ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 38 การเปลี่ยนแปลงของหานหาน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 38 การเปลี่ยนแปลงของหานหาน
บทที่ 38 การเปลี่ยนแปลงของหานหาน
เหวยหว่านจ้องมองโทรศัพท์มือถือไม่วางตา ในที่สุดเธอก็เฝ้ารอจนถึงเวลาเกือบสิบเอ็ดโมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาตื่นนอนปกติของหานหาน
“รอดูเถอะ! ไม่เกินสิบนาทีนี้หรอก คนตระกูลซูต้องโทรมางอนง้อขอให้แกกลับไปแน่นอน” คุณยายของหานหานสำทับแบบมั่นใจ
“แล้วถ้าพวกเขาไม่โทรมาล่ะคะแม่?” เหวยหว่านเริ่มใจเสีย
“เป็นไปไม่ได้หรอก! อย่างมากพวกเขาก็แค่รักษาเชิง ทำเป็นขรึมใส่ตอนโทรมา ยังไงเสียพวกเขาก็ต้องโทรมาหาแกแน่ ๆ” หญิงชราส่ายหน้าหวืด
แม้เหวยหว่านรอแล้วรอเล่า จนกระทั่งเข็มนาฬิกาชี้เลขสิบสองซึ่งเป็นเวลาเที่ยงตรง กลับไร้วี่แววการติดต่อจากคฤหาสน์ตระกูลซู
“ไม่ได้แล้ว หนูต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าเกิดอะไรขึ้น!”
เธอเริ่มนั่งไม่ติดที่จนต้องผุดลุกขึ้น คุณยายของหานหานได้แต่ร้องทักท้วงตามหลังหลายครา แต่ก็ฉุดรั้งไว้ไม่อยู่ เธอได้แต่บ่นพึมพำว่าลูกสาวใจร้อนเกินไป! ที่ผ่านมามีเด็กคนไหนบ้างที่อยู่ได้โดยไม่พึ่งพาแม่ จะรีบร้อนไปทำไมกัน?
**
คฤหาสน์ตระกูลซู
ซู่เป่ากำลังนั่งเป็นเพื่อนช่วยหานหานวาดรูปอย่างตั้งอกตั้งใจ
“หนูให้พี่ค่ะ” ซู่เป่ายื่นกระดาษขาวแผ่นใหม่ส่งให้พี่สาว หานหานสะบัดหน้าหนีพลางส่งเสียง
“หึ! ฉันไม่ต้องการของของเธอหรอก”
แม้ปากจะปฏิเสธแต่มือกลับคว้ากระดาษแผ่นนั้นไปเสียดื้อ ๆ ซู่เป่าจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“อ้าว… ไหนพี่บอกว่าไม่เอาไงคะ?”
“ก็กระดาษแผ่นเก่าของฉันมันไม่ขาวพอนี่นา ฉันเลยต้องจำใจใช้ของเธอแก้ขัดไปก่อนละนะ!”
หานหานเชิดคางขึ้นพลางแก้ตัวด้วยความรั้น
ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็วาดรูปเสร็จกันคนละใบ ซู่เป่าจึงเอ่ยขึ้นว่า
“หนูจะเอาไปอวดเพื่อนเก่าของหนูหน่อย!” พูดจบเธอก็วิ่งออกไปตามคุณตาซูให้มาช่วยดูผลงาน
“วันนี้ หนูวาดอะไรมาอวดตาล่ะ?” คุณตาซูถอดแว่นสายตาออกพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
ซู่เป่าชูภาพวาดของตัวเองขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจ
“คุณตาดูสิคะ! นี่คือภาพเหมือนตัวเองของหนูเองค่ะ!” คุณปู่ซูหลุดขำออกมาด้วยความเอ็นดู ก่อนหันไปถามต่อหลานสาวคนโต
“แล้วของหานหานล่ะลูก วาดอะไรมาอวดปู่บ้าง?”
