเพื่อนลูกชาย
ซูจื่อซีมองตามแผ่นหลังซู่เป่าซึ่งกำลังเดินจากไป ในใจรู้สึกว่างเปล่าบอกไม่ถูก เด็กชายนึกถึงคำพูดที่ว่า น้องสาวจะเซ็นยินยอมให้ผ่าหัวเขาขึ้นมา…จึงเริ่มกังวลขึ้นมานิด ๆ
‘เขาคงไม่ตายหรอกมั้ง…’
ณ ทางเดินด้านนอกด้านนอกทางเดิน มีคุณยายสวมเสื้อสีเทา กางเกงสีน้ำเงินเข้ม เดินช้า ๆ เธอหลังค่อมเล็กน้อย ดูเหมือนญาติผู้ป่วยทั่วไป มักชวนคนรอบข้างคุยสองสามประโยคด้วยรอยยิ้มท่าทางใจดี
ทันใดนั้นเธอหยุดลงหน้าห้องพักของซูจื่อซี เมื่อเห็นเด็กชายมองมาก็ส่งยิ้มให้ทักทาย “พ่อหนุ่มดูสดชื่นดีนะจ๊ะ มาพักรักษาตัวด้วยอาการอะไรเหรอ”
แต่ซูจื่อซีกลับเฉยเมย ไม่แม้แต่จะเอ่ยตอบสักคำเดียว
ลุงเนี่ยลุกขึ้นยืน เดินไปยังประตูเพื่อถามไถ่ “คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”
“ไม่มี ๆ จ้ะ พอดีหลานชายฉันก็พักรักษาตัวอยู่ที่นี่ ฉันแค่เบื่อเลยเดินเล่นไปเรื่อย” คุณยายโบกมือพัลวัน
เธอชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้องอีกครั้ง “ทำไมมีคุณอยู่เฝ้าคนเดียวล่ะจ๊ะ ถ้าไปซื้อข้าวกินก็ไม่มีคนสลับเปลี่ยนน่ะสิ”
ลุงเนี่ยเพียงพยักหน้ายิ้มสุภาพขณะอ้างว่าซูจื่อซีต้องการพักผ่อน ก่อนปิดประตูห้องลง
คุณยายยืนนิ่งอยู่นอกประตู แววตาพลันวูบไหวเล็กน้อย
*
ทันทีที่ซู่เป่าถึงบ้าน เสวียนหลิงก็กระโจนออกมาพลางส่งเสียงร้องเมี๊ยว ๆ ราวกับถูกใครรังแกมาอย่างหนัก
“เป็นอะไรไปคะ?” ซู่เป่าช้อนอุ้มมันขึ้นมา เสวียนหลิงน้ำตาคลอเบ้าฟ้องผ่านสายตา น่าเสียดายที่มันเอ่ยปากไม่ได้ ทำได้เพียงส่งเสียงร้องน่าเวทนา
‘เจ้านายตัวน้อย พูดไปคงไม่เชื่อ ฉันโดนนกตัวหนึ่งรังแก!’
“คงหิวแล้วล่ะมั้ง เดี๋ยวจะบอกแม่บ้านอู๋หาอะไรให้กิน” คุณยายซูเอ่ยด้วยความเอ็นดู
“เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว!”
จังหวะนั้นเอง เสี่ยวอู่บินร่าเริงเข้ามา เสียงแผดจ้อกแจ้กดังล่วงหน้ามาก่อนตัว “ที่รัก! กลับมาแล้วเหรอที่รัก! วันนี้ฉันไปทำงานมาด้วยนะ!”
“ทำงาน? พี่ไปทำงานอะไรมาคะ?” ซู่เป่าแปลกใจ
“ทำงานส่งใจไปรักเธอแบบไม่ธรรมดาไงจ๊ะ!!”
“……”
เสี่ยวอู่ตื่นเต้นจนส่งเสียงก๊าก ๆ พร้อมกับแนบซบใบหน้าลงบนแก้มของซู่เป่า “ฉันเพิ่งไปกินบะหมี่มา เธอลองทายสิว่าฉันกินบะหมี่อะไร!”
“บะหมี่อะไรเหรอคะ?” ซู่เป่าถูกมันคลอเคลียจนอดหัวเราะคิกคักไม่ได้
“บะหมี่… อยากเจอเธอทุกหน้าไงจ๊ะ!” เสี่ยวอู่ตอบดีใจ
จี้ฉาง: “……”
คุณยายซู: “……”
ซูเหอเหวินและซูเหอเวิน: “……”
เสวียนหลิง: “……”
‘หน็อย… ไอ้เจ้านกปากเก่ง แกมันแน่มาก!’
‘ทำไมแกไม่บอกไปด้วยล่ะว่าแกแกล้งฉันน่ะ!’
เสี่ยวอู่พูดต่อ “วันนี้เจ้าเบอร์หกแกล้งฉันอีก!”
เสวียนหลิงโกรธจนกระโดดตัวลอย หมายตะปบนกตัวนี้ให้ตายคามือ ทว่ากลับถูกซู่เป่าห้ามไว้เสียก่อน “เสวียนหลิง บอกแล้วไงคะว่าห้ามแกล้งคนอื่น!”
เสี่ยวอู่ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ ขณะที่คุณเต่านอนคลานต้วมเตี้ยมอยู่บนบันไดชั้นสอง เคี้ยวเนื้อกุ้งในปากด้วยความเชื่องช้า พลางนึกขอบคุณเสวียนหลิงที่เข้ามาช่วยให้ชีวิตของมันสงบสุขขึ้นมาก
ทว่าเสวียนหลิงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ มันกระโดดขึ้นไปบนราวบันได วิ่งไต่ผนังพร้อมคาบกล้องวงจรปิดไว้แน่น
“เมี๊ยว!” มันคาบกล้องตัวนั้นไว้ไม่ยอมปล่อย
ซูเหอเวิ่นขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “มันคาบกล้องวงจรปิดทำไมกัน… หรือว่ามีความอยุติธรรมอะไรใหญ่โต? ไม่ใช่ว่าเสี่ยวอู่เป็นฝ่ายแกล้งมันหรอกนะ?”
‘แต่จะว่าไปก็ไม่น่าเป็นไปได้ เมื่อวานตอนเสี่ยวอู่ถูกแมวไล่ มันถึงกับขี้แตกออกมาเลยนี่นา’
“พี่ชายคะ ดูกล้องวงจรปิดได้ไหม?” ซู่เป่าเองก็เริ่มสงสัย
“แน่นอนสิ เรื่องแค่นี้ง่ายมากสำหรับพี่!” ซูเหอเวิ่นยืดอกตอบ เขารีบวิ่งขึ้นชั้นบนไปหยิบคอมพิวเตอร์ลงมาทันที
เสี่ยวอู่ซึ่งกำลังกระหยิ่มยิ้มย่องพลันนิ่งค้าง ปีกที่สยายออกครึ่งหนึ่งลืมหุบกลับที่เดิม…
“ก๊าก… ฝนตกแล้ว! เก็บผ้าเร็ว!”
มันรีบกระพือปีกบินหนีออกไปทันควัน…