ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 368 คุณเผาตุ๊กตา ก็คือเอาชีวิตหลานชายของฉัน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 368 คุณเผาตุ๊กตา ก็คือเอาชีวิตหลานชายของฉัน
บทที่ 368 คุณเผาตุ๊กตา ก็คือเอาชีวิตหลานชายของฉัน
เหล่าผีร้ายในห้องผ่าตัดต่างรู้เพียงการเข่นฆ่าทำร้าย แต่กลับไร้ความรู้เรื่องการช่วยชีวิต เมื่อเห็นอาการของซูจื่อซีวิกฤตหนักจนหมอต้องกู้ชีพ พวกมันจึงทำอะไรไม่ถูก ได้แต่พุ่งออกไปแจ้งข่าวแก่ซู่เป่า
เมื่อซู่เป่าได้ยินว่าสถานการณ์ข้างในย่ำแย่เพียงใด ทว่าเธอกลับเข้าห้องผ่าตัดไม่ได้ เด็กน้อยจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปหาอาจารย์ เธอออกวิ่งฝีเท้าเร็วรี่ราวกับเหินบินได้
“ซู่เป่า!” ซูเหอเวิ่นร้องเรียกพลางรีบไล่ตามไปติด ๆ
คุณนายซูกำชับซูจื่อหลินไว้ประโยคหนึ่งก่อนคิดจะตามไป ซูจื่อหลินกลับรั้งผู้เป็นแม่ไว้แล้วเป็นฝ่ายวิ่งนำออกไปเอง
ซู่เป่าวิ่งจนรองเท้าหลุดกระเด็น ใบหน้าจิ้มลิ้มอาบไปด้วยเหงื่อและความร้อนรน ในสมองมีเพียงความคิดเดียวคือต้องเร็ว… เร็วขึ้นอีกนิด!
‘พี่จื่อซีอดทนไว้นะ… อย่าได้กลายเป็นคนโง่งมเด็ดขาด!’
อีกด้านหนึ่ง
จี้ฉางลอบติดตามยายแก่คนนั้นไปเงียบ ๆ หลังจากหญิงชราออกจากชั้นสิบเอ็ด เธอไม่ได้มุ่งหน้ากลับห้องพัก แต่กลับลงไปยังศาลาพักผ่อนของโรงพยาบาล
ที่นั่นมีญาติผู้ป่วยนั่งพักคอยอยู่หนาตา หญิงชราผู้ช่างเจรจาเริ่มทักทายคนกลุ่มหนึ่ง ชวนคุยสัพเพเหระตั้งแต่เรื่องดินฟ้าอากาศไปจนถึงถามไถ่อาการป่วยของคนในครอบครัวพวกเขา
พอเริ่มสนิทสนม เธอก็เริ่มสำแดงวิชาดูโหงวเฮ้งให้ผู้คน ซึ่งผลปรากฏว่าเธอทายถูกแทบทุกคน ทำให้ญาติผู้ป่วยที่เดิมทีไม่สนใจต่างพากันเลื่อมใสศรัทธา แห่กันบอกชื่อและวันเดือนปีเกิดของตนหรือคนในบ้านเพื่อให้เธอช่วยตรวจดวงชะตาให้
จี้ฉางขมวดคิ้วมุ่น ‘ยายแก่คนนี้เป็นหมอผีงั้นหรือ?’
พฤติกรรมเที่ยวไล่ถามวันเดือนปีเกิดผู้อื่นไปทั่วเช่นนี้… ทำให้จี้ฉางสัมผัสถึงความผิดปกติ ความคิดหนึ่งพลันแล่นผ่านสมองเขาอย่างรวดเร็ว
เมื่อนำดวงชะตาของซู่เป่า ซูเหอเวิ่น และ ซูจื่อซี มาพิจารณาเปรียบเทียบดูแล้ว หญิงชรายังไม่พบดวงที่ถูกใจเสียที เธอจึงโบกมือปัดป้องด้วยประโยคคลาสสิกว่า “ความลับสวรรค์ห้ามเปิดเผย” ก่อนเบือนหน้ากลับห้องพักด้วยท่าทีเคร่งขรึมแต่แฝงความทะเยอทะยาน
ในใจยังคงพะวงถึงวาสนาของซู่เป่าจนรู้สึกรุ่มร้อนเหมือนถูกมดนับพันรุมกัดกิน ไม่อาจสงบใจลงได้แม้แต่วินาทีเดียว เธอรู้สึกขัดใจเหลือเกิน ดวงชะตาอันประเสริฐอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่กลับไม่สามารถคว้ามาครอบครองได้!