หานหานที่เดิมทีนั่งมองทั้งสองคนหัวเราะร่าด้วยความรู้สึกหดหู่ พลางคิดว่าคุณปู่คงไม่ชอบตนเองเสียแล้ว แต่พอถูกเรียกชื่อ ดวงตาของเด็กน้อยก็เบิกกว้าง และเป็นประกายขึ้นมาทันที
“หนูวาดภาพตัวเองตอนเป็นแม่ไก่ค่ะ!” หานหานรีบอวดผลงานด้วยความดีใจ
ชายชราขมวดคิ้วเพ่งพินิจภาพวาดนั้น ก่อนพบว่าฝีมือของหลานสาวคนนี้เข้าขั้นไม่เลวเลยทีเดียว แม้อาจจะดูไม่มีชีวิตชีวาเท่ากับลายเส้นของซู่เป่า แต่กลับแฝงไปด้วยความเดียงสาน่ารักตามวัย
ซู่เป่าหยิบโทรศัพท์มือถือของคุณปู่ขึ้นมา กดถ่ายรูปผลงานของตัวเองและของพี่สาวเสียงดังแชะ ๆ แล้วกดส่งต่อให้ศาสตราจารย์เหลาในทันที
เด็กน้อยจ่อปากเข้าใกล้ไมโครโฟนพลางกระซิบเสียงใส “อาจารย์ตาคะ นี่คือรูปวาดของหนูกับพี่สาวนะ!”
ไม่นานนัก ศาสตราจารย์เหลาก็ส่งข้อความเสียงตอบกลับมาอย่างตื่นเต้น
“ภาพวาดของพวกหนูสวยมากเลย! จะรังเกียจไหมถ้าตาจะขอเอาไปโพสต์ลงเว่ยป๋อ?”
ซู่เป่าหันไปมองหานหาน เมื่อเห็นว่าพี่สาวพยักหน้าตกลง เธอจึงตอบกลับไปอย่างดีใจว่าไม่มีปัญหา
เพียงครู่เดียว ภาพวาดของทั้งคู่ก็ปรากฏสู่สายตาชาวเน็ตบนเว่ยป๋อ แม้หานหานจะยังอ่านหนังสือไม่ออก แต่เมื่อเห็นรูปวาดของตนถูกเผยแพร่เช่นนั้น ดวงตากลมโตก็เปล่งประกายระยิบระยับมากขึ้นเรื่อย ๆ
ที่แท้ความรู้สึกยามได้รับคำชมจากคนอื่นมันเป็นแบบนี้นี่เอง!
ตั้งแต่เล็กจนโต นอกจากแม่ที่คอยกรอกหูว่า “หานหานเก่งที่สุด” ก็แทบไม่เคยมีใครเอ่ยชมเธอด้วยความจริงใจเลย หานหานเริ่มค้นพบสัจธรรมบางอย่างว่า…
ที่แท้เพียงแค่เธอไม่ร้องไห้โยเย ไม่เอาแต่ใจ เธอก็สามารถได้รับความสนใจและคำชื่นชมจากผู้อื่นได้เช่นกัน
หานหานลอบมองไปทางซู่เป่า เป็นครั้งแรกที่เธอเริ่มใช้ความคิดของตัวเองไตร่ตรองถึงสิ่งที่เคยได้ยินมา
ทั้งยายและแม่ต่างพร่ำบอกว่า ซู่เป่าเป็นเด็กเจ้าเล่ห์ เป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก เข้ามาในตระกูลซูเพื่อจ้องจะแย่งชิงทุกอย่างไปจากเธอ แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่า…
ไม่ใช่อย่างที่ผู้ใหญ่พูดเสียแล้ว
ในช่วงบ่าย เมื่อไม่มีแม่อยู่เคียงข้างและไม่มีใครยอมเล่นด้วย หานหานจึงเดินเตาะแตะไปหาซู่เป่าอีกครั้ง
ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยสองคนที่ถือถังใบเล็ก พากันไปล้อมวงจับปลาในสระน้ำตื้นในสวนกลายเป็นภาพที่ชวนมองยิ่งนัก
