ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 375 เจ้าบ่าวที่หายตัวไป
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 375 เจ้าบ่าวที่หายตัวไป
บทที่ 375 เจ้าบ่าวที่หายตัวไป
ซูเหอเวิ่นกวาดสายตาอ่านตัวอักษรไม่กี่บรรทัดถัดจากปูมหลังของด่าน ก็รู้สึกหนังศีรษะชาวาบขึ้นมาทันที
“บันทึกบอกว่า… ทันทีที่ประตูถูกพังเข้าไป ทุกคนต่างพบเห็นชิ้นส่วนแขนขาขาดกระจุยกระจายเต็มห้อง เหมือนถูกบางสิ่งกัดกินอย่างหิวกระหาย… หลงเหลือเพียงซากกระดูกเปื้อนเลือดและเศษเนื้อหนังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
“ข้อสันนิษฐานแรกของทุกคนคือ เจ้าสาวมีปัญหา เธออาจเป็นผีร้ายลงมือกัดกินเจ้าบ่าวในคืนส่งตัว…”
“ไม่ใช่หรอกเหรอคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถามเสียงเบา
“ภายหลังกลับพบว่า บรรดาเศษแขนขา กระดูก และซี่โครงซึ่งเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นนั้น… ล้วนเป็นของคุณหนูหลานหรือตัวเจ้าสาวเองทั้งสิ้น ร่างของเธอในชุดมงคลสีแดงสดกลับยังดูสมบูรณ์ดีขณะแขวนเด่นอยู่กลางห้อง…” ซูเหอเวิ่นส่ายหน้าช้า ๆ
“หากพูดให้ถูก… มีเพียงศีรษะเท่านั้นที่แขวนอยู่บนคาน โดยมีชุดแต่งงานคลุมทับห้อยลงมา แต่ภายในชุดนั้นกลับว่างเปล่า… ศพเจ้าสาวถูกแยกส่วนกระจัดกระจาย แต่ตัวเจ้าบ่าวกลับอันตรธานหายไปโดยไร้ร่องรอย”
สรุปได้ว่า ภายในห้องหอแห่งนี้มีเพียงเจ้าสาวเพียงผู้เดียวที่สิ้นใจอย่างทารุณ เศษซากเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นคือตัวเธอ และสิ่งที่ห้อยโหนอยู่บนคานหลังคานั้น… ก็คือเธอเช่นเดียวกัน
“คืนนั้น ใครก็ตามที่เหยียบย่างเข้าไปในเรือนสี่เหลี่ยมสามชั้นแห่งนี้ ล้วนไม่มีใครได้กลับออกมาแบบมีลมหายใจแม้แต่คนเดียว และตอนนี้… พวกเรากำลังยืนอยู่ในห้องหอของเจ้าสาวนางนั้น”
สิ้นเสียงอ่าน ซูเหอเวิ่นถึงกับเผลอสูดลมหายใจเย็นเฉียบเข้าปอดด้วยความหนาวสะท้านพลางไหล่สั่นเทิ้ม ส่วนซู่เป่าและคนอื่น ๆ ต่างพากันชะงักกึก ก่อนค่อย ๆ แหงนหน้าขึ้นมองคานหลังคาตามสัญชาตญาณด้วยหัวใจเต้นระรัว…
บนนั้นว่างเปล่า…
ทว่าความหนาวเยือกกลับแล่นปราดขึ้นมาตามแผ่นหลังในทันที
“ภารกิจของเราคือ หนึ่งตามหาเจ้าบ่าว และสองคือหนีออกจากเรือนนี้ให้ได้… จึงถือว่าผ่านด่าน” ซูเหอเวิ่นฝืนใจพูดต่อ
“ง่ายนิดเดียว! เมื่อกี้เข้ามาทางไหน เราก็แค่ถอยออกไปทางเดิมสิ!” หานหานหมุนตัวกลับหลังหันทันควัน
จบเกม!
เจ้าหนูหัวโตลอบภูมิใจในความปราดเปรื่องของตนเอง
“ถอยไม่ได้หรอก พอเราเข้ามาแล้ว ‘กำแพง’ ด้านหลังก็ปิดตายไปแล้ว” ซูเหอเหวินส่ายหน้าปฏิเสธ
ทุกคนหันกลับไปมอง กลับไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่าตนเองเดินเข้ามาจากทิศทางใด จำได้เพียงว่าตอนเข้าประตู ประตูนั้นดูธรรมดาและค่อนข้างเตี้ยจนไม่ได้สังเกต… รู้ตัวอีกทีก็เข้ามาอยู่ในห้องนี้เสียแล้ว
“รีบออกจากห้องนี้ก่อนเถอะ” ซูเหอเวิ่นเร่งเร้า
ทุกคนรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งมุ่งหน้าไปยังประตู ขนาดตัวห้องค่อนข้างกว้างขวาง แบ่งเป็นห้องด้านในและด้านนอก โดยมีม่านไข่มุกกั้นไว้ตรงกลาง
เมื่อเห็นม่านไข่มุก ซู่เป่าซึ่งกำลังเดินอยู่ก็ถามขึ้นด้วยความฉงน “สมัยโบราณมีม่านหน้าต่างด้วยเหรอคะ?”
