ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 366 วันเดือนปีเกิดไม่ควรให้ใครมั่วซั่ว
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 366 วันเดือนปีเกิดไม่ควรให้ใครมั่วซั่ว
บทที่ 366 วันเดือนปีเกิดไม่ควรให้ใครมั่วซั่ว
หญิงชราเสร็จสิ้นพิธีกรรมร่ายรำแล้วก็หอบหายใจแรง นั่งพักเหนื่อยอยู่ครู่หนึ่ง
บนเตียงคนไข้มีเด็กชายคนหนึ่งนอนอยู่ ดูเหมือนเขาจะชินตาที่เห็นย่าของตนเองเต้นรำเสียแล้ว เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า “คุณย่า ผมหิวน้ำครับ”
หญิงชรารีบลุกขึ้นไปรินน้ำมาส่งถึงปากหลานชาย “หลานรัก อดทนอีกนิดนะ หมอบอกว่าถ้าอาการดีขึ้น อีกสองวันก็ได้กลับบ้านแล้ว!”
หลานชายของเธอถูกตรวจพบเนื้องอกในสมอง แม้หมอจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อร้ายยาวเหยียดเพียงใด เธอแทบไม่ได้ยินเข้าหูแม้แต่น้อยโ ในหัวมีเพียงความเชื่อฝังหัวว่าต้องมี ‘ปีศาจโรคร้าย’ มาเกาะกินร่างกายหลานชาย ขอแค่ขับไล่มันไปให้พ้น หลานของเธอก็จะกลับมาแข็งแรงดังเดิม
ด้วยเหตุนี้ หญิงชราจึงเที่ยวสอบถามชื่อและวันเดือนปีเกิดของเด็กคนอื่นไปทั่ว เธอพร่ำบอกตัวเองว่าไม่ได้คิดทำร้ายใคร… แค่อยากให้คนเหล่านั้นช่วยรับช่วงต่อปีศาจโรคร้ายจากหลานชายไปคนละนิดคนละหน่อยเท่านั้นเอง
หลังจากดูแลหลานชายเรียบร้อย หญิงชราเปิดโทรศัพท์เข้าแอปพลิเคชันเพื่อไปยังกลุ่มที่ชื่อว่ากลุ่มโหราศาสตร์ xx บัญชีของเธอตั้งค่าการแจ้งเตือนไว้ ทันทีเมื่อเข้าสู่ระบบ ข้อความพิเศษพลันปรากฏ
[อาม่าลัทธิเต๋าเข้าสู่ห้องแชทแล้ว]
กลุ่มแชทแทบระเบิดในทันที
[อ๊า! อาม่าออนไลน์แล้ว! อาม่าคะ วันนี้ช่วยดูดวงให้หน่อยได้ไหม?]
[อาม่า ฉันชื่อ xxx เกิดวันที่… พักนี้สามีหาเรื่องทะเลาะบ่อยมาก ไม่ค่อยกลับบ้านจนใกล้จะหย่ากันแล้ว ฉันควรทำยังไงดีคะ?]
[อาม่า ผมชื่อ xx เกิดวันที่… ผมจะรวยเมื่อไหร่ครับ?]
หญิงชราพิมพ์ไม่ถนัดจึงส่งข้อความเสียงแทน “ความสัมพันธ์ของคุณมีบุคคลที่สามแทรกแซง ต่างฝ่ายต่างหวาดระแวง อีกทั้งมีผู้ใหญ่ในบ้านคอยยุแยง หากอยากแก้ไขต้องทำตามใจ เรียนรู้ที่จะเป็นฝ่ายยอมก้มหัว คนที่ชอบชิงแพ้ชนะสุดท้ายจะพ่ายแพ้”
“ส่วนโครงการของคุณ กำลังถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ห้ามประมาทเด็ดขาด ขอเพียงก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ ความสำเร็จย่อมรออยู่”
คำพูดเหล่านี้ช่างแยบยลนัก
การแนะให้ผู้หญิงจวนหย่าเรียนรู้วิธีสงบปากสงบคำและเป็นฝ่ายยอมก้มหัว ย่อมได้ผลเสมอ เพราะตามสัญชาตญาณผู้ชายที่ไม่คิดเปลี่ยนสันดาน มักเลือกกอดทะเบียนสมรสไว้มากกว่าสิ่งใด
ธรรมชาติของผู้ชายเหล่านั้นอยากให้ธงสีโบกสะบัดข้างนอก แต่ก็อยากให้ธงแดงในบ้านไม่ล้ม ดังนั้นขอเพียงภรรยาอดทนถอนใจยอมสยบ ผู้ชายส่วนใหญ่ย่อมไม่เลือกทางหย่าร้าง นี่คือความจริงอันเจ็บปวด
ส่วนคนที่ถามเรื่องโชคลาภการเงิน… คำชี้แนะของเธอก็แทบไร้ความหมาย ‘ขอเพียงก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ ความสำเร็จย่อมรออยู่’ ฟังดูแล้วช่างเป็นคำกล่าวลอย ๆ ใครก็พูดได้ไม่ใช่หรือ?