ในขณะที่ภายในบ้านอบอวลด้วยความสุข เหวยหว่านซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงคฤหาสน์กลับต้องยืนเคว้งอยู่เบื้องหน้ารั้วบ้านด้วยความอัปยศ เธอพยายามจะเข้าไปข้างในแต่กลับถูกบอดี้การ์ดขับไล่ออกมาไร้ความปรานีเป็นครั้งที่สอง
เหวยหว่านหงุดหงิดงุ่นง่านจนแทบคลั่ง เธอเดินวนเวียนอยู่รอบนอกคฤหาสน์ตระกูลซูด้วยใจที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ คฤหาสน์หลังมหึมานี้ไม่ได้ถูกปิดล้อมด้วยกำแพงทั้งหมด บางส่วนกั้นด้วยทะเลสาบกว้างใหญ่ตามธรรมชาติ และบางบริเวณเชื่อมต่อกับเนินเขา ด้านหลังก็กั้นไว้เพียงรั้วเหล็กดัดเพื่อให้ดูกลมกลืนกับทัศนียภาพ
เหวยหว่านชะเง้อคอมองผ่านช่องรั้วเหล็กเข้าไป จนเห็นร่างของหานหานอยู่ไกล ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เธอจุกอกคือภาพที่ลูกสาวกำลังเล่นกับซู่เป่าอย่างสนุกสนาน!
ความรู้สึกอึดอัดพลันแล่นริ้วขึ้นมาในใจ ลูกสาวที่แสนดีของฉัน ถ้าขืนปล่อยให้ไปคลุกคลีกับเด็กอย่างซู่เป่า มีหวังได้ถูกชักนำไปในทางที่ผิดแน่ ๆ!
“หานหาน!” เหวยหว่านตะโกนเรียกสุดเสียง “ลูกรัก! หันมามองทางนี้เร็วเข้า!”
ขณะที่ซู่เป่าและหานหานกำลังขะมักเขม้นกับการจับปลา ทั้งคู่ก็สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงแว่วของเหวยหว่าน ซู่เป่าเงยหน้าขึ้นมองทันที และเห็นมีคนยืนเกาะรั้วอยู่ไกล ๆ
หานหานหันมองไปรอบ ๆ อย่างสงสัย “เอ๊ะ… ฉันเหมือนได้ยินเสียงแม่เลย”
“ไม่ค่ะ พี่ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น!” ซู่เป่ารีบเอามืออุดหูพี่สาวไว้ทันควันพลางละล่ำละลักบอก พูดจบเธอก็โยนถังใบเล็กทิ้งโดยไม่ใยดี แล้วรีบจูงมือหานหานวิ่งกวดเข้าบ้าน
“รีบหนีเร็วเข้าพี่สาว! ข้างหลังมียักษ์ตัวใหญ่กำลังตามมาแล้ว!”
พอได้ยินคำว่า ยักษ์ หานหานก็นึกถึงสิ่งลี้ลับเมื่อคืนขึ้นมาทันที เธอไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง แต่กลับจ้ำอ้าววิ่งนำหน้าซู่เป่าเข้าบ้านไปรวดเร็วราวกับติดปีก
เหวยหว่านเมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น เธอโกรธมาก! เป็นแบบที่คิดไว้ไม่มีผิด ซู่เป่าช่างเป็นเด็กหน้าไหว้หลังหลอกเสียจริง! เข้ามาอยู่ในตระกูลซูไม่เท่าไหร่ก็แย่งชิงทุกอย่างไปจากหานหาน แถมยังทำให้ลูกสาวเธอถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลอีก
ตอนนี้ยังมาเป่าหูให้ลูกสาวแท้ ๆ เดินหนีแม่อีกเหรอ! ในฐานะป้าสะใภ้รอง… เธอเกลียดเด็กคนนี้เข้าไส้เสียแล้ว!
