ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 40 ทางตันของสะใภ้รอง
บทที่ 40 ทางตันของสะใภ้รอง
เหวยหว่านมองหานหานที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาด้วยดวงตาแดงก่ำ วันนี้เธอเดินทางไปหาคนตระกูลซูอีกรอบ หวังจะอ้อนวอนขอให้คุณนายซูอนุญาตให้พบหน้าลูกสาว กลับต้องพบความว่างเปล่าเพราะคนทั้งบ้านพากันมาตั้งแคมป์จนหมดสิ้น
เหวยหว่านหวนนึกถึงยามที่ยังไม่มีซู่เป่า สมาชิกในตระกูลซูต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง ทว่ายามนี้ไม่เพียงแต่จะพร้อมหน้า พวกเขายังพากันมาพักผ่อนพร้อมหน้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หากแต่ก่อนพวกเขาใส่ใจกันเช่นนี้ เธอกับซูจื่อหลินคงไม่ห่างเหินกันจนถึงขั้นแตกหัก…
“แม่คะ!” เสียงของหานหานปลุกให้เหวยหว่านได้สติ
“ลูกรักของแม่!” เธอรีบอ้ารับทันควัน
หานหานเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของเหวยหว่าน จึงยังคงโผเข้าสู่อ้อมกอดนั้นด้วยความดีใจ
ขอบตาของเหวยหว่านร้อนผ่าว ลูกน้อยที่น่าสงสารของเธอ…
เพียงสองวันที่ไม่ได้เจอกัน คงคิดถึงแม่ใจจะขาดสินะ?
“สองวันที่ผ่านมา หานหานทานข้าว และนอนหลับสบายดีไหมลูก?” เหวยหว่านเอ่ยถาม
“คุณปู่คุณย่าสั่งว่าต้องทานข้าวให้ตรงเวลา ถ้าเลยเวลาแล้วก็ไม่ให้ทานอะไรอีกค่ะ” หานหานนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า
เหวยหว่านไม่อยากเชื่อหูตนเอง
“แม้แต่ตอนที่ลูกหิวเขาก็ไม่ให้ทานอย่างนั้นเหรอ?”
เด็กน้อยส่ายหน้าอีกครั้ง
หากไม่ยอมทานข้าวตามเวลาเพียงเพราะมัวแต่เจ้าอารมณ์ เธอก็ต้องทนหิวจริง ๆ…
นั่นทำให้เด็กหญิงได้เรียนรู้ในภายหลังว่าต้องทานข้าวด้วยความว่าง่าย
เหวยหว่านรู้สึกรันทดใจยิ่งนักจนอดบ่นออกมาไม่ได้
“คุณย่าของลูกทำแบบนี้ไม่ถูกเลย! จะปฏิบัติกับเด็กแบบนี้ได้อย่างไร! ลูกยังตัวแค่นี้ แถมยังอยู่ในวัยกำลังโต พวกเขาทำลงไปได้อย่างไรกัน?”
“หิวเมื่อไหร่ค่อยกินก็ได้! ทำแบบนี้มันใจร้ายเกินไปแล้ว!” เหวยหว่านรู้สึกทั้งเจ็บปวดและโกรธแค้น
“หานหาน ไปกันเถอะลูก แม่จะพาหนูกลับไปบ้านคุณยาย”
เธอไม่อยู่เพียงสองวัน พวกเขากลับทารุณลูกสาวเธอถึงเพียงนี้!
แต่ไม่คาดคิดว่าเด็กน้อยซึ่งเคยติดแม่แจในอดีต ยามนี้กลับปฏิเสธที่จะตามไปด้วย
“ไม่ค่ะแม่ หนูไม่ไป หนูอยากเล่นที่นี่” หานหานลังเลพลางหันกลับไปมองทางเดิมก่อนส่ายหน้า เหวยหว่านหน้าถอดสีทันควัน
เธอไม่เข้าใจเลยสักนิด ในเมื่อคนพวกนั้นปฏิบัติกับหานหานเช่นนี้ ทำไมเด็กน้อยยังดื้อดึงจะอยู่ต่อ?