ก่อนหน้านี้เธอเคยเห็นในละครโทรทัศน์ว่าบ้านสมัยโบราณมักใช้กระดาษแปะหน้าต่างนี่นา
แถมยังมีฉากคนร้ายแอบใช้มือจุ่มน้ำลายแทงทะลุกระดาษเพื่อเป่ายาสลบเข้าไปด้วย
“จริงด้วยสินะ…” ซูเหอเวิ่นชะงักกึก
หากสมัยโบราณไม่มีม่านหน้าต่าง แล้วสิ่งที่พัดสะบัดวูบขึ้นมาตอนพวกเขาก้าวเข้ามาครั้งแรกคือสิ่งใดกัน?
เด็ก ๆ หลายคนพากันกรีดร้องด้วยความขวัญเสีย หากพูดให้ถูกคือซูเหอเวิ่นและหานหานแผดร้องขึ้นมาจนซู่เป่าตกใจร้องตาม ก่อนพากันวิ่งเตลิดออกไปข้างนอก! “ผีหลอก!!!”
ในเมื่อไร้ม่านบังตา คำอธิบายเดียวที่หลงเหลืออยู่ย่อมชวนให้สันหลังโหยหาความอบอุ่น… เพราะสิ่งที่พัดสะบัดไหวเมื่อครู่ไม่ใช่ผืนม่าน กลับเป็นชุดเจ้าสาวมงคลห้อยย้อยลงมาจากคานหลังคา!
ซูเย่วเฟยรีบเหลียวขวับกลับไปมอง แต่เบื้องหลังกลับมีเพียงความว่างเปล่า ปราศจากม่านหรือสิ่งของใดทั้งสิ้น เมื่อขวัญหนีดีฝ่อเมื่อครู่ เขาตระหนกจนไม่ได้สังเกตเสียด้วยซ้ำว่า ม่านเจ้ากรรมนั้นแท้จริงคือสีอะไร
ใบหน้าเคยสุขุมของซูเยว่เฟยเริ่มฉายแววปั่นป่วนจนยากจะควบคุม
‘พี่ใหญ่ไม่ได้เคลียร์พื้นที่ไว้หรอกรึ?’
‘ไม่ได้สั่งให้คนเก็บของใช้ประกอบฉากพวกผีปลอมหรือเครื่องมือหลอกเด็กออกไปให้หมดแล้วหรือไง?’
‘แล้วไอ้สิ่งที่เขาเพิ่งเห็นไปเมื่อกี้นี้… มันคืออะไรกันแน่!’
เพียงครู่เดียว ทุกคนก็พากันหนีออกมาถึงลานด้านนอก ซูเยว่เฟยพยายามตั้งหลักรักษาภาพลักษณ์สุภาพบุรุษดั่งหยกขาวเอาไว้ ส่วนใบหน้าเล็ก ๆ ของซูเหอเหวินกลับยิ่งเคร่งเครียดและตึงเขม็งกว่าเดิม
เส้นผมที่เพิ่งงอกยาวได้ราวหนึ่งนิ้วของซูเหอเวิ่นและหานหานต่างตั้งชันขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“พี่ชาย บ้านสี่เหลี่ยมสามชั้นหลังนี้ใหญ่มากไหมคะ?” ซู่เป่าสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยถาม
ซูเหอเวิ่นเปิดแผนผังด้านหลังคำอธิบายด่าน “บ้านหลังนี้มีทั้งหมด 28 ห้อง แบ่งตามทิศทางใหญ่ได้เพียงไม่กี่ส่วนคือ เรือนหน้า เรือนหลัก ห้องข้าง เรือนปีกตะวันออก เรือนปีกตะวันตก และเรือนท้าย”
เรือนหน้ามีหกห้อง ขนาดค่อนข้างเล็ก ตั้งอยู่บริเวณประตูใหญ่ แบ่งเป็นห้องพักคนเฝ้าประตู ห้องบัญชี ห้องรับแขก และห้องเก็บของ
