ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 372 ฉันไม่ใช่ลูกรักของคุณอีกต่อไป
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 372 ฉันไม่ใช่ลูกรักของคุณอีกต่อไป
บทที่ 372 ฉันไม่ใช่ลูกรักของคุณอีกต่อไป
ซูจื่อซีสนทนากับซู่เป่าอย่างออกรส พลางวาดฝันถึงอนาคตหลังความตาย
จี้ฉางซึ่งยืนดูอยู่ข้างกายถึงกับมุมปากกระตุกรัว แทบควบคุมสีหน้าไม่อยู่ เขาหาจังหวะแทรกบทสนทนาไม่ได้แม้แต่น้อย
นี่มันบริวารบ้านไหนกันถึงได้ใจกล้าบ้าบิ่นเพียงนี้ กล้าประกาศป่าว ๆ ว่าจะคอยคุ้มครองราชายมราช
‘อ้อ… ก็บริวารของราชายมราชเองนั่นแหละ งั้นก็ช่างเถอะ’
จี้ฉางถึงกับอึ้งพูดไม่ออก เขาตัดสินใจลอยตัวขึ้นพร้อมกับกำชับ “อาจารย์จะลงไปสืบดูเสียหน่อยว่าคนผู้นั้นเป็นใคร ซู่เป่า… ช่วงนี้เธอต้องระวังตัวให้ดี อย่าใจร้อนเด็ดขาด หากเจอเหตุการณ์ฉุกเฉินให้รีบเผายันต์จารึกชื่ออาจารย์ไว้ แล้วอาจารย์จะรีบมาหาทันที”
เหตุการณ์ที่ซูจื่อซีถูกกักขังเพื่อบังคับให้เขียนชื่อนั้นช่างแปลกประหลาด จี้ฉางสัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากล และเขาต้องสืบหาความจริงให้กระจ่างแจ้ง
ซู่เป่ากับซูจื่อซีกำลังสนทนาค้างลมกันด้วยความสนุกสนาน เธอเพียงเงยหน้าขึ้นโบกมือน้อย ๆ แบบขอไปที “อื้ม ๆ อาจารย์บ๊ายบายค่ะ!”
“…” จี้ฉางสบถพึมพำในใจก่อนจะเลือนหายไป
‘เจ้าตัวเล็กนี่ไม่มีความกตัญญูเอาเสียเลย’
เมื่อความตื่นเต้นระลอกแรกผ่านพ้น ความเหนื่อยล้าก็ถาโถมเข้าใส่ซูจื่อซีทันควัน เขาค่อย ๆ จมดิ่งสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว ซู่เป่านั่งตัวตรงบนเก้าอี้ข้างเตียง คอยเฝ้าดูพี่ชายด้วยความทุ่มเทและรับผิดชอบเต็มเปี่ยม
ซูเยว่เฟยเดินเข้ามาเห็นภาพเจ้าตัวน้อยนั่งเรียบร้อย วางมือทั้งสองบนหัวเข่า ขาน้อย ๆ ชิดกันเหยียบที่พักเท้า ดวงตาจ้องมองพี่ชายตาไม่กะพริบ
‘อืม…อายุน้อยเพียงเท่านี้ กลับมีความรับผิดชอบสูงนัก’
เขาอดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ซู่เป่าเหนื่อยรึเปล่า? อยากกลับไปนอนพักสักหน่อยไหม?”
ซู่เป่าไม่ค่อยมีโอกาสพบซูเยว่เฟยบ่อยนัก แม้จะรู้สึกคุ้นเคยทว่ายังมีความแปลกใหม่เจือปน เธอเงยหน้ามองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ลุงสามคะ วันนี้ลุงไม่ต้องบินอยู่บนฟ้าแล้วเหรอคะ?”