“หานหานไม่ต้องการแม่แล้วเหรอลูก?” เหวยหว่านสูดหายใจลึก แสร้งทำสีหน้าเวทนาพลางเอ่ยเสียงสะอื้นคำตัดพ้อนี้มักส่งผลกระทบรุนแรงต่อจิตใจเด็กส่วนใหญ่
“ไม่ใช่นะคะ!” หานหานรีบส่ายหน้าพัลวัน
เหวยหว่านรุกต่อ “งั้นก็ไปกับแม่สิ เดี๋ยวแม่จะพาไปเที่ยวสวนสนุก”
“หนูไม่ไป!” หานหานเริ่มขัดใจ
เธออยากจะเล่นตรงนี้! ทำไมทุกครั้ง แม่ถึงไม่ยอมปล่อยให้เธอเลือกทำตามใจตัวเองบ้าง?
“หานหาน เป็นเด็กดีนะ เชื่อแม่เถอะ เดี๋ยวอีกสองสามวันแม่จะพาลูกกลับมาเล่นที่นี่ใหม่ ตอนนี้เรากลับกันก่อน” เหวยหว่านพยายามโน้มน้าว
เธอมองเห็นซูจื่อหลินกับคนอื่น ๆ กำลังเดินมุ่งหน้ามาจึงเริ่มร้อนรน หลังจากเพิ่งสงบลงได้เพียงสองวัน หานหานก็เริ่มแผลงฤทธิ์ร้องไห้อาละวาดอีกครา
“หนูไม่เอา! หนูไม่ไป! หนูจะเล่นที่นี่!”
“เหวยหว่าน เธอเล่นละครพอหรือยัง!” ซูจื่อหลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ในเมื่อเธอไม่ยอมเซ็นข้อตกลงหย่าร้าง และไม่ยอมไปสำนักงานทะเบียนราษฎร์ ซูจื่อหลินจึงตัดสินใจยื่นฟ้องหย่า ซึ่งขณะนี้ศาลกำลังดำเนินกระบวนการพิจารณาคดี การฟ้องหย่าอย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามเดือนกว่าคดีจะสิ้นสุด
เมื่อถูกจับได้ เหวยหว่านจึงเลิกหลบซ่อน และปรากฏตัวออกมาอย่างเปิดเผย
“ฉันทำอะไรผิด! ในฐานะแม่ ฉันไม่มีสิทธิ์มาหาลูกหรือไง!”
“หานหาน ไปกันลูก! ในเมื่อลูกอยากเล่นที่นี่ แม่ก็จะอยู่เป็นเพื่อนลูกเอง!” เหวยหว่านจิกมือน้อยของหานหานไว้แน่น
“หนูไม่อยากเล่นกับแม่! หนูอยากเล่นกับซู่เป่า!” หานหานพยายามดิ้นรนแต่ไม่อาจสลัดหลุด เธอร้องไห้โฮพลางตะโกน เหวยหว่านเริ่มขุ่นเคืองลูกสาว แต่ยังคงดึงดันลากหานหานมุ่งตรงไปยังริมทะเลสาบ!
เล่นกับยัยเด็กนั่นน่ะหรือ?
เด็กเจ้าเล่ห์พรรค์นั้นมีแต่จะพาหานหานหลงระเริงไปในทางที่ผิด!
เพียงไม่ได้เจอหน้าแค่สองวัน หานหานก็เริ่มหมางเมินเธอเสียแล้ว มั่นใจได้เลยว่าต้องเป็นฝีมือยัยเด็กนั่นที่คอยเสี้ยมสอน และแน่นอนว่าคนในตระกูลซูก็ต้องมีส่วนด้วย พวกเขาคงรุมประจานความเลวร้ายของเธอให้ลูกฟังจนหูแฉะ!
“หานหานจำไว้นะ ซู่เป่าเป็นเด็กนิสัยเสีย ยัยนั่นตั้งใจทำลายความสัมพันธ์ของพ่อกับแม่ ลูกห้ามไปคลุกคลีด้วยเด็ดขาดรู้ไหม!”
“เดิมทีถ้าไม่มีซู่เป่า ลูกก็จะเป็นเจ้าหญิงเพียงคนเดียวของบ้านซู! จำป้าจิ่นอวี้ได้ไหม? เมื่อก่อนป้าเขาเป็นลูกสาวคนเดียว ทุกคนต่างรุมเอาใจ อยากได้อะไรปู่กับย่าก็ประเคนให้ทุกอย่าง!”