ถัดจากเรือนหน้าเข้ามาคือลานชั้นสอง ตรงกลางคือตัวหลักของบ้าน ทิศเหนือคือเรือนหลัก ขนาบข้างด้วยเรือนปีกตะวันออกและตะวันตก ส่วนด้านหลังเรือนหลักคือลานชั้นสาม เรียกว่าเรือนท้าย
เรือนหลักเป็นที่พำนักของเจ้าของบ้าน เรือนปีกตะวันออกมีฐานะสูงกว่าเรือนปีกตะวันตก โดยทั้งสองฝั่งใช้เป็นที่พักของลูกหลาน
ส่วนเรือนท้ายของบุตรสาว หรือมักเรียกว่าลานหลัง หากพวกเธอจะออกไปข้างนอกจำเป็นต้องผ่านเรือนหลัก ซึ่งสื่อความหมายถึง ‘การอยู่ในโอวาทของบิดามารดา’ อีกด้วย
“เราเพิ่งหนีออกมาจากเรือนหลัก… ปกติจะมีสามห้อง โดยมีเพียงห้องกลางเท่านั้นที่เปิดประตูออกสู่ด้านนอก เรียกว่าห้องโถง ส่วนห้องขนาบทั้งสองข้างจะมีประตูเชื่อมเข้าหาห้องโถง โดยทั่วไปห้องแรกจะเป็นห้องนอน อีกห้องเป็นห้องหนังสือ”
“นี่สินะ… บ้านคนรวย” ซู่เป่าพยักหน้างุนงง
“พูดอะไรน่ะ ซับซ้อนเกินไป ฟังไม่รู้เรื่องเลย” หานหานเริ่มเวียนหัว
ซูเหอเวิ่นชี้ไปยังทิศทางที่พวกเขาเพิ่งจากมา “เราเพิ่งออกมาจากห้องนอนซึ่งเป็นเรือนหอของเจ้าบ่าวเจ้าสาว ห้องด้านนอกคือห้องโถงสำหรับรับประทานอาหารและจิบชา และยังมีห้องทางซ้าย เรายังไม่ได้เข้าไปสำรวจ…”
สำหรับซูเหอเวิ่น แผนผังห้องหับเหล่านี้จำได้ง่ายยิ่งนัก ราวกับข้อมูลทุกอย่างถูกพิมพ์ฝังติดอยู่ในสมองของเขาเรียบร้อยแล้ว
“ภารกิจแรกคือต้องตามหาเจ้าบ่าวซึ่งหายตัวไปให้พบ”
ตามเรื่องราว เจ้าสาวตายอย่างอนาถ แต่ฝ่ายชายกลับอันตรธานหายไปไร้ร่องรอย
ในเมื่อสถานที่แห่งนี้คือบ้านผีสิง ย่อมไม่มีทางเล่นพิเรนทร์ถึงขั้นขุดหลุมฝังศพไว้ใต้ดิน หรือซ่อนร่างไว้ในบ่อน้ำลึกแน่นอน ดังนั้นเจ้าบ่าวต้องหลบซ่อนอยู่ภายในห้องใดห้องหนึ่งจากทั้งหมด 28 ห้องนี้เป็นแน่
“จะไปหาเจอได้ยังไงกันเนี่ย!” หานหานเบิกตาค้างพลางร้องลั่น
ซูเยว่เฟยยืนนิ่งอยู่ข้างกายหลานสาว ปล่อยให้สายลมพัดผ่านจนเส้นผมปลิวไสว ตอนนี้เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าตนเองเผลอก้าวขึ้นเรือโจรสลัดลำนี้มาได้อย่างไร… ไม่สิ ควรเรียกว่าเรือผีสิงเสียมากกว่า
เขาฝืนประคองน้ำเสียงให้มั่นคง “เรือนสามชั้นสมัยโบราณอาจใช้พื้นที่กว้างขวาง แต่นี่เป็นแค่บ้านผีสิงจำลองสัดส่วนให้เล็กลง พื้นที่จำกัดแบบนี้คงใช้เวลาตรวจสอบไม่นานนักหรอก”
แค่เดินสำรวจให้ทั่วลานบ้าน ย่อมต้องเจอทางออกแน่นอน!
