ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 41 ความลับใต้รูปปั้นที่ถูกเปิดโปง
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 41 ความลับใต้รูปปั้นที่ถูกเปิดโปง
บทที่ 41 ความลับใต้รูปปั้นที่ถูกเปิดโปง
ตะหลิวอันเล็กฟาดเข้ากลางศีรษะของเหวยหว่านอย่างจัง ส่งผลให้เธอเซถลาเสียหลักไปทันที ข้อมือของเหวยหว่านคลายออกด้วยความปวด หานหานจึงร่วงลงสู่พื้น
ส่วนตัวเธอเองถดถอยไปหลายก้าว เกือบถูกรถที่แล่นผ่านมาอย่างรวดเร็วพุ่งชนกระเด็น เดชะบุญที่เธอเพียงแค่ล้มฟาดพื้น แต่หน้าผากกลับกระแทกเข้าอย่างจังจนแตกยับ…
คนขับรถเบรกตัวโก่งก่อนพุ่งลงมาแผดเสียงด่าด้วยความโมโห “อยากตายหรือไงวะ!”
ซูจื่อหลินรีบปรี่เข้าไปอุ้มหานหานไว้แนบอก เด็กน้อยตกใจสุดขีดจนร่างแข็งทื่อไปหมด
ซูอีเฉินชายตามองตะหลิวอันเล็กที่ตกอยู่บนพื้น
นี่คือตะหลิวของเล่นที่ซูอี้เชินเตรียมไว้ให้ซู่เป่า โดยตั้งใจพาเธอทำสลัดเย็นเลียนแบบพวกผู้ใหญ่ ไม่คาดคิดเลยว่ามันจะกลายเป็นอาวุธที่ทำให้เหวยหว่านถึงกับศีรษะแตกเลือดอาบได้เพียงนี้…
“คุณลุงใหญ่คะ… หนูเหมือนจะออกแรงเยอะไปนิดนึงแล้วค่ะ” ซู่เป่ากุมมือน้อย ๆ ของตนเองพลางทำสีหน้ากังวล คุณลุงใหญ่เคยกำชับนักหนาว่าห้ามแสดงพละกำลังมหาศาลต่อหน้าคนอื่น…
เอ๊ะ! เธอเผลอละเมิดกฎเข้าเสียแล้ว
ซูอีเฉินมองใบหน้าเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความกังวลของหลานสาว เขาลูบหัวเธอเบา ๆ พลางปลอบว่า
“ไม่เป็นไรหรอกลูก ผู้หญิงคนนั้นสมควรโดนแล้ว”
ยามนี้รอบกายมีเพียงคนของตระกูลซู จึงไม่มีสิ่งใดน่ากังวล ห่างออกไปไม่ไกล เหวยหว่านนอนคว่ำอยู่บนพื้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวและเจ็บปวดรวดร้าว เธอเอามือกุมศีรษะที่เริ่มมึนชาและมีเลือดไหลซึม เมื่อลองคลำดูเธอก็พบว่ากะโหลกส่วนหนึ่งบุ๋มลงไปเป็นหลุมเล็ก ๆ
นอกจากนี้ ตอนที่ล้มลง หน้าผากของเธอยังกระแทกเข้ากับก้อนหินจนเกิดเป็นแผลฉกรรจ์
เหวยหว่านสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความทรมาน ก่อนจะเอ่ยเสียงสะอื้น
“จื่อหลิน… ฉันเจ็บเหลือเกิน… มากอดฉันหน่อยได้ไหม…”
สมาชิกครอบครัวซูกำลังยืนปรึกษากันอยู่ถึงกับชะงักกึก ก่อนหันไปมองทางเหวยหว่านด้วยความรู้สึกที่พูดไม่ออกทซูจื่อหลินไม่ใช่คนช่างพูด แต่ยามเอ่ยปากกลับเชือดเฉือนตรงไปตรงมา
“เธอเสียสติไปแล้วหรือไง? ให้ฉันกอดเธอเนี่ยนะ… ไปกอดแม่หมูยังจะดีกว่า”
คุณนายซูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เหวยหว่าน เรื่องที่เธอต้องหย่ากับจื่อหลินน่ะถูกตัดสินพิจารณาเรียบร้อยแล้ว อย่าบังคับให้ฉันต้องฉีกหน้ากันจนไม่เหลือชิ้นดี เพราะถึงเวลานั้น แม้แต่ในเมืองหลวงเธอก็จะไม่มีที่ให้ซุกหัวนอนอีกต่อไป”
เหวยหว่านก้มใบหน้าลงเพื่อปกปิดความแค้นและไม่ยินยอม!