“แล้วก็ย่าของลูก! การไม่ให้ลูกกินข้าวคือการทารุณเด็ก! จำไว้ว่าโตขึ้นไม่ต้องไปกตัญญูกับย่า!”
“มีแต่แม่เท่านั้นที่รักลูกที่สุด! โตไปลูกต้องดีกับแม่คนเดียวเท่านั้น!”
เหวยหว่านเริ่มเป่าหูลูกสาวเพื่อบงการอีกครั้ง
หานหานตกใจกับน้ำเสียงอาฆาตมาดร้ายของเหวยหว่านจนร้องไห้สะอึกสะอื้น ทันใดนั้นข้อมืออีกข้างของเด็กน้อยก็ถูกคว้าไว้ ซูจื่อหลินผู้ไม่ถนัดเจรจาตัดสินใจเข้าชิงตัวลูกสาวกลับคืนมาโดยตรง
หานหานรู้สึกราวกับร่างของตนกำลังถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้น ๆ เธอจึงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวสุดขีด
“ปล่อยนะ! หานหานเจ็บ!” เหวยหว่านแผดเสียงใส่
แม้ปากร้องบอกเช่นนั้น แต่เธอกลับยื้อดึงร่างลูกสาวสุดแรงเกิด ตรงกันข้ามกับซูจื่อหลินที่เกรงว่าลูกจะบาดเจ็บจึงยอมคลายมือออกเสียเอง
แรงส่งจากการดึงทึ้งทำให้เหวยหว่านเสียหลักหงายหลังล้มตึงลงบนพื้นอย่างหมดสภาพ
ยามนี้พี่น้องตระกูลซูต่างพากันเดินเข้ามาล้อมวงไว้ ประมุขซูที่เข็นรถเข็นพาภรรยาตามมาถึงก็ขมวดคิ้วทอดมองเหวยหว่านด้วยความระอา
ไล่ตะเพิดไปแล้วแท้ ๆ ยังจะกล้าตามมาตอแยไม่เลิกราอีกหรือ?
“ยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบพาหานหานกลับมานี่!” คุณผู้เฒ่าซูตวาดเสียงกร้าว
ซูจื่อหลินเตรียมพุ่งตัวเข้าไปหา ทว่าเหวยหว่านกลับรวบตัวกอดหานหานไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เธอคร่ำครวญทั้งน้ำตา
“ฉันยอมถอยให้ถึงขนาดนี้แล้ว พวกคุณยังจะเอาอะไรอีก! คิดบีบให้แม่ลูกอย่างเราตายกันไปข้างหนึ่งเลยใช่ไหม!”
เส้นเลือดบนหลังมือของซูจื่อหลินปูดโปนขึ้นมา เสียงกระดูกนิ้วลั่นดังเปรี๊ยะตามแรงบีบหมัดที่แน่นขึง!
ทันใดนั้น โทรศัพท์ในกระเป๋าก็แผดเสียงดังขึ้น เขาเหลือบมองเบอร์แปลกแวบหนึ่งก่อนกดรับสาย
“สวัสดีครับคุณซู นี่จากสถานีตำรวจ 110 นะครับ…”
ปลายสายเอ่ยบางอย่างที่ทำให้ซูจื่อหลินจ้องเขม็งไปยังเหวยหว่านด้วยสายตาเย็นเยือก ก่อนตอบกลับว่า
“งั้นพวกคุณรีบมาที่นี่เลย!”
หัวใจของเหวยหว่านกระตุกวูบ ลางสังหรณ์บางอย่างเตือนว่ามหันตภัยกำลังคืบคลานเข้ามาหาเธอ!
“ปล่อยหานหานเดี๋ยวนี้!” ซูจื่อหลินสั่งเสียงเรียบแต่หนักแน่น เหวยหว่านเหลือบมองไปทางริมทะเลสาบซึ่งอยู่ไกลออกไปชั่วครู่ ดวงตาของเธอพลันฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างน่าขนลุก!
ไม่ยอมให้เธอพาหานหานไปใช่ไหม?
จะบีบบังคับกันให้ถึงที่สุดใช่ไหม!
เหวยหว่านกอดหานหานไว้แน่นโดยไม่สนใจการดิ้นรนของเด็กน้อยพลางยันตัวลุกขึ้นยืน!
