ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 373 ลุงสาม คุณไม่กลัวใช่ไหม
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 373 ลุงสาม คุณไม่กลัวใช่ไหม
บทที่ 373 ลุงสาม คุณไม่กลัวใช่ไหม?
เสี่ยวอู่ตกใจจนแทบสิ้นสติ แมวตัวนี้เอาจริงรึเนี่ย?!
“พี่ใหญ่! ผมผิดไปแล้ว!” นกแก้วตัวแสบกระพือปีกพลางร้องลั่น
แววตาเสวียนหลิงฉายแววดูแคลนชัดเจน มันเพียงขยับปากราวกำลังเล่นสนุก ครั้นเห็นอีกฝ่ายขวัญผวาจนได้ที่จึงยอมปล่อยตัว เสี่ยวอู่หลุดพ้นจากกรงเล็บมาได้ก็เตรียมทะยานบินหนีทันที!
ทว่าเพิ่งจะกระพือปีกขึ้นมาได้เพียงนิด กลับถูกอุ้งเท้าหนาตะปบกดลงกับพื้นอีกครา
สายตาเสวียนหลิงราวกับกำลังบอกว่า ‘แกยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับความเร็วที่แท้จริง!’
“ท่านราชา! ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย!” นกแก้วร้องขอชีวิต เสวียนหลิงทำหน้าชื่นตาบาน ท่าทางเหมือนบอกให้มันพยายามต่อไป
“พ่อครับ!”
เสวียนหลิงยอมคลายอุ้งเท้าปล่อยตัวเสี่ยวอู่
คราวนี้เสี่ยวอู่ไม่กล้าคิดหนีอีก มันนั่งนิ่งแข็งทื่อ ราวกับลืมแม้กระทั่งวิธีหายใจเพื่อแกล้งตาย
ใจหนึ่งคิดรอให้เจ้าแมวเผลอ แล้วจึงค่อยบินทะยานขึ้นฟ้าหนีไปให้พ้น!
ฝ่ายเสวียนหลิงเองก็จ้องเขม็งไม่กะพริบตา รอคอยวินาทีที่เสี่ยวอู่ขยับปีกเพื่อตะครุบซ้ำ ให้รู้ซึ้งถึงความต่างของความเร็ว
หนึ่งแมวหนึ่งนกต่างคุมเชิงกันอยู่บนขอบหน้าต่าง ดูว่าใครจะสิ้นฤทธิ์พ่ายแพ้ไปก่อน
สิบนาทีผ่านพ้นไป…
ครึ่งชั่วโมงผ่านพ้นไป…
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปหนึ่งชั่วโมง
คุณปู่เต่าเดินต้วมเตี้ยมผ่านมาไม่ไกลนัก จังหวะชีวิตช่างดูผ่อนคลายสบายอารมณ์ยิ่ง
“ดูนั่นสิ! ซู่เป่ามาแล้ว!” เสี่ยวอู่พลันร้องตะโกน แต่เสวียนหลิงกลับนิ่งสนิท เปลือกตาไม่ได้ไหวติงแม้แต่น้อย ยังคงจ้องมองเหยื่อตรงหน้าเขม็ง
“พี่ใหญ่… ขาผมชาหมดแล้ว”
เสวียนหลิงยังคงจ้องต่อไป
“……”
ขณะนั้นเอง คุณปู่เต่าค่อย ๆ คาบเนื้อกุ้งที่ซู่เป่าเคยป้อนทิ้งไว้เข้าปากอย่างสบายอารมณ์……
*
อีกด้านหนึ่ง ซูเยว่เฟยพาซู่เป่า หานหาน และสองพี่น้องซูเหอเหวินกับซูเหอเวิ่นมาถึงสวนสนุก เพียงก้าวเท้าถึงหน้าประตู เสียงหวีดร้องด้วยความสนุกสนานของเด็ก ๆ ด้านในก็ลอยมาเข้าหูทันที!