ทว่าคนทั้งคู่กลับตื่นเต้นจนเนื้อเต้น:
[อาม่าแม่นมาก! สามีฉันมีคนอื่นจริง ๆ แถมแม่สามียังคอยให้ท้ายลูกชายอีก…]
[ขอบคุณอาม่าครับ! โครงการกำลังถึงจุดสำคัญจริงอย่างคุณว่า…]
จังหวะนั้น มีคนในกลุ่มถามขึ้นด้วยเสียงแผ่ว ๆ ว่า:
[คือว่า… ไม่รู้ทำไม หลังจากให้อาม่าทำนายให้ครั้งก่อน ฉันกลับซวยมาก ออกไปข้างนอกก็ล้มเองเฉย ๆ ขี่มอเตอร์ไซค์ก็โดนชนท้าย เติมเงินโทรศัพท์ผิดสองก็ขอคืนไม่ได้… มือถือยังจอแตกอีก……]
ยายแก่ส่งข้อความเสียงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย: [สิ่งเหล่านั้นถือเป็นการปัดเป่าภัยที่ฉันช่วยทำแทนเธอ มันแค่เกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดเท่านั้น ใครเชื่อฉันจะพ้นภัย ใครไม่เชื่อฉันก็ไม่บังคับ ขึ้นอยู่กับว่ามีวาสนาต่อกันหรือไม่]
คนทักท้วงถูกคนในกลุ่มรุมด่าทันที ก่อนถูกแอดมินเตะออกจากกลุ่มไป
หญิงชราหัวเราะเย็นเยียบในลำคอ … ‘จะไม่ให้ซวยได้อย่างไรกันเล่า?’
ตราบใดแค่ดวงชะตาถูกต้อง เธอก็สามารถหยิบยืมดวงชะตามาได้
การที่เธอกับหลานชายได้รับคิวรักษาอย่างราบรื่น หรือแม้แต่ธุรกิจของลูกชายลูกสะใภ้รุ่งเรืองขึ้นผิดตา ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเหยื่อเหล่านั้นถูกบังคับให้สละออกมาทั้งสิ้น
เพื่อแลกกับความโชคดีของคนในครอบครัว คนอื่นต้องเผชิญความซวย โชคลาภถดถอย หรือแม้แต่อุบัติเหตุร้ายแรง
หญิงชราเพียงใช้โลกออนไลน์เข้าถึงผู้คน ก็มีคนนับไม่ถ้วนสมัครใจประเคนดวงชะตามาให้ถึงมือ
เธอเลือกวันเดือนปีเกิดชะตาดูเหมาะสมอีกสองสามชื่อ คัดลอกลงกระดาษเหลืองด้วยความประณีตก่อนปิดโทรศัพท์มือถือลง เธอทำทุกอย่างเงียบเชียบ ไร้ความเกรงกลัวว่าจะถูกจับได้
คนทั่วไปมักไม่รู้ว่าดวงชะตาของตนเป็นสิ่งล้ำค่าซึ่งไม่ควรเปิดเผยแก่คนนอกส่งเดช
แม้แต่เด็กสาวหลายคนกรอกชื่อจริงและวันเดือนปีเกิดลงในเว็บไซต์ดูดวงด้วยความใสซื่อ… โดยไม่รู้เลยว่านอกจากทำนายอะไรไม่ได้แล้ว ยังอาจเป็นการเปิดโอกาสให้ตนเองต้องเผชิญความซวย
สำคัญคือ เธอหยิบยืมเพียงครั้งละนิด อีกฝ่ายแค่โชคร้ายครู่เดียวก็หาย น้อยคนนักจะสังเกตเห็นความผิดปกติจากการเปิดเผยดวงชะตา
‘หากฉันมีตบะแก่กล้าพอ ฉันยืมได้กระทั่งอายุขัยเสียด้วยซ้ำ…’
คิดมาถึงตรงนี้ หญิงชราก็นึกถึงซูจื่อซี เด็กคนนั้นมีชะตาร่ำรวยมหาศาล ชีวิตราบรื่นและเปี่ยมสุข หากสามารถยืมชะตานี้มาให้หลานชายของเธอได้ คงวิเศษเพียงใด!
ยายแก่ค่อย ๆ เดินขึ้นไปยังชั้นสิบเอ็ด วนเวียนอยู่แถวหน้าห้องผ่าตัดราวกับเดินเล่น ทว่าสายตากลับหันไปเห็นเด็กหญิงคนหนึ่ง เธอจ้องมองไม่วางตา รู้สึกว่าเด็กคนนี้ดวงชะตายิ่งใหญ่กว่า แม้ไม่ต้องลงแรงสิ่งใดก็ร่ำรวยมหาศาล มีแต่คนรุมรัก สุขภาพแข็งแรง สมหวังทุกประการ
‘แต่ทำไมชะตาของเด็กคนนี้เธอกลับมองไม่ออกว่ารากฐานคืออะไรกันแน่?’
