ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 364 ยายแก่ผู้ไม่หวังดี
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 364 ยายแก่ผู้ไม่หวังดี
บทที่ 364 ยายแก่ผู้ไม่หวังดี
ซู่เป่าและซูเหอเวิ่นก้มหัวน้อย ๆ ส่องหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างตั้งอกตั้งใจเพื่อตรวจสอบวิดีโอวงจรปิด
แม้แต่คุณนายเฒ่าซูก็อดไม่ได้ต้องโน้มตัวลงมาดูด้วยความอยากรู้
ภาพจากกล้องเผยให้เห็นชัดเจนว่าเสี่ยวอู่กำลังแกล้งเสวียนหลิง มันอาศัยจังหวะแมวหนุ่มเผลอ ใช้อุ้งเท้าเหยียบหัวอีกฝ่ายแล้วโผขึ้นกิ่งไม้ ส่งเสียงร้องก๊าก ๆ ยั่วยุจงใจปั่นประสาท พอเสวียนหลิงโกรธจนกระโดดพุ่งใส่ มันก็โผบินหนีทันควัน
พอย้ายมาสนามหญ้า มันแสร้งทำเป็นเผลอหลอกให้เจ้าเหมียวตะปบใส่ ก่อนบินวนพลางหัวเราะร่า ‘นึกไม่ถึงล่ะสิ ข้าบินได้ว้อย!’
สุดท้ายเสวียนหลิงเสียหลักพุ่งถลาเข้าพุ่มไม้แทน…
ซู่เป่าและซูเหอเวิ่นเห็นภาพนั้นถึงกับตาค้างอ้าปากหวอ ส่วนซูเหอเหวินชายตามองเสี่ยวอู่อีกครั้งพลางคิดในใจ
‘เจ้านี่เป็นนกที่มีระดับไอคิวสูงเกินไปแล้ว’
ซู่เป่าและพี่ชายต่างคิดเหมือนกัน… ‘เสี่ยวอู่นี่มันแสบเข้าเส้นจริง ๆ…’
เด็กน้อยลุกขึ้นยืนพร้อมกับถลึงตาคู่เล็กจนฉายแววดุวับราวกับมีดบินพุ่งออกมา เธอแผดเสียงเรียกจอมแสบดังก้อง “เสี่ยว อู่!”
ทว่าเสี่ยวอู่รู้ดี มันชิงโผบินหนีหายลับตาไปเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเสวียนหลิงเดินกระเผลกแนบชิดข้างขาซู่เป่าด้วยท่าทางน่าเวทนาจับใจ
ซู่เป่าช้อนอุ้มมันขึ้นแนบอกแล้วปลอบโยน “หนูเข้าใจเสวียนหลิงผิดเองนะ! เสี่ยวอู่ใจร้ายมาก ชอบแกล้งคนอื่น คราวหน้าเราจะไม่เล่นกับมันแล้วค่ะ”
‘ฮึ่ม… คราวหน้าถ้าต้องไปจับผี จะโยนเสี่ยวอู่ออกไปรับหน้าดูสักทีแน่!’
“เมี๊ยว… เมี๊ยว…” เสวียนหลิงส่งเสียงสะอื้นรับอย่างน่าสงสาร
บนกิ่งไม้ใหญ่ เสี่ยวอู่มองลงมาเห็นเสวียนหลิงไร้ยางอายแอบมาคลอเคลียซู่เป่า แถมพอมันลอบมองลงไป เจ้าแมวเจ้าเล่ห์นั่นยังจ้องกลับมายั่วยุอีกต่างหาก
“…” เสี่ยวอู่โกรธจนอกแทบระเบิด
‘ไอ้แมวนักแสดง! ไอ้แมวชาเขียว! ไอ้แมวดอกบัวขาวเอ๊ย!’
*
ตัดกลับมาทางด้านกู้เซิ่งเสวี่ย เมื่อเธอไปถึงโรงพยาบาลเขตสี่ แม้ท้องฟ้ายังสว่างแต่เธอกลับเดินสำรวจตั้งแต่แผนกผู้ป่วยนอกไปจนถึงตึกผู้ป่วยใน ก่อนลามไปถึงชั้นใต้ดิน
จากฟ้าสว่างจนกระทั่งมืดมิด…
กลับไม่เจอผีแม้แต่ตนเดียว!
เธอถึงกับตะลึงงัน เป็นไปไม่ได้เลย ในเมื่อพลังอัปมงคลมหาศาลยังคงควบแน่นอยู่ บรรยากาศอึมครึมหนักหน่วงถึงเพียงนี้ ก็น่าจะมีวิญญาณอาฆาตหรือผีร้ายปรากฏตัวออกมาบ้าง
แต่ต่อให้ดวงจะซวยถึงขีดสุด อย่างน้อยที่สุดก็ควรมีผีเร่ร่อนหลงเหลืออยู่สักตนไม่ใช่หรือ?