ซู่เป่า หานหาน และซูเหอเวิ่นต่างตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ มีเพียงซูเหอเหวินยังคงรักษามาดขรึมเย็นชาขณะขมวดคิ้วเล็กน้อย
“พี่… ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องมาก็ได้นะ ปากบอกว่าไม่อยากมาแต่ก็ยังเดินตามต้อย ๆ มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ?” ซูเหอเวิ่นพูดขึ้นมา
“จำเป็นเหรอคะ?” ซู่เป่าเอียงคอถาม
“ลุงใหญ่ลองมีน้องชายเพิ่มอีกคนสิคะ ตั้งชื่อว่า ‘ซูเหอปี้’ รับรองว่าคราวนี้มีเหอปี้สมใจอยากแน่นอน!” หานหานรีบเสริมพลางหัวเราะร่า
ที่หานหานพูดเช่นนี้ เป็นเพราะคำว่า ‘เหอปี้’ ในภาษาจีนนั้นพ้องเสียงกับคำว่า ‘จำเป็น’ เมื่อนำมาต่อท้ายชื่อพี่น้องตระกูลซูรุ่นหลานอย่าง ‘ซูเหอ’ และ ‘ซูเหอเหวิน’ จึงกลายเป็นการล้อเลียนมาดนิ่งของพี่ชายคนโต
ในเมื่อปากบอกว่าไม่จำเป็นต้องมา ทว่าสุดท้ายก็ยังตามมาจนได้ ถ้าอย่างนั้นก็ควรจะมีน้องชายชื่อ ‘จำเป็น’ เสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!
เมื่อซูเยว่เฟยตรวจตั๋วเสร็จสิ้น จึงหันไปบอกหลานชายคนโต “ถ้าไม่อยากเล่นจริง ๆ ไปนั่งรอพวกเราตรงโซนนั่งเล่นก็ได้นะ อาไม่บังคับ”
“ใครบอกว่าผมไม่อยากเล่นกันเล่า?” ซูเหอเหวินยังคงรักษาท่าที
ทันใดนั้น ซูเหอเวิ่นนึกอะไรออก เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดค้นหาวิดีโอเมื่อสองปีก่อน เป็นคลิปตอนไปสวนสนุกเช่นกัน แต่ตอนนั้นมีเพียงคุณพ่อพาเขาสองพี่น้องไป
ในคลิป ซูเหอเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ
“ทำไมต้องมาสถานที่แบบนี้ด้วย?”
“ผมไม่อยากเล่น”
“ไร้สาระสิ้นดี!”
“มีแต่เด็กสามขวบเท่านั้นแหละที่ชอบของพวกนี้!”
“นี่คือพี่ชายคนโตตอนเด็กเหรอคะ?” ซู่เป่าดูวิดีโอแล้วร้องว้าว
“ใช่แล้ว ตอนนั้นพี่เหอเหวินอายุเจ็ดขวบ” ซูเหอเวิ่นพยักหน้า
“พี่ชายคนโตตอนนี้อายุเก้าขวบแล้ว ไม่ใช่สามขวบสักหน่อย ทำไมถึงอยากกลับมาเล่นอีกแล้วล่ะคะ?” ซู่เป่านับนิ้ววิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“……” ซูเหอเหวินรู้สึกหงุดหงิดจนต้องหยิบโทรศัพท์ออกมาโต้กลับบ้าง
‘เสียหน้าต่อหน้าน้องสาวไม่ได้เด็ดขาด!’
วิดีโอของเขาแสดงภาพซูเหอเวิ่นแสร้งเดินไปดื่มน้ำ แต่สายตากลับเหลือบมองใครบางคนตลอดเวลา พร้อมเสียงจากซูเหอเหวินดังแทรกว่า “อยากไปหาเขาก็ไปสิ”
ในคลิปซูเหอเวิ่นรีบสวนกลับ “ใครบอกว่าฉันอยากไปหากันเล่า? ฉันแค่ผ่านมา… ผ่านมาไม่ได้รึไง?”