“วันนี้ไม่ต้องครับ ลุงได้พักผ่อนช่วงหนึ่งก่อนพวกเธอเปิดเทอมพอดี” ซูเยว่เฟยผู้สุภาพนุ่มนวลตอบกลับด้วยเสียงอ่อนโยน
“แล้วเครื่องบินลำใหญ่ได้พักผ่อนด้วยไหมคะ?” ซู่เป่าพยักหน้าเข้าใจ
“เครื่องบินไม่ได้พักหรอกครับ เพราะจะมีกัปตันคนอื่นมาขับต่อ” ซูเยว่เฟยยกมุมปากเล็กน้อย
“ถ้าแบบนั้นเครื่องบินก็เหนื่อยเกินไปแล้วล่ะค่ะ” ซู่เป่าส่ายหน้าหวือ
“เครื่องบินมีการตรวจซ่อมบำรุงเหมือนกัน ไม่ต้องกังวลหรอกครับ” เขายิ้มรับกับความไร้เดียงสาของหลานสาว ส่วนเด็กน้อยเพิ่งได้รับความรู้ใหม่ว่าเครื่องบินต้องมีการตรวจสภาพเป็นประจำ และต้องทำทุกวันเสียด้วย
เธอซักถามซูเยว่เฟยด้วยความใคร่รู้ไม่จบสิ้น คุยกันนานโขกระทั่งตนเองเผลอหลับไปในที่สุด
เวลาผ่านพ้นไปสามวันเพียงชั่วพริบตา
ซูจื่อซีผ่านช่วงสังเกตอาการมาได้ราบรื่น เดิมทีทางตระกูลตั้งใจจะย้ายเขาไปยังโรงพยาบาลเอกชน แต่เมื่อพักฟื้นนานเข้ากลับเริ่มคุ้นชิน จึงบอกทุกคนว่าไม่อยากย้ายให้วุ่นวายอีก
คุณชายน้อยซูจื่อซีผู้เคยใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย หลังจากผ่านวิกฤตครั้งนี้เขาก็ค่อย ๆ กลมกลืนกับวิถีชีวิตคนธรรมดามากขึ้น
ยามเช้าตื่นมาจิบโจ๊กข้าวโพดแกล้มผักใบเขียวสดพลางเปิดวิทยุฟังข่าวสาร
เมื่ออิ่มท้องก็ลงจากเตียงเดินเล่น แม้ไม่ถึงขั้นไปร่วมนินทาซุบซิบกับญาติผู้ป่วยตามโถงทางเดิน แต่ก็ยอมนั่งนิ่งฟังคนอื่นสนทนาพาทีกัน
ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ตั้งแต่ซูจื่อซีปักใจเชื่อว่าตนเองคือ แม่ทัพราชาผี เขาก็เริ่มปฏิบัติภารกิจ ‘สำรวจทุกข์สุขของราษฎร’ ทันที!
เด็กชายสัญญาว่าจะต้องพยายาม เพื่อลงไปเป็นกำแพงเหล็กให้น้องสาวในอนาคต!
น้องสาวจับผีได้เก่งกาจขนาดนี้ ตำแหน่งในยมโลกย่อมต้องยิ่งใหญ่แน่นอน
‘เอ… แต่ตอนเข้าไปยังตำหนักยมราชวันนั้น ทำไมซู่เป่าถึงไปนั่งอยู่บนบัลลังก์ได้ล่ะ?’
ซูจื่อซีชะงักกึก
‘หรือว่า น้องสาวคือ… ราชายมราช???’
เขาสะดุ้งโหยงกับความคิดตนเอง
‘ไม่มีทางหรอก… จะมียมราชที่ไหนน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนซู่เป่ากันเล่า’
‘แถมยังขี้อ้อนเสียขนาดนี้ ต้องเป็นเขาที่เข้าใจผิดไปเองแน่ ๆ…’
ระหว่างซูจื่อซีพักฟื้นร่างกาย ซู่เป่าและหานหานต่างพากันเตรียมความพร้อมต้อนรับวันเปิดเทอมซึ่งใกล้เข้ามาทุกขณะ
เช้าวันนี้คุณยายซูได้รับโทรศัพท์จากทางร้านค้า
“ได้เลยจ้ะ พรุ่งนี้สิบโมงเช้านะ… ขนมาให้เลือกเยอะ ๆ หน่อยล่ะ ใหญ่สุดเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ ส่วนเล็กสุดคือเด็กหญิงสี่ขวบ”
“คุณยายคุยกับใครเหรอคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถามด้วยความฉงน
“ร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังจ๊ะ เห็นว่าพวกหนูใกล้เปิดเทอมกันแล้ว ยายเลยตั้งใจซื้อชุดใหม่ให้เสียหน่อย” คุณยายซูตอบพลางแย้มยิ้ม
เศรษฐีบางกลุ่มอาจชอบไปรูดบัตรตามห้างหรูโดยไม่คิดชีวิต แต่ยังมีอีกหลายคนเช่นคุณนายเฒ่าซูที่ไม่นิยมการเดินช้อปปิ้ง แต่โปรดปรานบริการส่งตรงถึงบ้านมากกว่า
แบรนด์ระดับโลกมักมีรายชื่อลูกค้าวีไอพีอยู่เสมอ ทุกครั้งหลังจากออกคอลเลกชันใหม่ พวกเขาจะรีบติดต่อเพื่อนำสินค้ามาให้เลือกชมถึงคฤหาสน์ทันที
ซูเยว่เฟยในชุดลำลองเดินถือแก้วกาแฟออกมาจากห้องอาหารก่อนเสนอขึ้น “เดี๋ยวผมจะพาซู่เป่ากับเด็ก ๆ ไปเที่ยวเสียหน่อย เมื่อวานซู่เป่าบอกว่าอยากไปสวนสนุกครับ”
“ดีเลย ใกล้เปิดเทอมแล้ว ควรไปเที่ยวสักหน่อย” หญิงชราพยักหน้าเห็นดีด้วย
ซู่เป่าวิ่งขึ้นบันไดอย่างร่าเริง “พี่หานหานคะ! คุณยายจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้พวกเรา แล้วลุงสามก็จะพาไปสวนสนุกด้วย!”