จี้ฉางยังคงติดตามต่อไป
หญิงชราเดินกลับเข้าห้องพัก ตลอดทางมีคนทักทายเธอไม่ขาดสาย กระทั่งเดินผ่านหน้าห้องของซูจื่อซี เธอหยุดชะงักพลางชะโงกหน้าเข้าไปมองดูแวบหนึ่ง
จี้ฉางเห็นแววตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนก้าวเท้าไปยังห้องพักเดี่ยวสุดทางเดิน เมื่อหญิงชราก้าวตามเข้าไปในห้องนั้น สีหน้าของจี้ฉางก็เคร่งเครียดขึ้นทันควัน กลิ่นอายภายในห้องพักนี้แตกต่างจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
จี้ฉางเงยหน้ามองออกไปยังทางเดินข้างนอกพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น
จังหวะนั้นเอง ซู่เป่าก็วิ่งกระหืดกระหอบมาถึง ใบหน้าเล็กเปื้อนรอยน้ำตา เอ่ยเรียกเสียงสั่น “อาจารย์คะ!”
“เกิดอะไรขึ้น?” จี้ฉางถามทันที
“พี่จื่อซี… พี่จื่อซีแทบไม่เหลือสติแล้วค่ะ ถ้าเป็นแบบนี้ พี่ชายต้องกลายเป็นคนโง่แน่ ๆ!” ซู่เป่าสะอื้นไห้ด้วยความร้อนรน
“…”
‘ไม่มีทางเป็นไปได้!’
ตามเส้นวาสนาของซูจื่อซี นั้นถือว่าประเสริฐยิ่ง การผ่าตัดครั้งนี้ไม่ควรเกิดอุปสรรคร้ายแรง และยิ่งไม่มีสิ่งใดสามารถพรากชีวิตเขาไปได้
จี้ฉางรีบเปิดสมุดบัญชีวิญญาณตรวจดูทันที กลับพบว่าบนเส้นชะตาของเด็กชายมีเส้นสายเล็กจ้อยแตกแขนงออกมาแฝงเร้น บิดเบือนชะตาเดิมของเด็กชายให้ผิดเพี้ยนไปสิ้น…
“ยืมอายุขัย?!” จี้ฉางโพล่งออกมาเกือบจะในทันทีที่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด!
ช่างเจ้าเล่ห์และระมัดระวังตัวจนเกินไป แม้แต่เขายังเกือบสังเกตไม่เห็น
สมุดเล่มนี้แม้ดูภายนอกจะบางเฉียบ หากพลิกตรวจดูให้ละเอียดจริง ๆ อาจต้องใช้เวลาถึงสามปี ซึ่งจี้ฉางเองก็ไม่ได้ว่างพอจะมานั่งเปิดดูทุกวี่วัน
อีกอย่าง ตอนซูจื่อซีเข้าห้องผ่าตัด ชะตาเขายังปกติสุขดีอยู่เลย หากซู่เป่าไม่วิ่งมาแจ้งข่าว เขาคงไม่มีทางล่วงรู้ได้ทันเวลา…
หญิงชราได้ยินเสียงซู่เป่าอยู่หน้าประตูก็รีบออกมาดู เมื่อเห็นซู่เป่าและซูเหอเวิ่นยืนอยู่ตามลำพังโดยไม่มีผู้ใหญ่ตามมาด้วย เธอก็ดีใจจนเนื้อเต้นขณะแสร้งโบกมือทักทาย “เด็กน้อย พวกเธอมาได้ยังไงกันจ๊ะ มาสิ… เข้ามาข้างในก่อน…”
ซู่เป่าไร้อารมณ์จะสนใจเธอ ในหัวคิดเพียงวิธีช่วยพี่ชายเท่านั้น
“ซู่เป่า เข้าไปดูข้างในเถอะ! อุบัติเหตุของจื่อซีต้องเกี่ยวข้องกับยายแก่คนนี้แน่!” จี้ฉางกล่าวเสียงเข้ม
เขานึกถึงท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ตอนมองเข้าไปในห้องซูจื่อซี และพฤติกรรมเก็บสะสมวันเดือนปีเกิดคนอื่นไปทั่ว พอมองไปยังเด็กชายนอนซมอยู่บนเตียงในห้องนั้น…
จี้ฉางขยับนิ้วเพียงนิด แสงสายหนึ่งก็เชื่อมต่อเด็กคนนั้นเข้ากับสมุดบัญชีวิญญาณ หน้ากระดาษพลิกเองอย่างรวดเร็วก่อนหยุดลงหน้าข้อมูลของเด็กชายคนดังกล่าว
“ชีวิตที่ควรจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ตอนนี้กลับต่อลมหายใจได้อีกครั้ง”
“ซู่เป่า เปิดดูใต้หมอนของเด็กคนนี้ดูสิ!” จี้ฉางตัดสินใจเด็ดขาด
ซู่เป่าไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าไปในห้องทันที
หญิงชราตกตะลึงไปชั่วขณะ ‘เด็กคนนี้… วิ่งเข้ามาหาเองเลยหรือ?’