**
ตกเย็น ซูจื่อซี, ซูเหอเหวิน และ ซูเหอเวิ่น เด็กชายทั้งสามคนเดินทางกลับมาจากที่เรียนพิเศษ
เนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ คืนนี้โต๊ะอาหารจึงคึกคักเป็นพิเศษ สมาชิกทั้งเจ็ดคนของตระกูลซูกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
คุณตาซูเอ่ยขึ้นกลางวงอาหาร “ซู่เป่าอุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวันแล้ว พรุ่งนี้หาเวลาว่างสักหน่อย แล้วไปตั้งแคมป์พักผ่อนกันที่สวนสาธารณะดีกว่านะ”
ซู่เป่ากัดปลายตะเกียบพลางเอียงคอถามด้วยความสงสัย “คุณตาคะ แคมป์คืออะไรเหรอคะ?”
เธอพอเข้าใจเรื่องราวที่เคยสัมผัสมาบ้าง แต่สำหรับสิ่งที่ไกลตัวและไม่เคยเห็นอย่าง ‘การตั้งแคมป์’ เธอยังนึกภาพตามไม่ออกจริง ๆ
“การตั้งแคมป์ก็คือการออกไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และนอนพักค้างคืนข้างนอกบ้านยังไงล่ะ”
ซูอีเฉินจึงช่วยอธิบายพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู ซู่เป่ายิ่งสงสัยหนักกว่าเดิม
“ในเมื่อพวกเรามีบ้านหลังใหญ่ให้อยู่แล้ว ทำไมต้องออกไปนอนข้างนอกด้วยล่ะคะ?”
“เหอะ ยัยบ้านนอก!” ซูจื่อซีแค่นเสียงหัวเราะเหยียดหยาม พูดจบเขาก็โยนตะเกียบทิ้งลงบนโต๊ะอย่างไร้มารยาท ก่อนเดินล้วงกระเป๋ากางเกงผละออกไป “ไม่กินแล้ว! ยังไงพรุ่งนี้ฉันก็ไม่ไปแคมป์ด้วยหรอก”
สำหรับเขา การแคมป์ปิ้งไม่มีอะไรน่าสนุกสักนิด สู้หมกตัวอยู่บ้านเล่นเกมยังดีเสียกว่า!
คุณปู่ซูขมวดคิ้วเข้มพลางดุเสียงเข้ม “พูดจาอะไรของแกน่ะ? กลับมานั่งลงเดี๋ยวนี้!”
ซูจื่อซีทำหน้าล้อเลียนราวกับไม่เกรงกลัว “จิ๊ ๆ เทพเซียนโกรธแล้ว รีบหนีดีกว่า!”
“ซูจื่อซี!” ซูอีเฉินวางตะเกียบลงบนโต๊ะ พร้อมเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ซูจื่อซีชะงักเงียบเสียงทันที แม้เขาจะขยาดอำนาจของคุณลุงใหญ่ซูอีเฉินอยู่บ้าง แต่ในใจกลับยังไม่ยอมสยบ เขาหันหลังแล้ววิ่งขึ้นบันไดหนีไปอย่างรวดเร็ว ชายชราได้แต่ถอนหายใจด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ ลูกหลานจากบ้านรองทั้งสองคนนี้ ไม่มีใครที่จัดการได้ง่ายเลยสักคนเดียว
*
ในเวลาเดียวกัน คุณแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ที่คอยเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวในบัญชีโซเชียลของศาสตราจารย์เหลาอยู่ตลอดเวลา ก็พบว่าเขาเพิ่งโพสต์ข้อความใหม่ลงไป
ครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะอวดภาพวาดของซู่เป่าเท่านั้น แต่ยังแชร์คำพูดน่ารัก ๆ ของหานหานลงไปด้วย
คุณแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์รู้สึกขุ่นเคืองใจเป็นอย่างมาก ในสายตาของเธอ ภาพวาดของซู่เป่าก็งั้น ๆ ฝีมือดาษดื่นแบบนี้ หากเทียบกับลูกสาวของเธอแล้ว ก็ทำได้เพียงแค่เฉียดฉิวระดับหางแถวเท่านั้นเอง!