เมื่อตกลงกันได้ ทุกคนจึงเริ่มค้นหาจากด้านนอกไล่เข้าสู่ด้านใน โดยเริ่มออกไปสำรวจที่ลานชั้นแรกก่อนเป็นอันดับแรก
โชคดี ด่านนี้เป็นเพียงฉากจำลอง เรือนหน้าทั้งหกห้องจึงมีขนาดกะทัดรัดพอ ๆ กับห้องน้ำเท่านั้น อุปกรณ์ประกอบฉากต่าง ๆ ก็จัดวางไว้โดยเรียบง่าย ทำให้พวกเขาสามารถตรวจสอบจนเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว
บริเวณด้านนอกเรือนหน้าเป็นตรอกทางเดินแคบ มองปราดเดียวก็เห็นจนสุดสายตา ทว่ากลับไร้ซึ่งสิ่งผิดปกติใด ๆ
โดยปกติยามนักท่องเที่ยวเข้ามาเล่นในบ้านผีสิง ตามจุดอับเหล่านี้มักมีพนักงานแต่งกายเป็นภูตผีคอยกระโจนออกมาขู่ขวัญ ผิดจากตอนนี้ ความเงียบงันจนน่าขนลุกนั้นกลับยิ่งทวีความน่ากลัวขึ้นเป็นเท่าตัว
ขมับของซูเยว่เฟยเริ่มเต้นตุบ ๆ ด้วยความกังวล
พี่ใหญ่ต้องสั่งให้พนักงานหลบออกไปหมดแล้วแน่ ๆ ข้อนี้ย่อมไม่มีทางผิดพลาด แต่เหตุใดบรรยากาศมันถึงได้ชวนวังเวงกว่าเดิมเสียอีก…
พอสำรวจเรือนหน้าในลานชั้นแรกจนครบ ซูเยว่เฟยพยายามลองผลักประตูใหญ่ดู มันกลับถูกล็อกไว้แน่นหนา ดูท่าคงต้องควานหากุญแจเสียก่อน
ทุกคนจึงก้าวต่อเข้าสู่บริเวณลานชั้นสอง
“นี่เรียกว่าประตูชั้นสองครับ” ซูเหอเวิ่นทำหน้าที่ผู้นำพลางอธิบายเสริม “สมัยโบราณมีคำกล่าวว่า กุลสตรีไม่ออกประตูใหญ่ไม่ข้ามประตูสอง หมายความว่าประตูบานนี้คือเขตแดนหวงห้ามที่พวกเธอห้ามก้าวล่วงออกมา”
พวกเธอจำต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงในลานชั้นในและลานหลังบ้านเท่านั้น
“ต้องถูกกักขังอยู่ในที่แคบ ๆ ทุกวันแบบนั้น ไม่อึดอัดแย่เหรอคะ?” ซู่เป่าทำหน้าฉงนตามประสาเด็ก
ซูเยว่เฟยอดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้ “ที่เราเห็นตอนนี้เล็ก แต่บ้านตระกูลใหญ่จริง ๆ ลานหลังจะกว้างมาก มีศาลา มีสวน ถ้าใหญ่กว่านั้นยังมีสระน้ำ มีภูเขาจำลอง…..”
น้ำเสียงของเขาฟังสบายหูราวน้ำพุใสไหลเอื่อย ทั้งอบอุ่น ไพเราะ และเปี่ยมด้วยความสุขุมขณะค่อย ๆ อธิบายด้วยความใจเย็น
เพียงแค่เลี้ยวผ่านฉากกั้นตรงประตูชั้นสอง หลังจากเงยหน้าขึ้นมองพวกเขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อชุดเจ้าสาวสีแดงฉานปรากฏขึ้นกะทันหันหน้าประตูห้องโถงใหญ่!
เสียงนุ่มนวลของซูเยว่เฟยพลันหลงพุ่งปรี๊ดขึ้นมาหนึ่งระดับอย่างห้ามไม่อยู่
“ภูเขา… อ๊าาาาเขา… เขาเทียม! ภูเขาเทียม!”
ภาพลักษณ์ความสง่างามแตกสลายกลายเป็นเศษธุลีในพริบตา!
ซูเหอเวิ่นตกใจจนตัวลอย ส่วนหานหานคราวนี้ตาไวเห็นเข้าเต็มสองตา เธอแผดร้องลั่นพลางวิ่งปรู๊ดไปมุดหลบหลังซู่เป่าทันที ทางด้านซูเหอเหวินเองก็หน้าเปลี่ยนสี เขารีบขยับเข้าใกล้เพื่อปกป้องน้องสาวตามสัญชาตญาณ
“ผี… ผีผีผีผี!” หานหานตกใจจนลิ้นพันกันขวัญกระเจิง
เพราะพวกเขายังจำได้ติดตาว่า ตอนเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่นั้น… บริเวณหน้าประตูไม่มีชุดเจ้าสาวชุดนี้วางอยู่เลยสักนิด!