ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 365 จุดประสงค์ของหญิงชรา
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 365 จุดประสงค์ของหญิงชรา
บทที่ 365 จุดประสงค์ของหญิงชรา
หลังจากหญิงชราเร้นกายไปได้ไม่นาน พยาบาลก็เข้ามาตรวจตามรอบปกติ เมื่อเห็นซูจื่อซียังคงหลับอยู่จึงตบไหล่เขาเบา ๆ เพื่อปลุก
เด็กชายลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียคล้ายคนสับสนไปชั่วขณะ
‘เขาเพิ่งตื่นขึ้นมาเมื่อครู่นี้เองไม่ใช่หรือ ทำไมถึงเผลอหลับไปอีกแล้ว?’
‘หรือว่าเหตุการณ์เมื่อกี้เป็นเพียงความฝัน?’
บางครั้งคนเรามักฝันได้สมจริงจนน่าตกใจ เช่น เมื่อนาฬิกาปลุกดังสั่น ในใจเตือนตนเองว่าต้องตื่นไปล้างหน้าแปรงฟันเตรียมตัวทำงาน จนเก็บไปฝันว่าตนลุกขึ้นทำกิจวัตรเหล่านั้นเรียบร้อยแล้ว… สุดท้ายกลับสะดุ้งตื่นพบว่ายังนอนอยู่บนเตียง
หรืออีกกรณีคือรู้สึกปวดปัสสาวะขณะหลับ ในฝันจึงหาห้องน้ำไปทั่วโลกจนแก้ปัญหาได้สำเร็จ… ไม่นานก็ถูกความปวดรั้นปลุกให้ตื่น ถึงได้รู้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ฝันไป
ตอนนี้ซูจื่อซีรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน เขามั่นใจว่าเช้านี้ตื่นขึ้นมาแล้วเพื่อมองหาพ่อ แต่กลับจำไม่ได้ว่าตนมุดหัวกลับเข้าหาห้วงนิทราตอนไหน หรือบางทีภาพเหตุการณ์ทั้งหมดอาจเป็นเพียงมโนภาพยามหลับใหล
พยาบาลเห็นซูจื่อซีนิ่งเงียบ จมดิ่งอยู่ในโลกส่วนตัวตามลำพัง
เธอได้แต่ส่ายหน้าแล้วนึกในใจ
‘เด็กคนนี้ปฏิกิริยาตอบสนองช้าจริงเชียว หวังว่าหลังผ่าตัดทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกตินะ!’
พยาบาลเพิ่งก้าวออกไป ซูจื่อหลินก็กลับเข้ามา เขาเหลือบมองเข็มนาฬิกา
‘เจ็ดโมงห้าสิบนาที… เขาออกไปเพียงเจ็ดนาที ซูจื่อซีก็ตื่นแล้วหรือ?’