“หานหานวาดรูปอะไรของเขากัน? นั่นน่ะหรือแม่ไก่? ดูยังไงก็ไม่เห็นเหมือนสักนิด!”
“เส้นสายสะเปะสะปะมั่วซั่วไปหมด ไม่มีความสวยงามเลยสักนิด!” คุณแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์มองรูปภาพในจอพลางบ่นอุบ ยิ่งมองเธอก็ยิ่งโกรธ
“เหลือเชื่อจริง ๆ! ตระกูลซูนี่ทำเอาคนพูดไม่ออกเลย ใช้เงินทุ่มผลักดันซู่เป่าคนเดียวยังไม่พอ ตอนนี้คิดจะปั้นหานหานขึ้นมาอีกคนด้วยงั้นหรือ? จะดันกันให้สุดทางเลยสินะ!” เธอเพิกถอนหายใจ
“พวกตระกูลซูนี่ช่างหน้าเลือดเห็นแก่ผลประโยชน์เสียจริง! กับแค่เด็กสองคนที่ฝีมือวาดรูปงั้น ๆ มันจำเป็นต้องประโคมข่าวขนาดนี้เลยหรือไง?”
เสวี่ยเอ๋อร์ที่นั่งเงียบกริบอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าหม่นหมอง
“คุณแม่คะ… เป็นเพราะวันนั้นหนูพูดไม่ดีหรือเปล่าคะ เรื่องมันถึงได้กลายเป็นแบบนี้…”
เธอยังคงฝังใจกับเหตุการณ์วันนั้นที่ถูกจับได้ว่าโกหกต่อหน้าผู้คนมากมาย เมื่อนึกถึงสายตาเยาะเย้ยและเคลือบแคลงทิ่มแทงเข้ามา มันกลายเป็นแผลเป็นในใจของเด็กหญิงไปเสียแล้ว
ในใจของเสวี่ยเอ๋อร์เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ทั้งเรื่องซู่เป่าแย่งโควตานักเรียนไป และเรื่องป้าสะใภ้รองของตระกูลซูที่เคยเดินผ่านหน้ารถแล้วพูดจาดูถูกว่าเธอไม่มีคุณสมบัติพอจะเป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์เหลา
เมื่อเวลาผ่านไป แทนที่เสวี่ยเอ๋อร์จะปล่อยวาง เธอกลับสะสมความเกลียดชังที่มีต่อซู่เป่ามากขึ้นเรื่อย ๆ…
“ลูกอย่าคิดมากเลยจ้ะ มันไม่ใช่ความผิดของลูกสักหน่อย” คุณแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์รีบปลอบโยนลูกสาว เมื่อเห็นลูกสาวเอาแต่หงุดหงิดไม่สบายใจ คุณแม่จึงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนโพล่งออกมา
“เอาละ พรุ่งนี้ลูกไม่ต้องไปเรียนพิเศษแล้ว แม่จะพาลูกไปตั้งแคมป์พักผ่อนกัน!”
“จริงเหรอคะคุณแม่?” เสวี่ยเอ๋อร์ตาเป็นประกายด้วยความดีใจทันที
เป็นที่รู้กันว่าแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์นั้นเข้มงวดเรื่องการเรียนอย่างยิ่ง เธอจัดตารางเรียนพิเศษให้ลูกสาวตั้งแต่เริ่มจำความได้ตอนอายุสองขวบ ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จึงเต็มไปด้วยคลาสเสริมทักษะที่แน่นขนัด แม้แต่เวลาพักน้อยนิด แม่ของเธอก็ยังบังคับให้อ่านหนังสือเพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านจนไม่เหลือเวลาว่าง
ชีวิตของเสวี่ยเอ๋อร์จึงวนเวียนอยู่แค่ โรงเรียน เรียนพิเศษ และกลับมาอ่านหนังสือที่บ้าน
ตอนนี้เมื่อทราบว่าจะได้ออกไปแคมป์ปิ้งเปิดหูเปิดตา เสวี่ยเอ๋อร์จึงดูมีความสุขและมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างแล้ว!