ขณะนั้น ซู่เป่ากำลังเปิดกระดาษที่ซูจื่อซีทิ้งไว้ให้ ลายมือของซูจื่อซีเรียบร้อยเป็นระเบียบ ต่างจากตอนเขียนหวัดตามปกติ บ่งบอกชัดเจนว่าเขาตั้งใจเขียนมันมากเพียงใด
“พี่ชายเขียนอะไรไว้เหรอคะ?” ซู่เป่าถามด้วยความสงสัย ซูเหอเวิ่นชะโงกหน้าเข้ามาดูใกล้ ๆ ก่อนชะงักกึก
“พินัยกรรม?!” เขาตกใจจนเสียงหลง “บ้าไปแล้ว พี่รองถึงขั้นเตรียมตัวตายเลยเหรอ?”
‘แค่ผ่าตัดเล็ก ๆ ไม่น่าจะต้องทำถึงขนาดนี้…’
คุณลุงบอกว่าอัตราความสำเร็จตั้ง 95% เขาไม่เชื่อหรอกว่าซูจื่อซีจะซวยถึงขั้นโดน 5% นั้น
“เงินห้าแสนยกให้ซู่เป่า… บัญชีมูลค่าสิบล้านยกให้ซู่เป่า… การบ้านปิดเทอมที่ยังทำไม่เสร็จสองเล่ม ยกให้หานหาน…” ซูเหอเวิ่นอ่านมาถึงตรงนี้ก็หลุดหัวเราะพรวด
‘การบ้านยกให้หานหาน… ช่างใจร้ายเหลือเกิน นี่น้องสาวแท้ ๆ เชียวนะ!’
คุณนายเฒ่าซูหยิบพินัยกรรมฉบับนั้นขึ้นมาอ่านพลางขมวดคิ้วมุ่น “เขียนอะไรเนี่ย เลอะเทอะ!”
เธอตั้งท่าจะฉีกพินัยกรรมทิ้ง ทว่ากลับถูกซูเหอเวิ่นแย่งคืนมาเสียก่อน “คุณย่าอย่าทำแบบนี้สิครับ ยังไงนี่ก็เป็นสิ่งที่พี่รองตั้งใจเขียนขึ้นมานะ”
‘หากคิดว่าเขากำลังปกป้องซูจื่อซีละก็… คิดผิดถนัดแล้ว!’
ซูเหอเวิ่นเพียงอยากเก็บพินัยกรรมใบนี้ไว้ เพื่อจะได้ใช้หัวเราะเยาะอีกคนในภายหลังต่างหาก
ซู่เป่าขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปยังป้ายไฟหน้าห้องผ่าตัดซึ่งยังคงสว่างวาบ
‘พี่จื่อซีคงไม่เป็นอะไรใช่ไหม…’
“ไม่ต้องห่วง เส้นวาสนาชีวิตเขายังอีกยาวไกล” จี้ฉางเอ่ยปลอบ
“ชีวิตยาว… แต่ถ้าเป็นเหมือนน้องจวิ้นจวิ้นล่ะคะ?” ซู่เป่าโพล่งถามขึ้นมาทันควัน
‘หมายถึงกลายเป็นคนโง่งมจนแก่เฒ่า ก็นับว่าชีวิตยาวนานเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?’
จี้ฉางถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
ทันใดนั้น เขาสัมผัสได้ว่ามีใครบางคนลอบมองมาทางนี้ จึงหันขวับไปมองทันที เห็นหญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่ไกลนัก คนผู้นั้นดูผิวเผินมีสีหน้าใจดี ทว่านัยน์ตากลับฉายแววผิดปกติอย่างประหลาด
“ซู่เป่า” จี้ฉางเรียก “ดูยายแก่คนนั้นสิ”
เด็กน้อยหันไปมองจนสบตาเข้ากับหญิงชราพอดี
“มานี่สิจ๊ะ… มาหายายสิ…” อีกฝ่ายคลี่ยิ้มกว้างขณะโบกมือเรียกซู่เป่า
รอยยิ้มนั้น ดูไปดูมาก็น่าขนลุกพิลึก
ตอนนี้หญิงชราเริ่มย่ามใจ ชีวิตของซู่เป่าช่างสมบูรณ์แบบจนเธออดใจไม่ไหว เปรียบดั่งคนเคยลิ้มรสความหวานย่อมติดใจได้ง่าย พอเห็นใครมีวาสนาดีก็อยากเข้ามาชิงยืม
เธอจึงไม่สนแม้กระทั่งคุณนายเฒ่าซูซึ่งยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ใจคิดเพียงอยากสานสัมพันธ์กับซู่เป่าให้ได้ก่อน
โดยหารู้ไม่ว่า… คนที่เธอกำลังเข้าไปยั่วยุในครั้งนี้ เป็นตัวตนระดับไหน!