“พวกคุณบังคับฉันเองนะ…”
เบื้องหลังรถเข็นของคุณยายซู ซู่เป่าถือกระทะใบเล็กไว้ในมือ ดวงตาคู่กลมโตเต็มไปด้วยความระแวดระวังและสงสัย ก่อนหน้านี้ป้าสะใภ้รองมีเพียงไอสีดำปกคลุมใบหน้า แต่ยามนี้รอบกายกลับมีพลังงานสีดำชั่วร้ายพันธนาการอยู่หนาตา
พลังงานสีดำพรรค์นี้คืออะไรกันแน่?
“เหอะ… คิดจะพาลูกสาวไปตายด้วยกันเลยรึนี่” จี้ฉางซึ่งยืนอยู่ข้างกายหรี่ตามอง เขาหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาเปิดดู “วันนี้ไม่ใช่วันตายของพวกเธอ แต่กลับมีดาวร้ายพิฆาตตนเองปรากฏขึ้น”
นั่นหมายความว่า เหวยหว่านกำลังพาหานหานมุ่งหน้าไปยังริมทะเลสาบเพื่อจบชีวิตลงสินะ…
เธออาจไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตายจริง แค่ต้องการใช้มุกนี้ข่มขู่คนตระกูลซู
ใบหน้าจิ้มลิ้มของซู่เป่าฉายแววงุนงง “อะไรคือการพิฆาตตนเองคะ?”
จี้ฉางปิดสมุดเล่มเล็ก ทันทีที่เขายกมือขึ้น สมุดเล่มนั้นก็เลือนหายไป เขาเอ่ยเรียบ ๆ ว่า
“ก็หมายถึงการฆ่าตัวตายนั่นแหละ”
“คุณป้าสะใภ้รองจะพาพี่หานหานไปฆ่าตัวตายเหรอคะ!” ซู่เป่าตกตะลึงไปชั่วขณะพลางจ้องมองเหวยหว่าน สิ้นคำพูดนั้น คุณนายผู้เฒ่าซูก็ใจหายวาบ “ขวางเธอไว้!”
สีหน้าของเหวยหว่านเปลี่ยนไปทันทีเมื่อจุดประสงค์ถูกเด็กน้อยเปิดโปงจนหมดเปลือก
เธอรีบอุ้มหานหานขึ้นแนบอกแล้ววิ่งถลาไปยังริมทะเลสาบทันที!
เหล่าพี่น้องตระกูลซูรู้เท่าทันและมีปฏิกิริยาฉับไว พวกเขาพุ่งเข้าขวางทางเธอไว้ได้ทันท่วงที!
“อย่าเข้ามานะ! ทำไมพวกคุณต้องบีบคั้นฉันขนาดนี้ ทำไมกัน!” เหวยหว่านวางมือลงบนลำคอของหานหานพลางร้องไห้ตะโกนลั่น เธอค่อย ๆ ถอยร่นไปยังริมตลิ่ง ร้องไห้โฮราวกับหัวใจแตกสลาย รู้สึกเหมือนคนทั้งโลกกำลังรุมทำร้ายเธอ
เธอเพียงต้องการเป็นสะใภ้รองของตระกูลซูต่อไปเท่านั้น เธอทำผิดประการใดกัน?
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหกปีก่อนผ่านพ้นไปนานแล้ว ทำไมพวกเขาถึงไม่ยอมใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และให้อภัยความผิดพลาดในอดีตของเธอเสียที!
“ปี๊บ! ปี๊บ! ——”
จังหวะนั้นเอง รถยนต์คันหนึ่งก็ขับผ่านมาพอดี!
เหวยหว่านตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เธออุ้มหานหานพุ่งทะยานเข้าหารถคันนั้นทันที!
ซูจื่อหลินใจหายวาบ เห็นชัดว่าไม่อาจยับยั้งได้ทันท่วงที
ทว่าในวินาทีวิกฤต กลับมีตะหลิวชิ้นเล็ก ๆ ลอยละลิ่วมาจากทิศทางใดไม่ทราบ
ตุ้บ!
เสียงกระแทกดังขึ้น มีบางอย่างพุ่งเข้ามาปะทะเข้ากลางศีรษะของเหวยหว่านอย่างจัง…