เธอเจ็บหนักถึงเพียงนี้ เลือดไหลนองเต็มหน้า!
พวกเขานอกจากไม่ใยดี ยังคิดจะขับไล่ไสส่งเธอออกไปจากเมืองหลวงอีกอย่างนั้นหรือ?
คนพวกนี้ยังมีมโนธรรมหลงเหลืออยู่บ้างไหม!
โบราณว่า ‘ยอมรื้อวัด ดีกว่าทำลายชีวิตคู่’ แล้วทำไมคนตระกูลซูถึงต้องบีบคั้นให้เธอกับซูจื่อหลินหย่าร้างกันให้ได้!
เมื่อเรื่องราวบานปลายมาถึงจุดนี้ เธอก็ไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งใดได้อีก…
เหวยหว่านรู้สึกเสียใจภายหลัง ถ้ารู้อย่างนี้เธอไม่ควรหลงเชื่อคำแนะนำเฮงซวยของแม่เลย!
ที่บอกว่าคนบ้านซูจะมาอ้อนวอนขอให้เธอกลับไป เพราะลูกขาดแม่ไม่ได้น่ะหรือ? เหลวไหลสิ้นดี!
เธอควรจะคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าประตูบ้านซูตั้งแต่วันที่ถูกไล่ออก และยืนกรานว่าไม่ยอมไปไหนถึงจะถูก!
ขณะที่เธอกำลังจมอยู่กับความเสียใจและไม่ยอมรับความจริง เสียงไซเรนรถตำรวจก็ดังแว่วมาจากระยะไกล เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายก้าวลงจากรถ ตรงดิ่งมาหาเธอทันที
“อย่าขยับ! เหวยหว่าน คุณถูกจับกุมแล้ว!” เจ้าหน้าที่ตำรวจตะโกนสั่งเสียงเข้ม
เหวยหว่านเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก
เธอถูกจับงั้นหรือ? ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ คนที่ถูกชนจนหัวร้างข้างแตกคือเธอนะ!
“จับฉันทำไม…”
“เหวยหว่าน คุณถูกสงสัยว่าเป็นผู้ฆาตกรรมหลี่เหม่ยเมื่อหกปีก่อน หลักฐานทุกอย่างมัดตัวชัดเจน! ยามนี้พวกเราขอจับกุมคุณตามกฎหมาย!” เจ้าหน้าที่ตำรวจมีสีหน้าเคร่งครัดพลางชูหมายจับขึ้น หัวใจของเหวยหว่านกระตุกวูบด้วยความขวัญเสีย
เป็นไปไม่ได้!
เมื่อหกปีก่อนพวกเขายังหาหลักฐานไม่ได้ ยามนี้ยิ่งไม่มีทางหาเจอ
คนพวกนี้กำลังหลอกเธออยู่ใช่ไหม!
“หลี่เหม่ยไหนกัน? พวกคุณกำลังพูดเรื่องอะไร ฉันไม่รู้จักคนชื่อหลี่เหม่ย…” เหวยหว่านแสร้งทำเป็นตระหนกพลางโพล่งถามเจ้าหน้าที่ตำรวจเหยียดยิ้มเย็น
“ภายในรูปปั้นกลางจัตุรัสเขตใหม่ทางทิศตะวันตก เราพบชิ้นส่วนมือมนุษย์ซุกซ่อนอยู่ ในมือนั้นกำกระดาษน้ำมันไว้แน่น หลังจากผ่านการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เราพบลายนิ้วมือของคุณติดอยู่บนกระดาษใบนั้น!”
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังชูเอกสารอีกฉบับขึ้น
“ในกระดาษน้ำมันห่อธนบัตรเอาไว้ ซึ่งจากการตรวจสอบเลขลำดับบนธนบัตร เราพบว่าเงินสองหมื่นหยวนนี้ถูกถอนจากตู้เอทีเอ็มธนาคาร X ในอำเภอใกล้เคียงโดยคุณเมื่อหกปีก่อน! หลักฐานมัดตัวแน่นขนาดนี้… พาตัวไป!”
ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
ผ่านพ้นมาเนิ่นนานปานนี้ จะสืบหาความจริงได้อย่างไร!