‘ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อย’
“กินข้าวเช้าเถอะ” ซูจื่อหลินคิดเช่นนั้นแต่ไม่ได้เอ่ยปาก เพียงบอกสั้น ๆ “อยู่โรงพยาบาลเทียบกับที่บ้านไม่ได้ กินของข้างนอกง่าย ๆ ไปก่อนนะ”
ซูจื่อซีมองกล่องอาหารแวบหนึ่ง บนนั้นระบุชื่อ ‘เถาหรานหยูกง’ โรงแรมหรูชื่อดังซึ่งเชี่ยวชาญด้านอาหารเช้าโดยเฉพาะ ซาลาเปาขนาดครึ่งฝ่ามือหนึ่งลูก เกี๊ยวน้ำไส้เนื้อปูสองลูก ทาร์ตนมสดหว่านโจวหนึ่งชิ้น พร้อมนมถั่วเหลืองบดสดสูตรดั้งเดิมหนึ่งแก้ว… ราคาปาไปสองพันกว่าหยวน
สมัยก่อนซูจื่อซีใช้เงินตนเองซื้อกินย่อมรู้สึกว่าแพงหูฉี่
ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่า… ก็แค่มื้อเรียบง่ายอีกมื้อหนึ่ง จริงอย่างคำว่า กินใช้เงินบ้านมันช่างหอมหวาน
เด็กชายจมอยู่กับความคิด ส่วนซูจื่อหลินผู้พูดน้อยไม่ถนัดการสนทนาจึงนิ่งงันไม่ส่งเสียง พ่อลูกคู่นี้กินอาหารท่ามกลางบรรยากาศในห้องพักซึ่งเงียบกริบจนน่ากลัว กระทั่งซูอี้เชินมาถึง ยังนึกว่าทุกคนออกไปข้างนอกกันหมดแล้ว
ไม่มีใครทักทายอะไรเลย
“จื่อซี การผ่าตัดนัดไว้พรุ่งนี้เช้าเก้าโมงนะ วันนี้หลานควรกินอาหารอ่อน ๆ หน่อย” ซูอี้เชินดูเวลาแล้วเอ่ยต่อ “อย่ากังวลไป การผ่าตัดครั้งนี้มีรุ่นพี่ของอาเป็นเจ้าของไข้ เขามีประสบการณ์โชกโชน ใจถึงแต่ละเอียดรอบคอบมาก”
“…”
ประโยคนี้ถูกแปลผลอัตโนมัติในหัวเขาว่า
‘หมอคนนั้นชำนาญการผ่ากะโหลกคนมานักต่อนัก ลงมือเด็ดขาดไม่ลังเล’
ซูอี้เชินเห็นหลานชายเงียบขรึมจนเริ่มชิน จึงอธิบายต่อ “เป็นแค่การผ่าตัดง่าย ๆ เท่านั้น การเปิดกะโหลกเพื่อนำลิ่มเลือดออกมีอัตราความสำเร็จทั่วไปประมาณ 95% ส่วนรุ่นพี่ของอาฝีมือเหนือกว่านั้น แทบไม่เคยมีกรณีล้มเหลวปรากฏเลย”
“……”
‘ดี… เขายังมีโอกาสตายคาที่ตั้ง 5% สงสัยต้องเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าเสียแล้ว’
ซูอี้เชินปลอบโยนอีกสองสามประโยค ก่อนรีบกลับไปตรวจคนไข้ในแผนก
หลังจากซูจื่อซีกินข้าวเสร็จและให้ความร่วมมือตรวจร่างกายตามขั้นตอน เขาก็หยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมา… เริ่มเขียนพินัยกรรม
แม้ปัจจุบันเขาจะเลิกเล่นเกมแล้ว ทว่าบัญชี ‘มู่ซินรื่อมู่จิน’ ของเขามีมูลค่าเป็นล้าน…
บัญชีนี้ขอยกให้ซู่เป่า
เขายังมีเงินฝากอีกห้าแสน ครั้งก่อนให้ซู่เป่าไปสองล้าน จะให้เพิ่มเป็นสองล้านห้าแสนตัวเลขก็ดูไม่เป็นมงคล จึงเก็บเศษไว้ห้าแสน… เงินก้อนนี้เขาก็ตั้งใจให้ซู่เป่าทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมีการบ้านช่วงปิดเทอมซึ่งยังเขียนไม่เสร็จอีกสองเล่ม อันนี้ทิ้งไว้ให้หานหาน