“อู้หู! ฉันมาแล้ว!” หานหานโยนสมุดการบ้านทิ้งทันควัน
ซูจื่อหลินตวาดเสียงเข้ม “นั่งลง!”
“…” เด็กหญิงรู้สึกราวกับว่าตนเองต้องจมกองการบ้านมาตลอดปิดเทอม เธอร้องไห้โฮ “หนูอยากไปเล่น! หนูอยากไปสวนสนุก อยากนั่งรถไฟเหาะ!”
ซูจื่อหลินตีหน้ายักษ์ไร้ความปรานี “อักษรพินอิน 26 ตัว จำได้แค่ 6 ตัว บวกลบไม่เกินสิบยังสับสน คำว่า ฟ้า ดิน คน เธอ ฉัน เขา ทั้งหกคำนี้ ลูกเขียนคำไหนรอดบ้าง?”
อีกไม่กี่วันหานหานต้องขึ้นชั้นประถมแล้ว เด็กคนอื่นต่างท่องบทกวีถังได้คล่อง แต่เธอกลับท่องไม่จบสักบท แต่ดันเก่งเรื่องแต่งกลอนมั่วขึ้นมาเอง
“หนูเขียนคำว่า ‘คน’ ได้ค่ะ” หานหานตอบเสียงอ่อย
หานหานคิดว่าตนเองเก่งกาจพอตัวแล้ว อักษรพินอิน 26 ตัว เธออุตส่าห์จำ อา โอ เออ อี อู อวี ได้ แถมยังเขียนได้คล่อง!
ส่วนเลขบวกลบ… เธอจำแม่นเชียวล่ะว่าหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง สองบวกสองเป็นสี่ สี่บวกสี่เป็นแปด!
แล้วบทกวีถังสามร้อยบทนั่น มีบทไหนบ้างที่เธอต่อกลอนไม่ได้? แม้จะมั่วเอาเองก็เถอะ
ซูจื่อหลินเห็นท่าทางกวนประสาทของลูกสาวก็ยิ่งโมโห จะไปสวนสนุกงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!
‘ครานี้ต่อให้คุณย่าหรือพี่ชายมาเกลี้ยกล่อม เขาก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้เด็ดขาด!’
จังหวะนั้นเอง หัวกลมมนสามหัวพลันค่อย ๆ โผล่พ้นขอบประตูออกมาทีละนิด
ซูเหอเวิ่นหมอบอยู่ล่างสุด โดยมีซู่เป่าซ้อนทับบนบ่าพี่ชาย และเจ้าเสี่ยวอู่เกาะหนึบอยู่บนศีรษะของซู่เป่าอีกต่อหนึ่ง
“ให้หานหานไปด้วยกันเถอะนะครับ!” ซูเหอเวิ่นละล่ำละลักอ้อนวอน
“ไม่ได้” ซูจื่อหลินยังคงตีหน้าขรึม ยืนหยัดในอุดมการณ์อันแน่วแน่
ซู่เป่าจึงเริ่มแผนการ เอียงคอส่งยิ้มหวานหยดย้อยแล้วเอ่ยเสียงนุ่ม “คุณลุงรองขา… หนูอยากเล่นกับพี่หานหานจังเลยค่ะ ถ้าไม่มีพี่หานหาน ซู่เป่าต้องเหงามากแน่ ๆ เลย”
อุดมการณ์อันแข็งแกร่งของซูจื่อหลินเริ่มสั่นคลอน มันดิ้นรนอย่างหนักภายใต้แววตาออดอ้อนคู่นั้น
เจ้าเสี่ยวอู่เอียงคอพิจารณาสถานการณ์รอบด้าน ก่อนโพล่งประโยคเด็ดปลุกใจขึ้นมา “หากเรียนไม่ตาย ก็จงเรียนให้ตายไปข้างหนึ่งเลย!”