อีกทั้งสิ่งที่ซ่อนอยู่ในรูปปั้นนั้นเป็นความลับสุดยอด แล้วพวกเขาล่วงรู้ได้อย่างไรกัน?
เมื่อเห็นกุญแจมือเลื่อนเข้ามาใกล้ เหวยหว่านทั้งลนลานและมืดแปดด้าน ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น ความคิดหนึ่งพลันแวบขึ้นมาในสมอง!
เธอกระชากสีหน้าให้ดูตกใจและงุนงงสุดขีดพลางถอยกรูดไปหลายก้าว คร่ำครวญทั้งน้ำตา
“พวกคุณพูดเรื่องอะไรกันน่ะ!”
“จื่อหลิน… นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ฉัน… ฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” เหวยหว่านละล่ำละลักถามพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตระหนก ราวกับคนหลงทิศหลงทาง
“ทำไมฉันจำอะไรไม่ได้เลย ฮือ… จื่อหลิน จื่อหลินฉันเจ็บเหลือเกิน! กอดฉันที…” เธอพยายามคลานเข้าไปหาซูจื่อหลิน ทว่าพอก้าวเท้าออกไปได้เพียงก้าวเดียวก็ทรุดฮวบลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทาคล้ายคนขวัญกระเจิงจนจำเหตุการณ์ก่อนหน้าไม่ได้แม้แต่น้อย
สมาชิกตระกูลซูต่างตกอยู่ในความเงียบ
สูญเสียความทรงจำงั้นหรือ? ดูอย่างไรก็ไม่ใช่!
ซู่เป่าเอียงคอมองอย่างสงสัย เธอขยับเข้าไปใกล้พลางเพ่งพินิจอาการของป้าสะใภ้อย่างละเอียด ก่อนหันไปถามลุงใหญ่ด้วยท่าทางไร้เดียงสา
“คุณลุงใหญ่คะ ป้าสะใภ้รองเป็นอะไรไปเหรอคะ? กำลังแกล้งทำเป็นโง่อยู่หรือเปล่า?”
“ทำไมต้องแกล้งโง่ด้วยล่ะคะ หรือเพราะว่าแต่เดิมยังโง่ไม่พอ?” เด็กน้อยทำตาปริบ ๆ จ้องมองเหวยหว่านที่กำลังบีบน้ำตาอยู่บนพื้นด้วยความงุนงงอย่างถึงที่สุด
“โอ๊ย… หัวของฉัน ฉันจำอะไรไม่ได้เลย ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ ทำไมพวกคุณต้องจับฉันด้วย…”
“ฉันไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ นะ!” เหวยหว่านคร่ำครวญพลางสะบัดศีรษะไปมา ราวกับพยายามจะเรียกความทรงจำที่หายไปคืนมา
“พวกที่พอถูกจับแล้วแกล้งความจำเสื่อมแบบคุณน่ะ พวกเราเจอมาจนนับไม่ถ้วนแล้ว! อย่าคิดว่าอ้างแบบนี้แล้วไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย… พาตัวไป!” หัวหน้าชุดจับกุมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เจ้าหน้าที่สองนายรี่เข้ารวบตัวเหวยหว่านพลางบิดแขนไพ่หลังเพื่อสวมกุญแจมือทันที
“จื่อหลิน! จื่อหลินช่วยฉันด้วย! นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมตำรวจต้องจับฉันด้วย!” เธอร้องตะโกนลั่นพลางดิ้นรนสุดชีวิต “ฉันไม่ได้แสร้งทำนะ ฉันจำไม่ได้จริง ๆ!”
เหวยหว่านร้องไห้จนหมดเรี่ยวแรง สีหน้าท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกขวัญเสีย หากคนนอกมาเห็นเข้าคงปักใจเชื่อไปแล้วว่าเธอสูญเสียความทรงจำไปจริง ๆ
ทว่าน่าเสียดายที่มารยาเหล่านี้ไร้ผล
ไม่ว่าความจำเสื่อมจริงหรือเท็จ มนุษย์ทุกคนต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่ตนเองก่อไว้ทั้งสิ้น!
