ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 367 การช่วยชีวิตซูจื่อซี
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 367 การช่วยชีวิตซูจื่อซี
บทที่ 367 การช่วยชีวิตซูจื่อซี
ด้านนอกห้องผ่าตัด คุณนายเฒ่าซู ซูจื่อหลิน และ ซูเหอเวิ่น ต่างเฝ้ารอด้วยใจจดจ่อ และเพื่อป้องกันไม่ให้ หานหานก่อความวุ่นวาย วันนี้ซูเหอเหวินจึงต้องรับหน้าที่กวดวิชาสอนการบ้านให้น้องสาวอีกครั้ง
ซู่เป่าเห็นหญิงชราโบกมือเรียกจึงหันไปบอกคุณยายก่อนเดินเข้าไปหา
หญิงชราฉีกยิ้มละไมถามว่า “เด็กน้อยจ๊ะ เธอชื่ออะไรเหรอ?”
ซู่เป่าไม่ได้ตอบคำถามนั้นแต่ถามกลับแทน “คุณเป็นใครคะ ทำไมถึงมาอยู่นี่ ครอบครัวคุณยายกำลังผ่าตัดอยู่ในนั้นเหมือนกันเหรอ?”
“หลานชายยายพักรักษาตัวอยู่ชั้นล่าง ยายแค่ขึ้นมาเดินเล่นสูดอากาศน่ะ” หญิงชราส่ายหน้า
“อืม…”
“สูดอากาศทำไมไม่ไปสวนด้านล่างล่ะครับ?” ซูเหอเวิ่นขมวดคิ้วสงสัย
หญิงชราลอบมองซูเหอเวิ่นพลางทอดถอนใจ
‘ชะตาของคนครอบครัวนี้ช่างสูงส่งเหลือเกิน ไม่มีใครดวงไม่ดีเลย’
‘หากสามารถชิงวาสนาของทุกคนในบ้านนี้มาได้ทั้งหมดละก็…’
ดวงตาของหญิงชราวาบประกายด้วยความโลภและความตื่นเต้นจนปิดไม่มิด
เธอพยายามยิ้มแย้มหลอกล่อ “ยายก็แค่เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยน่ะหนูน้อย อยากลองลงไปดูหลานชายยายไหมจ๊ะ? อยู่ชั้นล่างนี่เองใกล้มาก หลานยายชอบเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกันนะ ห้องเขามีของเล่นกับลูกอมเยอะแยะเลย”
แผนการใช้ของเล่นและขนมหวานหลอกล่อ มักได้ผลกับเด็กทั่วไปถึง 80%
“ช่วงนี้หลานยายยังเล่นเกมหนึ่งด้วยนะ เก็บแสงอาทิตย์มาปลูกต้นไม้ ให้ต้นไม้ไปสู้กับซอมบี้ รู้จักไหม? สนุกมากเลย”
ส่วนอีก 20% เธอหวังใช้เกมและสมาร์ทโฟนปิดจ๊อบหลอกล่อ ทว่าน่าเสียดายเหลือเกิน ทั้งซู่เป่าและซูเหอเวิ่นต่างจ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นยะเยือก ประหนึ่งกำลังมองดูแก๊งค้ามนุษย์ไม่มีผิด
“คุณยายคะ คุณคิดว่าพวกเราเป็นเด็กสามขวบหลอกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“คิดว่าพวกเราโง่หรือไง แผนตื้น ๆ แบบนี้มันดูออกชัดเจนเกินไปแล้ว” ซูเหอเวิ่นเสริมขึ้น
หญิงชราถึงกับชะงักกึก เด็กสองคนนี้รับมือยากพอ ๆ กับซูจื่อซีไม่มีผิด ระมัดระวังตัวจนเกินวัย เธอจึงเริ่มคิดจะใช้กลเม็ดเดิมคือการป้ายยานอนหลับ เพื่อให้เด็กทั้งสองเกิดอาการงุนงงจนยอมเดินตามไปแต่โดยดี
ยามนี้ซูจื่อซีกำลังผ่าตัด ผู้ใหญ่ในบ้านย่อมต้องจดจ่ออยู่กับความเป็นความตายในห้องนั้น… บางครั้งการลงมือต่อหน้าต่อตาผู้ปกครองซึ่งกำลังเผลอก็อาจง่ายกว่าที่คิด…
ทว่าเมื่อหญิงชราแกล้งปรายตาไปมองอย่างไม่ตั้งใจ เธอกลับพบว่าคุณยายซูและซูจื่อหลินกำลังจ้องเขม็งมายังเธออยู่ก่อนแล้ว
“…”
เธอรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่กล้าเสี่ยงดวงต่อ ได้แต่ลุกขึ้นยืนพร้อมกับบ่นกลบเกลื่อน “โธ่เอ๋ย! ยายก็แค่เห็นพวกเธอรุ่นราวคราวเดียวกับหลานชายหรอกนะ ไหนเลยจะคิดหลอกล่ออะไร ไม่เชื่อก็ช่างเถอะ!”