ซูจื่อหลินซึ่งกำลังลังเลใจรีบพยักหน้าเห็นพ้องทันควัน “ใช่! พูดได้ดี!”
“…”
“เสี่ยว… อู่! ฉันจะจับแกย่างให้สุกเดี๋ยวนี้แหละ!” หานหานแยกเขี้ยวจ้องมองเสี่ยวอู่
“ถอนขนเสี่ยวอู่ให้หัวล้านไปเลย!” ซู่เป่ารีบทับถม
เจ้าเสี่ยวอู่รีบหุบปากฉับพลัน แสร้งทำหน้าตาไร้เดียงสาราวกับตนเองไม่ได้ทำสิ่งใดผิด
‘มันพูดอะไรผิดไป ก็พูดความจริงทั้งนั้นนี่นา!’
ซูจื่อหลินตั้งท่าจะยืนกรานในหลักการเดิมเพื่อบอกให้ซู่เป่าและเด็กคนอื่นรีบออกเดินทางกันไปเอง
แต่พอเห็นซู่เป่ากะพริบตาปริบ ๆ ส่งสีหน้าอ้อนวอน “คุณลุงรองคะ… ได้โปรดเถอะนะขา!”
“…”
สุดท้าย หานหานก็เหมือนสุนัขฮัสกี้หลุดจากบังเหียน เธอวิ่งพรวดพราดผ่านประตูออกไปพร้อมกับซู่เป่าและพี่ชาย ก่อนพากันกระโดดขึ้นรถมุ่งหน้าสู่สวนสนุกด้วยความร่าเริง!
ซูจื่อหลินรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเบา ๆ จนเจ็บแปลบ…
เสี่ยวอู่เกาะขอบหน้าต่างมองตามรถซึ่งขับเคลื่อนไกลออกไป ดวงตาเม็ดถั่วเขียวฉายแววน้อยเนื้อต่ำใจ “ฉันไม่ใช่ที่รักที่สุดของเธออีกต่อไปแล้ว เธอยังขู่ถอนขนฉันทิ้งเสียอีก ความรักลึกซึ้งในอดีตคงโยนให้แมวกินหมดแล้วสินะ”
ยามนั้นเอง เสวี่ยนหลิงซ่อนกายในมุมมืดพลันก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว
และอีกหนึ่งก้าว…
เสี่ยวอู่ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ยังคงคร่ำครวญเป็นบทเพลงเศร้าสร้อย
ทันใดนั้น ประหนึ่งสายฟ้าฟาดผ่าน!
เสี่ยวอู่แผดร้อง “ก๊า!” เตรียมขยับปีกหนี ทว่ากลับถูกเสวียนหลิงตะปบลงกับพื้นด้วยอุ้งเท้าทันควัน!
“ฉิบหายแล้ว! พ่อแกโดนเก็บแล้ว!”
เสวียนหลิงใช้อุ้งเท้ากดทับเสี่ยวอู่ไว้แน่นพลางจ้องเขม็งด้วยแววตาเย็นชา
‘รู้สึกเหมือนเจ้านกนี่กำลังหลอกด่าฉันอยู่…ไม่แน่ใจแฮะ ขอจ้องดูให้ชัดอีกทีสิ’
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ยินดีต้อนรับครับ! ขอบคุณที่แวะมาหาผม พี่ใหญ่ทานข้าวรึยังจ๊ะ?” เสี่ยวอู่ผู้รู้รักษาตัวรอดรีบละล่ำละลักอ่อนข้อทันที
แมวหนุ่มเผยแววดุร้ายผ่านดวงตาพร้อมกับอ้าปากกว้าง งับศีรษะนกแก้วเข้าไปเต็มคำอย่างดุเดือด!…