“…” ซูเหอเวิ่นน้ำท่วมปากไม่ต่างจากพี่ชายคนโตก่อนหน้านี้
“ขำจะตายอยู่แล้ว ทั้งสองคนนี่แกล้งทำเป็นเก่งไปเพื่ออะไรกันเนี่ย!” หานหานหัวเราะลั่น
พี่น้องสองหนุ่มมัวแต่ทำสงครามประสาทใส่กัน ฝ่ายสองสาวน้อยซู่เป่าและหานหานต่างจับมือกันวิ่งนำลิ่วไปก่อนแล้ว
ส่วนซูเยว่เฟยเดินตามหลังมาด้วยช่วงขายาว ในมือถือถังป๊อปคอร์นใบใหญ่ เขาไม่ได้สัมผัสความผ่อนคลายเช่นนี้มานานเหลือเกิน ช่างเป็นช่วงเวลาแสนสบายใจยิ่งนัก
“อาเยว่เฟย! หนูอยากเล่นรถไฟเหาะ!” หานหานร้องบอกเสียงใสพลางชี้ชวนให้ดู
เบื้องหน้าพวกเขามีรางรถไฟเหาะพาดผ่าน รถไฟขบวนยาวพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงส่งเสียงหวีดหวิวสลับเสียงกรีดร้องระงม ประหนึ่งตัววิ่งลิ่วไปข้างหน้า ทิ้งวิญญาณให้ลอยไล่ตามอยู่ข้างหลัง
‘ตื่นเต้นเร้าใจยิ่งจริง ๆ!’
“ไม่ได้ กฎระเบียบระบุชัดเจนว่าเด็กอายุต่ำกว่าสิบสี่ปีและผู้สูงอายุเกินหกสิบปีห้ามเล่น” ซูเยว่เฟยเอ่ยพลางแย้มยิ้มอ่อนโยน
รวมถึงผู้มีส่วนสูงไม่ถึง 140 เซนติเมตร หรือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง ต่างถูกจำกัดสิทธิ์เพื่อความปลอดภัยเช่นกัน
หานหานทำหน้ามุ่ยด้วยความอิจฉาแกมขัดใจ ทำไมเด็กถึงเล่นไม่ได้… ดูถูกกันชัด ๆ!
‘เธอน่ะหรือ ต่อให้ต้องยืนหน้าสุดของขบวนเธอก็ยังไหว!’
เมื่อไร้ทางเลือก ทุกคนจึงได้แต่เดินหน้าต่อ ทว่าหานหานกลับเหมือนเป็นสุนัขจอมซนหลุดโซ่จูง พอปล่อยมือก็วิ่งหายลับไปพริบตา มิหนำซ้ำยังลากซู่เป่าติดมือไปด้วย!
ซูเยว่เฟยแม้มีช่วงข้ายาว กลับก้าวตามแทบไม่ทัน
“คุณอา หนูอยากเล่นจั๊มปิ้งแมชชีน!” หานหานส่งเสียงเจื้อยแจ้วตลอดทาง
“ไวกิ้งได้ไหมคะ?”
“แล้วฟลายอิ้งล่ะ? หนูอยากบิน!”
ซูเยว่เฟยเริ่มรู้สึกปวดขมับ
‘เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ทำไมถึงอยากเล่นแต่ของโลดโผนนักนะ…’
ขณะกำลังกลัดกลุ้ม พอเห็นซู่เป่าทำตาเป็นประกายพร้อมร้องว้าวออกมา ซูเยว่เฟยจึงมองตามสายตาหลานสาวไป พบม้าหมุนสีรุ้งสุดอลังการกำลังเปิดเพลงประกอบแนวนิทานแฟนตาซี
เขาลอบยิ้มด้วยความโล่งอก ‘นี่แหละคือสิ่งที่เด็กผู้หญิงควรเล่น!!’