เมื่อเห็นซู่เป่าวิ่งเข้าไป ซูเหอเวิ่นก็ก้าวตามเข้าไปด้วย
หญิงชราดีใจจนเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาดัง ๆ
‘ช่างเป็นโชคช่วยแท้ ๆ!’
เธอรีบปิดประตูลงทันที ก่อนล้วงหาของในกระเป๋าแล้วหยิบขวดสเปรย์ขนาดเล็กออกมา
ในขณะเดียวกัน ซู่เป่าก็กระชากหมอนขึ้นมา แต่เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนเด็กชายซึ่งกำลังหลับใหล เธอจึงยื่นมือไปประคองศีรษะเขาขึ้นเล็กน้อย พอเปิดหมอนออก เธอกลับพบตุ๊กตาฟางตัวจ้อยสี่ตัววางเรียงรายอยู่ข้างใต้…
“นี่มันอะไรกัน!?” ซูเหอเวิ่นถามด้วยความตระหนก
“ไม่ผิดจริง ๆ ด้วย… นี่คือการยืมชะตา!” จี้ฉางเอ่ยเสียงเครียด
“ยืมชะตาเหรอคะ?” ซู่เป่าทวนคำของอาจารย์ เพราะเด็กน้อยอาจยังไม่เข้าใจความหมายแท้จริงนัก
เปลือกตาของหญิงชรากระตุกวูบโดยไม่รู้ตัว
‘เด็กคนนี้… รู้จักวิชายืมชะตาด้วยงั้นหรือ?’
“เด็ก ๆ จ๊ะ อยากกินลูกอมไหม? ยายมีของอร่อย ๆ นะ!” หญิงชราจึงรีบกลอกตาไปมาขณะปั้นหน้ายิ้ม
โบราณว่า ความมั่งคั่งมักได้มาจากความเสี่ยง.. หญิงชราตัดสินใจเดิมพันทันที
ในเมื่อเด็กสองคนนี้มาเห็นเข้าแล้วก็ช่างมันประไร เธอเชื่อมั่นในวิชาของตนว่าหากใช้ยานอนหลับชนิดรุนแรงเข้าช่วย ย่อมมีวิธีลบเลือนความทรงจำช่วงสั้น ๆ นี้ออกไปได้
แม้ไม่อาจอวดอ้างสรรพคุณว่าลบได้หมดสิ้น แต่เรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาที เธอมั่นใจว่าจะจัดการลบมันออกจากสมองเด็กพวกนี้ได้ไม่ยาก
หญิงชราเอื้อมมือออกไป หวังตบไหล่ของ ซูเหอเวิ่น…
ทว่าซูเหอเวิ่นกลับจ้องมองเธอโดยระแวดระวัง
“อย่าเข้ามานะ!” เด็กชายถอยกรูดไปสองก้าวแล้วตะโกนลั่น ก่อนรีบควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมกดหาคนช่วยทันที
นัยน์ตาของหญิงชราพลันเย็นเยียบ เธอสะบัดขวดสเปรย์ขนาดจิ๋วขึ้นมาแล้วฉีดพ่นใส่ทันทีโดยไม่รีรอ คิดเพียงว่าต้องล้มซูเหอเวิ่นให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน!
เด็กผู้ชายคนนี้รูปร่างสูงใหญ่ ความระวังตัวสูง แถมยังรู้จักใช้โทรศัพท์ จัดการยากกว่าที่คิด
ผิดกับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ดูไร้เดียงสาน่ารัก ซึ่งคงจัดการได้ไม่ยากเย็น
แต่ทันใดนั้น หน้าต่างก็เปิดผางเพราะลมพัดแรง สเปรย์ที่พ่นออกไป ถูกลมตีกลับใส่หน้าหญิงชราเต็ม ๆ
“!!”
“อู้หูว~ มาทันเวลาพอดีเป๊ะ!” ผีดวงซวยโหนตัวเข้ามาทางหน้าต่างพลางตะโกนก้อง
หญิงชราคิดไม่ถึงว่าตนเองจะซวยซ้ำซวยซ้อนได้ถึงเพียงนี้… เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?