ทำไมกลับไม่มีอะไรเลย?
กู้เซิ่งเสวี่ยหารู้ไม่ว่า บรรดาผีดุร้ายและผีในโรงพยาบาลแห่งนี้ถูกซู่เป่าจัดการเกลี้ยงแล้ว
ส่วนวิญญาณเร่ร่อนเหล่านั้น… หลังจากผ่านการฝึกสอนชุดใหญ่จากเหล่านักพรตหมู่ พวกมันก็ฉลาดเป็นกรด พอมีคนมาพวกมันก็มุดหัวหนี พอคนไปค่อยโผล่ออกมา
เมื่อก่อนเคยเป็นฝ่ายหลอกคน ตอนนี้กลับต้องซ่อนตัวหนีคนแทน…
นี่จึงเป็นเหตุผลที่กู้เซิ่งเสวี่ยสัมผัสได้เพียงพลังอัปมงคลแต่กลับไม่เจอตัวผี
เธอพลาดเป้าติดต่อกันสองครั้งจนหน้าเสียไม่น้อย
ความซวยยังไม่จบ เมื่อเธอบังเอิญเห็นยันต์สีเหลืองที่ซู่เป่าขายให้ผีแปะอยู่มุมหนึ่ง เธอจึงตระหนักได้ทันที
‘ที่นี่ก็ถูกซู่เป่ากวาดล้างไปหมดแล้ว!’
“…”
*
ยามค่ำคืน โรงพยาบาลตกอยู่ในความเงียบสงัด เหล่าคนไข้รวมถึงญาติเฝ้าไข้ต่างเข้าสู่ห้วงนิทรากันหมดสิ้น ทว่าซูจื่อซีกลับนอนหลับไม่สนิทนัก ในฝันเขาเห็นคุณลุงถือมีดพลางฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันส่งมาให้
จากนั้นภาพก็ตัดไป เห็นหมออีกคนเงื้อมีดเล่มยักษ์ฟาดลงตรงกลางศีรษะสุดแรงเกิด!
เด็กชายสะดุ้งโหยงตื่นขึ้นมาทันที เขาลืมตาโพลงท่ามกลางความมืด จ้องมองเพดานด้วยหัวใจเต้นระรัว
ความรู้สึกสยดสยองยังตกค้าง… ในฝันนั้น หลังการผ่าตัดเขาไม่รอดชีวิต และได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว…
ซูจื่อซีเดิมทีก็ค่อนข้างต่อต้านการผ่าตัดครั้งนี้อยู่แล้ว ยิ่งมาฝันร้ายเช่นนั้นความรู้สึกต่อต้านก็ยิ่งทวีคูณ
เด็กชายหันมองข้างเตียง เห็นพ่อของเขานอนคุดคู้อยู่บนโต๊ะตัวแคบ ใกล้ใบหน้ายังมีแบบแปลนกางรองอยู่ ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่
ซูจื่อซีเม้มปากแน่น ในความทรงจำไม่เคยมีภาพพ่อแม่อยู่เคียงข้าง บางทีตอนเยาว์วัยกว่านี้พวกเขาอาจเคยอยู่พร้อมหน้าเหมือนครอบครัวอื่น แต่เขากลับจำไม่ได้เลย
นับแต่เริ่มจำความได้ แม่มักคลุกคลีอยู่กับน้องสาว ส่วนพ่อก็ยุ่งแต่งานจนไม่ยอมกลับบ้าน เขาเริ่มใช้ชีวิตขังตัวเองอยู่ในห้องตั้งแต่อายุเพียงสามขวบ ไม่อนุญาตให้ใครล้ำเส้นเข้ามาและไม่ชอบออกไปไหนเช่นกัน
พริบตาเดียวเขาก็อายุแปดขวบแล้ว… และนี่เป็นครั้งแรกที่พ่อมานอนเฝ้าไข้ตอนกลางคืน คอยอยู่ดูแลข้างกายเขาแบบนี้…
ซูจื่อซีอธิบายความรู้สึกไม่ถูก รู้เพียงความง่วงงุนสลายหายไปสิ้น ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงกรอกแกรกดังแว่วมาจากนอกห้อง เด็กชายขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยก่อนตัดสินใจลุกขึ้น
ขณะกำลังจะออกไปดู ซูจื่อหลินก็ตื่นขึ้นมาพอดีพลางเอ่ยถาม “เป็นอะไร จะไปห้องน้ำหรือ?” ผู้เป็นพ่อลูบหน้าเรียกสติแล้วลุกขึ้นยืน “ไปเถอะ”
ซูจื่อหลินเป็นคนพูดน้อยมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อเห็นลูกชายมองสบตาเหมือนมีเรื่องอยากพูดแต่กลับเงียบไป เขาก็เพียงยืนนิ่งไม่เอ่ยคำใดเช่นกัน พ่อลูกต่างมองหน้ากันตาปริบ ๆ
“พ่อ… พ่อไม่ได้ยินเสียงอะไรเหรอ?” ซูจื่อซีชี้ไปทางประตู
ซูจื่อหลินนิ่งฟังครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “นั่นเสียงกริ่งจากเคาน์เตอร์พยาบาลน่ะ”
“…”
‘ไม่ใช่! เขาแยกแยะเสียงกริ่งกับเสียงแปลก ๆ นั่นออกชัดเจนนะ!’