พูดจบเธอก็รีบจ้ำอ้าวเดินจากไปทันที
“ซู่เป่ารออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวอาจารย์ตามไปดูเองว่ายายแก่คนนี้เป็นตัวอะไรกันแน่” จี้ฉางแค่นหัวเราะเย็นชา
ซู่เป่าพยักหน้ารับคำ
*
ณ ห้องผ่าตัด
ซูจื่อซีได้รับยาสลบจนจมดิ่งสู่ความหลับใหลเรียบร้อยแล้ว พยาบาลคนหนึ่งเริ่มตรวจเช็กความเรียบร้อยทั่วร่างกายของเด็กชาย กระทั่งเห็นเครื่องรางที่ผูกอยู่บนข้อมือ
การผ่าตัดต้องเคร่งครัดเรื่องเทคนิคปลอดเชื้อ ไม่อนุญาตให้สวมใส่เครื่องประดับหรือสิ่งของใด ๆ ทั้งสิ้น บ่อยครั้งที่มีคนไข้พกเครื่องรางติดตัวมา พยาบาลจะช่วยถอดออกเพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ในกล่องของใช้ส่วนตัวให้
แต่เครื่องรางชิ้นนี้ถูกผูกไว้แน่นหนา พยาบาลจึงไม่กล้าตัดทิ้งโดยพลการ เนื่องจากในห้องผ่าตัดมักมีเรื่องราวแปลกประหลาดเกิดขึ้นเสมอ เช่น กรณีสามีบังคับให้ลงมีดผ่าคลอดตามฤกษ์เป๊ะ ๆ หรือญาติมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหลักหมื่นเพราะหมอต้องตัดเสื้อผ้าคนไข้ทิ้งเพื่อช่วยชีวิต
พยาบาลจึงต้องใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะแกะเครื่องรางชิ้นนั้นออกมาได้สำเร็จ และวางมันไว้ข้างกายเด็กชาย
หลังจากเครื่องรางหลุดพ้นจากร่างกาย วาสนาที่เคยถูกปกป้องไว้ของซูจื่อซีก็ถูกดูดออกไปทันที พลังโชคลาภไหลบ่าไปยังทิศทางหนึ่งโดยไม่ขาดสาย…
เหล่าวิญญาณร้ายวนเวียนอยู่แถวนั้นรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลง พวกมันเริ่มเข้ามาห้อมล้อมเตียงผ่าตัด
“เกิดอะไรขึ้น? เด็กคนนี้เป็นใครกัน? เครื่องรางที่ผูกไว้เมื่อกี้แรงฤทธิ์มหาศาลเหลือเกิน”
“นั่นสิ ดูผิวพรรณที่ละเอียดอ่อนนี่สิ ท่าทางคงมีพื้นเพดีทีเดียว… ฉันจะลองดูว่าเข้าร่างได้ไหม”
“ฉันเองก็จะลองดูเหมือนกัน!”
พวกผีหิวโหยต่างยื้อแย่งเบียดเสียดกันเพื่อแย่งเข้าสิงร่างเด็กชาย ซูจื่อซีจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราลึกโดยไร้สติสัมปชัญญะ เขารู้สึกเพียงว่าข้างหูมีเสียงอื้ออึงวุ่นวาย เป็นสุ้มเสียงยุ่งเหยิงของใครบางคนกำลังสนทนากัน
ทันใดนั้น ความหนาวเหน็บพลันจู่โจมร่างกายแต่เขากลับไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย
ด้านกลุ่มแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดยังคงรักษากิริยาสงบนิ่ง สถานการณ์ดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งถึงขั้นตอนสำคัญ ทว่าตำแหน่งลิ่มเลือดกดทับอยู่นั้นกลับปริแตก เลือดพุ่งกระฉูดออกมาทันที
ห้องผ่าตัดตกอยู่ในความตึงเครียด!
รุ่นพี่ซูอี้เชินถึงกับหน้าถอดสี หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มใบหน้าของศัลยแพทย์ผู้ลงมือ
‘ไม่ใช่มั้ง… อัตราความเสี่ยงแค่ 5% นั่น เขาต้องมาเจอในวันนี้จริง ๆ หรือ!’
เหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้น ไม่มีใครมองเห็นเลยว่ารอบกายซูจื่อซีมีเงาตะคุ่มของพวกวิญญาณร้ายรุมล้อมอยู่
“เฮ้ เด็กคนนี้ใกล้ตายแล้ว มาช่วยสงเคราะห์เขาหน่อย! กระชากวิญญาณเขาออกมา…”
“ตาถั่วหรือไง นี่เรียกว่าใกล้ตายที่ไหน? ขืนดึงตอนนี้ก็ได้ไปแค่ครึ่งเดียว กลายเป็นคนโง่เง่าไปเสียเปล่า ๆ”
“เด็กน้อย ฮิฮิ… มาเล่นกับพวกเราสิ! มาเถอะ~”
ซูจื่อซีมือเท้าเย็นเฉียบ ความดันโลหิตเริ่มดิ่งต่ำลง
แม้ไร้สติ แต่เขากลับสัมผัสได้ถึงแรงกดทับมหาศาลทับถมลงบนตัวจนหายใจไม่ออก ออกซิเจนในปอดคล้ายถูกสูบหายไปเรื่อย ๆ ช่างรู้สึกทรมานเหลือเกิน…
*
ซู่เป่ารออยู่ด้านนอกจู่ ๆ ก็ขมวดคิ้วมุ่น แม้เด็กน้อยมองไม่เห็นสถานการณ์ด้านใน แต่กลับเห็นวิญญาณหลายตนพุ่งหายเข้าไปในห้องผ่าตัด ท่าทางราวกับเข้าไปชมเรื่องสนุก
“เร็วเข้า! เด็กคนนั้นไม่ไหวแล้ว ไปช่วยกันหน่อย!”
“ฮิฮิฮิ…”
ซู่เป่าเริ่มร้อนรน ‘เด็ก? หมายถึงพี่จื่อซีอย่างนั้นเหรอ?’
เด็กน้อยรีบคว้าน้ำเต้าวิญญาณขึ้นมาเขย่า “พี่สาว พี่ชาย ป้าหน้าเหวี่ยง… ออกมาเร็วเข้าค่ะ!”
“เกิดอะไรขึ้น? มีเรื่องอะไร?” บรรดาผีในน้ำเต้าถูกเขย่าจนหัวหมุน รีบพุ่งออกมาถามด้วยความตระหนก
ซู่เป่าชี้ไปยังห้องผ่าตัดด้วยสีหน้าวิตกกังวล พลางบอกเล่าสถานการณ์วิกฤตที่ซูจื่อซีกำลังเผชิญจากการรบกวนของพวกสัมภเวสี
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉัน! แค่วิญญาณเร่ร่อนชั้นต่ำพวกนั้น ต่อหน้าฉันมันก็แค่เศษขยะ!” ผีดวงซวยโพล่งขึ้นอย่างกระหายลำพอง สิ้นคำอาสาก็ถลันร่างทะลุเข้าไปในห้องทันที
ผีเจ้าชู้เบิกตาค้างพร้อมกับร้องห้ามเสียงหลง “ไอ้บ้าเอ๊ย! หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ตัวเองเป็นผีดวงซวยขนาดนั้น อย่าเข้าไปใกล้คุณหมอเชียว!”
ผีขี้ขลาดเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกวดตามไปติด ๆ ด้วยใจระทึก
ทว่าผีดวงซวยพุ่งตัวเร็วเกินไปจนคุมจังหวะไม่อยู่ เกือบจะปะทะเข้ากับศัลยแพทย์หลัก
ศัลยแพทย์ผู้ลงมีดกำลังใช้สมาธิขั้นสูงสุดเพื่อควบคุมจุดเลือดออก แต่จู่ ๆ มือกลับวืดไถลไปโดยไร้สาเหตุ ส่งผลให้เลือดพุ่งทะลักออกมาอีกระลอกใหญ่
“??!”
“!!!” ผีดวงซวยหน้าเสียเมื่อรู้ว่าความซวยของตนแผ่รังสีใส่หมอเข้าให้แล้ว ผีเจ้าชู้และผีขี้ขลาดมองด้วยสายตาว่างเปล่า ในใจนึกตำหนิผีอีกตนซ้ำร้อยพันครั้ง
ผีขี้ขลาดรีบพุ่งเข้าไปคว้าคอผีดวงซวยแล้วเหวี่ยงกระเด็นออกไปให้พ้นทาง ส่วนผีเจ้าชู้สวมวิญญาณนางสิงห์เจ้าถิ่น ตวาดใส่พวกวิญญาณซึ่งรุมล้อมซูจื่อซีเสียงสนั่น “ทำอะไรกันน่ะ! ไสหัวไปให้หมด! คนของพวกฉัน พวกแกกล้าแตะต้องเหรอ!?”
บรรดาสัมภเวสีเร่ร่อนต่างแตกฮือหนีกระเจิงไปคนละทิศละทางด้วยความหวาดกลัว
ซูจื่อซีซึ่งกำลังตกอยู่ในอาการโคม่าสัมผัสได้ว่าอากาศเริ่มไหลเวียนเข้าปอด ความรู้สึกหนักอึ้งบนหน้าอกมลายหายไปจนหมด
ผีเจ้าชู้และพรรคพวกต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่ากลับต้องชะงักกึกเมื่อได้ยินเสียงประกาศอันหนักแน่นและรีบร้อนของศัลยแพทย์ “เตรียมช่วยชีวิตฉุกเฉินด่วน!”
‘ช่วย… ช่วยชีวิตฉุกเฉินงั้นเหรอ?!’
พวกเขามองไปยังซูจื่อซีโดยสัญชาตญาณ เห็นเพียงใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ แม้แต่ริมฝีปากก็ไร้สีเลือด…