เธอเบิกตาค้างด้วยความงุนงง ก่อนทรุดฮวบหมดสติลงไปทันที
ซู่เป่านิ่งอึ้งไปชั่วขณะ … ‘นี่ไม่มีโอกาสให้หนูได้โชว์ฝีมือเลยเหรอคะ…?’
“ซู่เป่า เผามันเสีย!” จี้ฉางชี้ไปยังตุ๊กตาตัวหนึ่ง เด็กน้อยได้สติก็รีบหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาแปะลงบนตุ๊กตาฟางตัวจ้อย
ฟู่ม! เปลวเพลิงสีเขียวลุกโชนขึ้นท่วมในพริบตา เผาไหม้ตุ๊กตาหญ้าซึ่งติดชื่อและวันเดือนปีเกิดของซูจื่อซีจนมอดไหม้
ซูเหอเวิ่นอ้าปากค้างด้วยความทึ่ง
‘น้องสาวของเขาช่างเก่งกาจเหลือเกิน สามารถเรียกไฟจากความว่างเปล่าได้ เจ๋งสุดยอด!’
หลังจากซู่เป่าเผาตุ๊กตาตัวแรกเสร็จ เธอก็กวาดสายตามองไปยังตุ๊กตาที่เหลืออีกสามตัว
เด็กน้อยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว เธอหยิบพวกมันขึ้นมาเผาทิ้งจนสิ้นซาก
ณ วินาทีนี้เธอเข้าใจกระจ่างแจ้งว่า หากเผาตุ๊กตาเหล่านี้ทิ้งไป เด็กชายบนเตียงอาจจะไม่มีชีวิตรอด
ทว่า… หากราคาของการช่วยชีวิตคนผู้นี้คือลมหายใจของพี่ชายเธอ
เธอก็เลือกปกป้องพี่ชายโดยไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย!
หลังจากตุ๊กตาถูกเผาทำลาย ผลกรรมก็สนองกลับไปยังหญิงชราทันควัน เธอรู้สึกเจ็บแปลบในทรวงอกราวกับถูกมีดแทง หญิงชราสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด และภาพแรกที่เห็นคือ ซู่เป่ากำลังเผาตุ๊กตาเหล่านั้นทิ้ง
เธอร้อนรนจนแทบคลั่ง ‘ตุ๊กตาพวกนี้… มันคือชีวิตของหลานชายเธอเชียวนะ!’
‘เด็กผู้หญิงคนนี้ทำลงไปได้อย่างไร’
‘ในเมื่อรู้เรื่องการยืมชะตา ก็ต้องรู้แน่ว่าการกระทำนี้คือการปลิดชีพหลานชายเธอชัด ๆ!’
“อย่า… หยุดนะ!” หญิงชรากรีดร้องโหยหวน แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว
“เธอทำแบบนี้ได้ยังไง… ทำแบบนี้มันฆ่าหลานชายฉันชัด ๆ! เธอ… ทำไมเธอถึงเห็นแก่ตัวขนาดนี้!” เธอกอดอกทรุดฮวบลงกับพื้นร้องไห้โฮ
ใบหน้าเล็กของซู่เป่ายังคงสงบนิ่ง เมื่อรู้ว่าซูจื่อซีปลอดภัยแล้ว หัวใจที่เคยหนักอึ้งก็ผ่อนคลายลง
“คุณเองก็คิดจะทำร้ายพี่ชายหนูเหมือนกัน ไม่คิดว่าตัวเองเห็นแก่ตัวบ้างเหรอคะ?” เธอย้อนถามเสียงเรียบ
“ฉันทำร้ายพี่ชายเธอที่ไหนกัน? ฉันแค่ยืมชะตาเขามานิดหน่อยเท่านั้น! มากสุดเขาก็แค่เจ็บป่วยบ้าง ไม่มีทางถึงตายหรอก!” หญิงชราร้องไห้ปานขาดใจ
“แต่เธอเผาตุ๊กตาพวกนั้นทิ้ง นั่นเท่ากับฆ่าหลานชายฉัน!”
“เธอยังเด็กแท้ ๆ ทำไมถึงได้เย็นชาเห็นแก่ตัวนัก? พวกเธอมีชีวิตดีออกขนาดนั้น แบ่งปันให้หลานชายฉันบ้างจะเป็นไรไป… พวกเธอช่างโหดร้าย! เห็นแก่ตัว! พวกเธอไม่เคยเข้าใจความทุกข์ยากของคนธรรมดาหรอก…”
หญิงชรานอนคร่ำครวญอยู่บนพื้น น้ำตาไหลนองหน้า ฟูมฟายเสียงแหบพร่าด้วยความเคียดแค้น…