ทันใดนั้น ประตูถูกผลักเปิดออกพร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าด ซูจื่อซีสะดุ้งโหยงก่อนเห็นพยาบาลเดินเข้ามา เธอชะงักเมื่อเห็นพ่อลูกยืนจ้องหน้ากันอยู่กลางห้อง “พวกคุณเป็นอะไรกัน ทำไมถึงลุกขึ้นมายืนแบบนี้ล่ะคะ?”
เนื่องจากซูจื่อซียังไม่ได้เข้าผ่าตัด หลังจากตรวจร่างกายทั่วไปเสร็จสิ้นจึงไม่มีสายน้ำเกลือระโยงระยาง พยาบาลเพียงเข้ามาตรวจเวรตามปกติ
“ไม่มีอะไรครับ” ซูจื่อหลินตอบสั้น ๆ เธอจึงกำชับอีกสองสามประโยค ตรวจวัดอุณหภูมิเสร็จก็เดินจากไป
ห้องกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เสียงปริศนาก็หายไปแล้วเช่นกัน
ซูจื่อหลินเห็นลูกชายไม่มีทีท่าจะไปห้องน้ำจึงบอกสั้น ๆ “นอนเถอะ”
ซูจื่อซีนอนลงอีกครั้งทว่ากลับข่มตาหลับไม่ลง กระทั่งเคลิ้มหลับไปพอมารู้ตัวอีกทีแสงตะวันก็สาดส่องเข้ามาแล้ว พ่อของเขาหายไปจากห้อง ไม่รู้ว่าออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่
ขณะกำลังก้าวลงเตียง ประตูก็ถูกผลักเปิดออก คราวนี้ผู้มาเยือนคือยายแก่คนเมื่อวานนั่นเอง
“เด็กน้อย ตื่นเช้าเชียวนะ!” ยายแก่ฉีกยิ้มหวานพลางเดินนวยนาดไพร่หลังเข้ามา
บรรดาญาติผู้ป่วยบนทางเดินต่างทักทายเธอราวกับเป็นกันเอง ดูท่าเธอจะกว้างขวางและคุ้นเคยกับทุกคนที่นี่เป็นอย่างดี
ซูจื่อซีไม่ได้ตอบออกไป ความเงียบคือคำตอบเดียวที่เธอได้รับ
คุณยายจึงหัวเราะร่า “ยายแค่เดินเล่นเรื่อยเปื่อยน่ะ ว่าแต่หลานชายยายก็นอนรักษาตัวอยู่นี่เหมือนกันนะหนูน้อย แล้วเธอมาโรงพยาบาลเพราะอะไรเหรอ?”
ซูจื่อซียังคงเงียบสนิท
คุณยายชะงักไปชั่วครู่แล้วนึกในใจ เด็กคนนี้รับมือยากเกินไปไหม ระมัดระวังตัวแจเลยหรือนี่?
จังหวะที่ซูจื่อซีไม่ทันตั้งตัว ยายแก่ก็ขยับเข้ามายิ้มแย้มพร้อมกับตบไหล่เด็กชายเบา ๆ ถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย “หนูน้อย เธอชื่ออะไรจ๊ะ? บ้านอยู่ไหน? แล้วปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว?”
ซูจื่อซีขมวดคิ้ว คุณยายคนนี้รุกคืบสนิทสนมเร็วเกินไปจนเขารู้สึกแปลก… ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ สมองพลันเกิดอาการเหมือนระบบรวนไปชั่วขณะ เขาเริ่มงุนงงมึนซึม สายตาพร่ามัวมองภาพตรงหน้าไม่ชัดเจน
แววตาคุณยายวาววับขึ้นมาทันที เธอมองดูซูจื่อซีซึ่งกำลังแสดงสีหน้าเหม่อลอยแล้วพยักหน้าพอใจ
ห้านาทีให้หลัง ยายแก่ลึกลับก็เร้นกายหายออกจากห้องพักผู้ป่วยไป
ซูจื่อซีนั่งนิ่งค้างบนเตียงอย่างไร้สติ ก่อนค่อย ๆ เอนกายลงนอนด้วยท่าทางแข็งทื่อประหนึ่งหุ่นยนต์ผู้กำลังปฏิบัติตามคำสั่ง… เปลือกตาปิดลงช้า ๆ นำพาเขากลับเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนผิดแผกไปจากเดิม