ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 374 นี่สิคือสิ่งที่เด็กผู้หญิงควรเล่น
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 374 นี่สิคือสิ่งที่เด็กผู้หญิงควรเล่น
บทที่ 374 นี่สิคือสิ่งที่เด็กผู้หญิงควรเล่น
ซู่เป่าชี้มือไปยังบ้านผีสิงขณะเอ่ยกับลุงสามด้วยความดีใจ “ดูสิคะลุงสาม~ นี่สิคือสิ่งที่เด็กผู้หญิงควรเล่น!”
ซูเยว่เฟยผู้สุภาพเรียบร้อยยืนนิ่งอยู่หน้าประตูบ้านผีสิง ท่ามกลางสายลมฤดูร้อนที่พัดผ่านจนรู้สึกวูบเย็นแปลก ๆ
“ซู่เป่า หนูแน่ใจนะว่าจะเล่นอันนี้?” เขาฝืนยิ้มอ่อนโยนตามแบบฉบับ แล้วเอ่ยถามย้ำ
“อื้ม ๆ!” ซู่เป่าพยักหน้ายืนยันหนักแน่น
ความหวังริบหรี่ของซูเยว่เฟยพังทลายลงในพริบตา
‘เจ้าสิ่งนี้… ไม่เห็นจะดีเท่าการไปเล่นรถไฟเหาะ เครื่องเล่นดิ่งพสุธา หรือชิงช้ายักษ์พวกนั้นเลยสักนิด…’
ลุงสามพยายามรักษาพรรณนาทางสีหน้าให้สงบนิ่ง น้ำเสียงยังคงนุ่มนวล “ซู่เป่า หลานยังตัวเล็กอยู่ เด็กเล็กไม่ควรเข้าบ้านผีสิงนะครับ”
“ทำไมเด็กเล็กถึงเข้าบ้านผีสิงไม่ได้คะ?” ซู่เป่าเอียงคอสงสัย
“เพราะพัฒนาการทางจิตใจของเด็กยังไม่สมบูรณ์ อาจเกิดร่องรอยบาดแผลในใจได้ง่ายน่ะ” ซูเยว่เฟยอธิบาย
“ร่องรอยบาดแผลในใจคืออะไรเหรอคะ?”
ซูเยว่เฟยพยายามเลือกใช้คำเรียบง่ายเพื่อให้หลานตัวน้อยเข้าใจ “คือการที่จิตใจเคยถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เช่น ถูกทำร้ายหรือถูกทำให้ตกใจมาก ๆ จนกลายเป็นแผลลึกฝังอยู่ในใจไปอีกนาน”
ยามนี้เขายังคงรักษามาดลุงสามผู้แสนดี สุภาพเรียบร้อย และอ่อนโยนไว้
ทว่าซู่เป่ากลับตบอกรับรองเสียงดังฟังชัด “คุณลุงสามคะ เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเลยค่ะ มีแต่พวกผีเท่านั้นแหละที่มีแผลใจ พวกเราไม่มีวันเป็นแบบนั้นแน่นอน!”
“…”
ชายหนุ่มเหลือบไปเห็นป้ายข้อปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยว จึงแสร้งชี้ไปยังบรรทัดหนึ่งพร้อมกับโกหกหน้าตาย “ซู่เป่าดูนี่สิ ข้อปฏิบัติเขียนไว้ชัดเจนเลยว่าเด็กเข้าเล่นไม่ได้”
ทว่าซู่เป่าซึ่งยังอ่านหนังสือไม่ออกและจดจำได้เพียงตัวเลข “14” สองตัว กลับโต้ตอบทันควัน “ป้ายระบุว่าอายุ 14 ปีเล่นไม่ได้ แต่พวกเราไม่มีใครอายุ 14 ปีเลยนะคะ!”
เด็กน้อยเริ่มนับนิ้วไล่เรียง ตัวเธออายุสี่ขวบครึ่ง พี่หานหานเพิ่งหกขวบ พี่เหอเวิ่นเจ็ดขวบ ส่วนพี่ชายใหญ่ก็เพียงเก้าขวบเท่านั้น
‘ดูเถอะ… ไม่มีใครมีอายุถึง 14 ปีสักคนเดียว!’