“ลุงสามคะ หนูอยากเล่นอันนั้น!” ซู่เป่าชี้มือไปทางนั้น
นิ้วเล็ก ๆ ชี้ไปทางม้าหมุน… แต่ความจริงแล้วมันเลยไปถึงบ้านผีสิงซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังไม่ไกล
“ได้สิครับ” ซูเยว่เฟยปักใจเชื่อว่าเธอหมายถึงม้าหมุน จึงตอบรับด้วยเสียงนุ่มนวล
“พี่ชายไปเล่นด้วยกันไหมคะ?” ซู่เป่าหันไปชวนพี่ชาย
ซูเหอเหวินส่ายหน้าโดยไม่ต้องหยุดคิด
เขามองปราสาทม้าหมุนสีชมพูหวานแหววส่องแสงระยิบระยับปนเสียงดนตรีสดใส
‘ลูกผู้ชายเช่นเขา ไม่มีทางเอาตัวไปคลุกคลีกับของแบบนั้นเด็ดขาด!’
“พี่ไม่เล่น” ซูเหอเหวินทำท่าเท่พลางล้วงกระเป๋ากางเกง “พี่จะรออยู่ตรงนี้”
“เหรอคะ… หนูอยากให้เราไปเล่นด้วยกันแท้ ๆ…” ซู่เป่าทำหน้าผิดหวัง ซูเหอเหวินยังคงวางท่าเย็นชา มือไม่ยอมออกจากกระเป๋า ยืนหยัดในอุดมการณ์ลูกผู้ชายอย่างแน่วแน่
‘รอบนี้เขาจะไม่มีวันโอนอ่อนแน่นอน’
“งั้นลุงสามไปเล่นเป็นเพื่อนหนูได้ไหมคะ?” ซู่เป่าหมุนตัวกลับไปหาซูเยว่เฟยพลางเอ่ยชวนด้วยสายตาเว้าวอน
“ได้สิครับ ไม่มีปัญหาเลย ลุงจะไปเล่นเป็นเพื่อนหนูเอง” เขาตอบรับแล้วลูบหัวหลานสาวด้วยความเอ็นดู
เด็กน้อยส่งเสียงร้องดีใจก่อนคว้าหมับเข้าที่มือของซูเยว่เฟย แล้วออกแรงฉุดดึงวิ่งนำลิ่วไปข้างหน้าปากก็คอยพร่ำบอก “ลุงสามขา เดี๋ยวเข้าไปแล้วอย่ากลัวนะคะ!”
“ไม่มีทางหรอกจ้ะ ลุงน่ะเก่งจะตาย” ผู้เป็นลุงยิ้มร่าก้าวตามแรงดึงนั้นโดยไม่ลังเล
“สัญญาแล้วนะคะ… จะไม่เป็นลมใช่ไหม?” ซู่เป่าหยุดชะงักก่อนเงยหน้ามองด้วยความเป็นห่วง
“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ” ซูเยว่เฟยลูบศีรษะหลานสาวขณะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล
ในฐานะนักบินผู้เจนจัด ก่อนคว้าปีกมาประดับบ่าได้นั้น เขาล้วนผ่านการเคี่ยวกรำฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงนับครั้งไม่ถ้วน ลำพังแค่เครื่องเล่นม้าหมุน ต่อให้เร่งความเร็วไปจนถึงขีดสุด เขาย่อมไม่มีวันสัมผัสถึงอาการวิงเวียนศีรษะเด็ดขาด
ทว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าใกล้ ชายหนุ่มกลับพบว่าซู่เป่าฉุดมือเขาวิ่งผ่านม้าหมุนสีหวานไป… โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลยแม้แต่นิด
กระทั่ง…
ซูเยว่เฟยเดินตามแรงดึงไปอย่างงุนงง ครั้นเงยหน้าขึ้นมองก็พลันชะงักกึก เมื่อพบตัวอักษรขนาดมหึมาสองคำปรากฏเด่นหราอยู่ตรงหน้า
บ้านผีสิง
“…”