ในห้องเขายังมีโมเดลตัวละครจากเกมอีกหลายตัว บางตัวแพลตฟอร์มส่งให้ บางตัวได้จากสปอนเซอร์…
หากนำไปขายก็น่าจะรวบรวมเงินได้สักแสน ส่วนนี้ก็ยกให้ซู่เป่าเช่นกัน
เขายังมีบัญชีย่อยที่แม้ไม่ค่อยได้เล่น แต่อุปกรณ์และสกินต่าง ๆ รวมกันแล้วก็น่าจะขายได้เกือบหนึ่งหมื่น อันนี้ก็ให้ซู่เป่าเหมือนกัน
ดูเหมือนนอกจากทรัพยากรเหล่านี้แล้วเขาก็ไม่มีอะไรติดตัวอีก ซูจื่อซีขมวดคิ้วมุ่น
คนแก่ก่อนตายยังทิ้งบ้าน ทิ้งรถ หรือมรดกไว้ให้ลูกหลาน ทว่าเขานอกจากเงินไม่กี่แสน กลับไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้ซู่เป่าเลย
แม้แต่บ้านสักหลังก็ยังไม่มี…
“……”
ดูท่ายังตายไม่ได้ ต้องพยายามมีชีวิตต่ออีกสักสองสามปี หาเงินให้มากกว่านี้เพื่อทิ้งบ้าน ทิ้งรถ และมรดกไว้ให้ซู่เป่า ถ้าเป็นไปได้ควรมีที่ดินอีกสักสองสามผืนด้วย
ซูจื่อซีเพิ่งเขียนพินัยกรรมเสร็จ ซู่เป่าก็เดินทางมาถึงพอดี
“นี่อะไรเหรอ? ขอดูหน่อยสิ!” ซูเหอเวิ่นตาไวกว่าใครเพื่อน เขาเอื้อมมือไปคว้ากระดาษพับเรียบร้อยจากมือซูจื่อซีทันควัน ซูจื่อซีรีบดึงมือกลับทันควัน
“ไม่ดูก็ไม่ดู แกล้งเล่นเฉย ๆ หรอกน่า!” ซูเหอเวิ่นสบถ
“พี่ชาย เป็นอะไรไปคะ?” ซู่เป่าจ้องมองซูจื่อซีพลางถามด้วยความฉงน
“ท่าทางหดหู่เหลือเกินยังไม่ทันเข้าห้องผ่าตัดด้วยซ้ำ” จี้ฉางชายตามองเขาแวบหนึ่งก่อนส่ายหัว
ซู่เป่าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงกระซิบถาม “อาจารย์คะ พี่จื่อซีโดนผีสิงหรือเปล่า?”
จี้ฉางส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ใช่หรอก อย่าคิดมากเลย”
แม้ภายในโรงพยาบาลจะมีพลังหยินหนาแน่นและวิญญาณเร่ร่อนปะปนอยู่ แต่เท่าที่เขาสังเกต ซูจื่อซีไม่ได้ถูกสิ่งลี้ลับรบกวน สภาพของเขาตอนนี้เหมือนคนถูกฉีดยาเกินขนาดจนเหี่ยวเฉาไร้เรี่ยวแรงเสียมากกว่า
ความจริงแล้ว ตอนยายแก่คนนั้นตบบ่าซูจื่อซี เธอได้ใช้ยาสลบซึ่งเป็นวิธีการของโลกมนุษย์ จี้ฉางและซู่เป่าจึงไม่สามารถมองออกได้ในทันที
“พี่ชาย พี่เจออะไรเรื่องแปลก ๆ มาไหมคะ?” เด็กน้อยก้มตัวลงคุกเข่าข้างเตียงคนไข้ก่อนถามไถ่
“อย่าแช่งฉันสิ” มือซึ่งถือพินัยกรรมเตรียมตัวตายของซูจื่อซีแข็งทื่อไปเล็กน้อย เขาเบิกตากว้างก่อนดุน้องสาว เขาหลงลืมเหตุการณ์ตอนถูกยายแก่คนนั้นตบบ่าไปเสียสนิท