“ใช่เลย!” หานหานรีบสนับสนุน
ซูเหอเหวินเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “คุณอาครับ บนป้ายเขียนว่าเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีต้องมีผู้ปกครองดูแลใกล้ชิด ไม่ได้ห้ามเด็กเข้าเล่นนะครับ”
“…”
แม้ใบหน้าของซูเหอเหวินจะยังคงเย็นชา แต่เขากลับขยับปากเอ่ยประโยคคล้ายเป็นการร่วมวงกลั่นแกล้ง “คุณอากำลังกลัวอยู่ใช่ไหมครับ?”
ยามเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทางออกเดียวคือปรึกษาพี่ใหญ่
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาซูอีเฉินทันที
[พี่ใหญ่ ซู่เป่าอยากเข้าบ้านผีสิง ผมห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟังเลย]
ซูอีเฉิน: [ปล่อยเธอไปเถอะ]
ซูเยว่เฟย: [?]
ซูเยว่เฟย: [คนหลอกคนมันน่ากลัวนะพี่ เด็กเล็กไม่เหมาะกับอะไรแบบนี้หรอก]
อีกฟากของหน้าจอ ซูอีเฉินนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบกลับ
[คนหลอกคนมันไม่ดีจริง ๆ นั่นแหละ รอเดี๋ยวนะ]
ซูเยว่เฟยลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
พี่ใหญ่ยังไงก็เป็นพ่อแท้ ๆ ของเหอเหวินและเหอเวิ่น คำพูดของเขาย่อมศักดิ์สิทธิ์ สองพี่น้องนั่นไม่กล้าขัดคำสั่งแน่ เมื่อพี่ชายไม่ไป ซู่เป่าผู้ว่าง่ายย่อมต้องยอมฟังตามไปด้วย
ทว่าผ่านไปเพียงครึ่งนาที…
ซูอีเฉิน: [เรียบร้อย ฉันจัดการทุกอย่างแล้ว พาเด็ก ๆ เข้าไปได้เลย]
ซูเยว่เฟย: [?????]
สิบนาทีต่อมา…
ซูเยว่เฟยจำต้องพาเด็กน้อยทั้งสี่มายืนอออยู่ตรงทางเข้าด่านแรกของบ้านผีสิง เขาเองยังงุนงงว่ายอมเดินเข้ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร!
‘มันบ้าไปแล้ว!’
‘ไหนบอกว่าอายุต่ำกว่า 14 ปีเข้าไม่ได้ไง…’
“เห็นไหมล่ะครับ ผมบอกแล้วว่าอายุต่ำกว่า 14 แค่ต้องมีผู้ใหญ่พาเข้า ไม่ได้ห้ามเข้าสักหน่อย…” ซูเหอเวิ่นยังคงพึมพำไม่หยุด พูดไปได้เพียงครึ่งประโยค เด็กชายกลับรู้สึกถึงไอเย็นวาบแล่นผ่านต้นคอ จนไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมาอีก
บ้านผีสิงแห่งนี้ แท้จริงแล้วคือเกม ‘ห้องหลบหนี’ (Escape Room) ในธีมสยองขวัญ
กติกาคือพวกเขาต้องผ่านด่านแรกให้ได้ อาจโดยการหาไอเทมสำคัญเพื่อเปิดทาง หรือไขคดีปริศนาให้สำเร็จ จากนั้นจึงจะไปยังด่านถัดไป จนกระทั่งหาทางหลบหนีออกมาได้ในที่สุด
ก่อนหน้านี้ ซูเหอเวิ่นมัวแต่วุ่นอยู่กับการทำแต้มช่วยน้องสาว พอยืนประจันหน้าประตูทางเข้าด่านแรกเข้าจริง เขากลับพบว่าน่องขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นริก ๆ เสียแล้ว
หานหานยังคงตื่นเต้นไม่เปลี่ยน ความหวาดกลัวขัดแย้งกับความอยากรู้อยากเห็นจนเจ้าตัวแทบรอไม่ไหว ส่วนซูเหอเหวิน แม้จะพยายามปั้นหน้าบึ้งตึง แต่แววตากลับฉายความเคร่งเครียดออกมาอย่างปิดไม่มิด
“ไม่ต้องกลัวนะ” ซูเยว่เฟยกัดฟันฝืนทนเดินนำไปข้างหน้า พยายามประคองรอยยิ้มอ่อนโยนไว้บนใบหน้า “ลุงใหญ่ของหลานน่าจะส่งคนมาทักทายไว้แล้ว คงไม่น่ากลัวเท่าไหร่หรอก”
เขารู้จักนิสัยพี่ชายดี ยามใดที่ซูอีเฉินบ้าจี้ตามซู่เป่า อะไรที่หลานสาวต้องการ เขาย่อมบันดาลให้จนสำเร็จ แต่เขาก็เชื่อมั่นว่าพี่ชายย่อมมีขอบเขต ในเมื่อบอกว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว ย่อมหมายถึงการสั่งพนักงานให้ปรับเปลี่ยนสถานที่ เอาของน่ากลัว ๆ ออกไปเพื่อไม่ให้เด็กขวัญผวา
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูเยว่เฟยจึงเริ่มผ่อนคลายลง
“ไปกันเถอะ” ลุงสามผู้แสนอ่อนโยนเดินนำหน้าไปด้วยความมั่นใจขณะหันมาปลอบหลานสาวเป็นพัก ๆ “อย่ากังวลไปเลย มีลุงทั้งคน…”
วูบ!
จู่ ๆ ลมเย็นเยือกพัดกรรโชกมา ม่านหนาทึบถูกพัดปลิวสะบัดรุนแรง!
เทียนสีแดงเล่มหนึ่งซึ่งวางอยู่บนโต๊ะหล่นกระแทกพื้น มันกลิ้งขลุกขลุกมาหยุดอยู่แทบเท้าซูเยว่เฟยพอดี
“…” คำพูดปลอบขวัญติดค้างอยู่ในลำคอ
“ลุงสาม อย่ากลัวนะคะ แค่ลมพัดเองค่ะ!” ซู่เป่ากลับเป็นฝ่ายตบหลังปลอบใจ
“…ลุง… ลุงไม่ได้กลัวเสียหน่อย” ซูเยว่เฟยรู้สึกอับอายยิ่งนักที่ดันมาเสียท่าถูกม่านพัดใส่จนขวัญเสียต่อหน้าหลานตัวน้อย ใบหูเริ่มขึ้นสีแดงจาง ๆ เขาพยายามสงบสติอารมณ์แล้วกวาดสายตามองไปรอบกาย
ซูเหอเวิ่นถือแผ่นคำใบ้พลางอ่านปูมหลังของด่านนี้ “ด่านแรกชื่อ เจ้าบ่าวที่หายไป ฉากย้อนกลับไปในยุคโบราณ…”
“ในปีรศ. xx คุณหนูหลาน บุตรสาวของคฤหาสน์เศรษฐีผู้มั่งคั่ง อายุล่วงเลยยี่สิบปี กลับยังไม่ได้ตบแต่งออกไป เพื่อหาเขยขวัญให้บุตรสาว นายท่านหลานจึงติดประกาศตามหาชายหนุ่ม…”
เนื้อความโดยสรุปคือ หากใครยอมแต่งงานกับบุตรสาวของเขา จะได้รับเงินแสนเป็นสินสมรส พร้อมผ้าไหมชั้นดี กล่องทองหยองรัตนชาติอีกสิบกล่อง และคฤหาสน์สามชั้นอีกหนึ่งหลัง…
ตามหลักการแล้ว ทรัพย์สินมหาศาลเช่นนี้ควรมีชายหนุ่มมาต่อแถวสละโสดกันอุ่นหนาฝาคั่ง ทว่าประกาศติดไว้ร่วมเดือน กลับไม่มีชายใดกล้าก้าวเท้าเข้ามาสักคน
สาเหตุเพราะคุณหนูหลานผู้นี้ไม่เพียงมีรูปโฉมอัปลักษณ์ ทว่าดวงชะตายังอัปมงคลยิ่ง ก่อนหน้านี้นางเคยหมั้นหมายมาแล้วถึงสี่ครั้ง ก่อนพิธีวิวาห์จะเริ่มขึ้น คู่หมั้นทุกคนกลับต้องตายโดยเป็นปริศนา
คนหนึ่งป่วยกะทันหันตาย คนหนึ่งถูกแอปเปิลตกใส่หัวตาย คนหนึ่งถูกสุนัขกัดตาย อีกคนตกบ่อน้ำตาย
ชื่อเสียงเรื่อง ‘ดวงกินผัว’ ของคุณหนูหลานจึงแพร่กระจายไปทั่ว ยังไม่ทันแต่งผู้ชายก็เสียชีวิตเสียแล้ว หากแต่งเข้าไปจริงมีหวังไม่ตายกันทั้งตระกูลรึ?