จนกระทั่งถูกคุมตัวขึ้นรถตำรวจ ในที่สุดเหวยหว่านก็ไม่อาจรักษาท่าที “ความจำเสื่อม” ไว้ได้อีกต่อไป
เธอแผดเสียงตะโกนลั่น “จื่อหลิน! ฉันผิดไปแล้ว! เร็วเข้า บอกตำรวจให้ปล่อยฉันที…”
“คุณแม่! คุณแม่คะขอร้องล่ะ! หานหานยังเล็กนัก แกขาดแม่ไม่ได้นะ!”
ปัง!
เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดประตูรถตัดบททันที เหวยหว่านยังไม่ยอมแพ้ เธอโผเข้าหาหน้าต่างจนใบหน้าแนบติดกับกระจกพลางตะโกนเรียกสุดเสียง
ทว่าทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว
ข้อหาจ้างวานฆ่าและพยายามวางยาซูจื่อหลิน รวมถึงคดีฆาตกรรมโดยเจตนา อย่างน้อยเธอต้องชดใช้กรรมในคุกไม่ต่ำกว่าสิบปี!
ยิ่งไปกว่านั้น ซูจื่อหลินได้ยื่นฟ้องหย่าเรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่าความสัมพันธ์ของเธอกับตระกูลซูขาดสะบั้นลงนับแต่นี้ เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่เรือนจำ ย่อมไม่มีใครหน้าไหนยื่นมือมาช่วยเธออีก!
แล้วแม่ของเธอล่ะ?
แม่ของเธอหากไม่มาคอยซ้ำเติมก็บุญหัวแล้ว จะไปหวังพึ่งพาได้อย่างไร…
เหวยหว่านร้องไห้จนน้ำตาอาบนวลหน้า พลางปล่อยโฮออกมาด้วยความสิ้นหวัง!
เธอนึกไม่ออกเลยว่าความผิดพลาดเริ่มขึ้นตรงจุดใด ทุกอย่างเคยดำเนินไปด้วยดี ทว่าทำไมถึงถูกเปิดโปงจนหมดเปลือกในพริบตาเช่นนี้?!
บริเวณภายนอกรถ
เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งบันทึกคำให้การพลางยื่นเอกสารให้ซูจื่อหลินลงนาม
ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่เอ่ยถามขึ้นว่า
“บาดแผลบริเวณท้ายทอยของคุณเหวยหว่านเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ?”
ซูอีเฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เมื่อครู่เกิดเหตุชุลมุน เหวยหว่านพยายามพาลูกไปฆ่าตัวตาย น้องชายคนที่สองของผมเลยคว้าของใกล้ตัวทุบเธอไปทีหนึ่งเพราะความตื่นตกใจครับ”
“ใช้อะไรตีครับ?” เจ้าหน้าที่ตำรวจพยักหน้ารับพลางจดบันทึก “เอ่อ พวกคุณไม่ต้องกังวลนะ กรณีผู้ต้องหาได้รับบาดเจ็บระหว่างจับกุม เราจำเป็นต้องบันทึกรายละเอียดไว้ทั้งหมด”
ซูอีเฉินพยักหน้าแสดงความเข้าใจก่อนเอ่ยต่อ “ใช้ตะหลิวตีครับ”
เจ้าหน้าที่ตำรวจชะงักมือ “ตะหลิวอันไหนครับ?”
ซูจื่อหลินนิ่งเงียบพลางก้มลงเก็บตะหลิวซึ่งตกอยู่บนพื้นขึ้นมาส่งให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจพิเคราะห์มองแล้วถึงกับตกตะลึง “คุณแน่ใจหรือครับ?!”
ตะหลิวอันจิ๋วขนาดนี้… ดูอย่างไรก็เหมือนของเล่นเด็กที่ใช้เล่นบทบาทสมมติชัด ๆ!
เพียงแค่ของเล่นชิ้นนี้กลับทำให้คนบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นกะโหลกบุ๋มได้จริงหรือ?
“ผมแน่ใจ” ซูจื่อหลินยืนยันอย่างหนักแน่น
“…” เจ้าหน้าที่ตำรวจ
ในที่สุด เมื่อบันทึกปากคำเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงถือตะหลิวเล็ก ๆ เล่มนั้นเดินจากไป
ซู่เป่าเม้มริมฝีปากแน่น เธอยืนเหม่อมองรถตำรวจที่เคลื่อนตัวห่างออกไปจนลับสายตาเนิ่นนานโดยไม่ปริปากพูดสิ่งใด
ฮือ… ตะหลิวอันจิ๋วของหนู… ถูกจับไปติดคุกเสียแล้ว!