“หนูไม่ได้หมายความอย่างนั้นค่ะ” ซู่เป่ารีบยกมืออุดปากพร้อมกับโบกไม้โบกมือพัลวัน
ซูจื่อซีส่งเสียงฮึมในลำคอ เขายัดจดหมายฉบับนั้นใส่มือซู่เป่าแล้วรีบเบือนหน้าหนี “เธอเก็บนี่ไว้ให้ดี รอให้ฉันเข้าห้องผ่าตัดก่อนค่อยเปิดดู”
“มันคืออะไรเหรอคะ?” ซู่เป่ารับกระดาษมาขณะทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก เธอเกือบจะแกะเปิดดูด้วยความอยากรู้ พอนึกขึ้นได้ว่าพี่ชายกำชับให้เปิดตอนผ่าตัด จึงรีบหุบมือแล้วเก็บใส่กระเป๋าด้วยความระมัดระวัง
ไม่นานวันรุ่งขึ้นก็มาถึง ถึงเวลาที่ซูจื่อซีต้องเข้ารับการผ่าตัด
เดิมทีเขาก็ดูปกติ แต่พอถูกเข็นไปยังห้องผ่าตัด ความตึงเครียดพุ่งขึ้นทันที
จังหวะนั้นเอง มือเล็กเอื้อมมากุมมือเขาไว้ พร้อมเสียงนุ่มนวลเอ่ยให้กำลังใจ “พี่ชายสู้ ๆ นะคะ พี่เก่งที่สุด พี่ต้องนอนเข้าไปแล้วยืนออกมาให้ได้แน่ ๆ ค่ะ!”
“…”
ซูเหอเวินนึกในใจ… ‘ดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดนะ แปลก ๆ นิดหน่อย… ลองฟังอีกทีสิ’
ซู่เป่าบรรจงผูกของชิ้นเล็กไว้บนข้อมือของพี่ชาย
เด็กน้อยกำชับด้วยสีหน้าจริงจัง “นี่คือเครื่องรางคุ้มครองภัยที่หนูวาดให้พี่ ใส่ไว้ให้ดีนะคะ!”
เครื่องรางดังกล่าวถูกพับเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก บรรจุในถุงผ้าสีเหลืองใบจ้อยร้อยด้วยเชือกสีแดง และบัดนี้มันถูกผูกติดอยู่กับข้อมือของซูจื่อซีเรียบร้อยแล้ว
วินาทีนั้นเอง ซูจื่อซีรู้สึกสงบลงน่าประหลาด ความหวาดกลัวมลายหายไปสิ้น เขามองสบตาซู่เป่าแม้ยังคงเงียบขรึมตามนิสัย จนกระทั่งถูกฉีดยาสลบ
ในที่สุดเขาก็เค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง “ได้”
อีกฟากหนึ่ง
ในขณะเดียวกับที่ซูจื่อซีถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด
ภายในห้องพักผู้ป่วยเดี่ยวสุดทางเดินของแผนก มียายแก่คนหนึ่งถือดาบไม้เล่มเล็กแล้วพึมพำกับตัวเองไม่หยุด เธอทั้งกระโดดและร่ายรำไปมาอย่างบ้าคลั่ง
เบื้องหน้าของหญิงชรามีตุ๊กตาตัวจิ๋ววางอยู่ บนตัวตุ๊กตาระบุชื่อ ‘ซูจื่อซี’ พร้อมวันเดือนปีเกิดกำกับไว้ชัดเจน…หลานชายตัวน้อยของเธอต้องทนทุกข์จากโรคภัยและภยันตรายมาตั้งแต่เด็ก
เธอจึงคิดโยกย้ายโรคภัยรวมถึงโชคร้ายทั้งหมดของหลานชาย… ไปฝากไว้ที่ซูจื่อซีแทน!
ให้เด็กคนนั้นเจ็บป่วยแทนหลานเธอ
ให้เด็กคนนั้นเผชิญความอัปมงคลแทนหลานเธอ
เพียงเท่านี้ หลานชายสุดรักของเธอก็จะอาการดีขึ้นและเปี่ยมด้วยวาสนาขึ้นเรื่อย ๆ…