ในน้ำเต้าวิญญาณ เหล่าวิญญาณทั้งหลายต่างโผล่หัวออกมาฟังด้วยความสอดรู้สอดเห็น
“น่าเกลียดน่าชังกว่าฉันอีกเหรอ?” ป้าหน้าเหวี่ยงแหวขึ้นพร้อมบิดริมฝีปาก
“เฮ้ย! แต่งกับใครคนนั้นตาย? นี่มันรุ่นพี่สายตรงของผมชัด ๆ” ผีดวงซวยทอดถอนใจให้กับโชคชะตาที่คล้ายคลึงกัน
“น่าสงสารจริงเชียว ยังไม่ทันได้เชยชมก็สิ้นชื่อเสียแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะได้ร่วมหอลงโรงกันสักคืนก่อนตายนะ” ผีเจ้าชู้ส่ายหน้าถอนหายใจยาว
เหล่าผีตัวอื่นพากันนิ่งเงียบ
‘แกมันผีเจ้าชู้ หรือผีตัณหากลับกันแน่เนี่ย??’
“แล้วยังไงต่อคะ?” ซู่เป่าถามต่อ
ซูเหอเวิ่นอ่านบรรทัดถัดไป
“ต่อมามีบัณฑิตหนุ่มจากต่างถิ่นเดินทางมาเข้าสอบ เพราะความยากจนข้นแค้นไร้เงินติดตัว กระทั่งค่าเดินทางเข้าเมืองหลวงยังไม่มี เขาจึงตัดสินใจดึงประกาศใบนั้นลงมา”
“น่าเบื่อชะมัด บัณฑิตเข้าเมืองหลวงอีกแล้ว เรื่องสมัยโบราณมีแต่พล็อตเดิม ๆ นะ” ผีเจ้าชู้เท้าคางบ่น
บัณฑิตหนุ่มถือใบประกาศเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลหลาน นายท่านหลานพอใจในวิชาความรู้ของเขา ส่วนคุณหนูหลานก็พึงใจในใบหน้าหล่อเหลา
“เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันซ้ำรอย คืนนั้นพวกเขาจึงจัดพิธีมงคลสมรสขึ้นทันที…”
“ตระกูลหลานเชื่อมั่นว่า หากคุณหนูหลานได้เข้าพิธีแต่งงาน คำสาปชั่วร้ายทั้งมวลจะสลายไปเอง”
เรือนหอของทั้งคู่คือบ้านสี่เหลี่ยมสามชั้นซึ่งเป็นหนึ่งในสินเดิม กว้างขวางโอ่โถง ทว่าเนื่องจากเป็นการแต่งงานแบบรีบเร่ง ในบ้านจึงมีเพียงสาวใช้สี่คน บ่าวชายสี่คน และแม่ครัวชราอีกหนึ่งคนเท่านั้น
“ทว่าในคืนส่งตัวกลับเกิดเรื่องเขย่าขวัญขึ้น ลมพายุพัดกระหน่ำรุนแรง มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังแว่วมาจากห้องหอ”
“จะพูดให้ถูกคือ… มันคือเสียงร้องครวญครางของเจ้าบ่าว ผสานกับเสียงแทะกระดูก ‘แคร่ก ๆ’ อย่างน่าสยดสยอง”
เหล่าคนรับใช้ต่างนึกถึงกิตติศัพท์ของคุณหนูหลานจนหวาดเกรงถึงขีดสุด ไม่มีใครกล้าเฉียดกรายเข้าไปในเรือนหลัง ทุกคนต่างวิ่งหนีออกไปแจ้งทางการ พอเจ้าหน้าที่มาถึงและพังประตูห้องหอเข้าไป…
ภาพเบื้องหน้าทำเอาชายสองคนที่ใจกล้าสุดถึงกับหงายหลังล้มตึง
ใบหน้าบิดเบี้ยวสิ้นใจ… พวกเขาถูกความสยดสยองตรงหน้าขู่ขวัญจนขาดใจตายทันที!
ซู่เป่า หานหาน และเหล่าวิญญาณ ต่างตั้งใจฟังจนเคลิบเคลิ้ม ก่อนประสานเสียงถามว่า
“แล้วเห็นอะไร? ในห้องนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่???”