ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 42 ท่านอาจารย์ สอนวิธีไม่ให้ถูกจับได้ไหม
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 42 ท่านอาจารย์ สอนวิธีไม่ให้ถูกจับได้ไหม
บทที่ 42 ท่านอาจารย์ สอนวิธีไม่ให้ถูกจับได้ไหม
จี้ฉางลอยอยู่ข้างกาย เขาปรายตามองตามสายตาของเด็กน้อยแวบหนึ่งก่อนเอ่ยว่า
“ไปเถอะ ก็แค่ที่ตะหลิวอันเดียว ถึงเจ้าหน้าที่ไม่ริบไป มันก็เปื้อนดินจนสกปรกหมดแล้วล่ะ”
ซู่เป่าเม้มริมฝีปากแน่นอย่างจำนน…
พี่ตะหลิวจ๋า… หนูขอโทษนะ
หนูไม่ได้ตั้งใจทิ้งพี่ไว้ที่นี่เลย
เมื่อเห็นหน้าหมองเศร้าของเจ้าตัวเล็ก สมาชิกตระกูลซูต่างพากันคิดว่าเธอกำลังสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อย่างไรเสีย การจับกุมคนต่อหน้าเด็กย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจไม่น้อย ซึ่งก่อนหน้านี้หานหานเองก็ถูกพาแยกออกไปอีกทางเพื่อไม่ให้เห็นภาพบาดตา
“ซู่เป่า… เป็นอะไรไปลูก?” คุณนายซูผู้เฒ่าโอบอุ้มหลานสาวไว้ด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่คิดว่า…ของเก่าไม่ไป ของใหม่ก็ไม่มา” ซู่เป่าส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก
ซูจื่อหลินหลุดขำออกมาเบา ๆ
คงไม่มี คนใหม่ อีกแล้วล่ะ ชั่วชีวิตนี้เขาเข็ดขยาดจนไม่คิดจะหาใครมาแทนที่คนเก่าอย่างแน่นอน
ในที่สุดเรื่องราววุ่นวายก็จบสิ้นลง ซูจื่อหลินถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก สัมผัสได้ถึงความเบาสบายใจอย่าง
“ไปกันเถอะซู่เป่า เดี๋ยวลุงรองพาหนูไปหาของอร่อยทานกัน”
กลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ภายในป่าละเมาะซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เงาไม้กำลังสั่นไหวอย่างผิดปกติ มีเงาดำมืดเคลื่อนที่วับแวมอยู่บนยอดหญ้า ครั้นเมื่อมันเงยหน้าขึ้นมา กลับปรากฏหน้าที่อาบชุ่มไปด้วยโลหิต…
มันยื่นมือที่ดำคล้ำอมม่วงตะครุบไปยังทิศทางที่ครอบครัวซูยืนอยู่ หลังมือนั้นเต็มไปด้วยรอยเลือดพาดตัดกันไปมาดูสยดสยอง…ราวกับทารกปีศาจก็ไม่ปาน
**
การตั้งแคมป์พร้อมหน้าพร้อมตาครั้งแรกของตระกูลซู คุณตาซูย่อมไม่อยากให้คนอย่างเหวยหว่านเพียงคนเดียวมาทำลายบรรยากาศจนย่อยยับลงไป
“ซู่เป่าอยากกินอะไรลูก? เดี๋ยวลุงสามจะทำให้” ซูเย่วเฟยถือจานพร้อมสวมผ้ากันเปื้อนพลางลูบศีรษะหลานสาวอย่างอ่อนโยน
ซู่เป่าได้กลิ่นหอมกรุ่นของบาร์บีคิวจนต้องพยายามกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก มุมปากกลับเริ่มมีประกายวาววับเล็ดลอดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“กินอะไรก็ได้จริง ๆ เหรอคะ? บาร์บีคิวเนื้อก็กินได้ใช่ไหมคะ?” เธอเอ่ยถาม
“แน่นอนว่าได้สิลูก” ซูเย่วเฟยระบายยิ้ม
คุณนายซูผู้เฒ่าเพิ่งคุยกับซูจื่อหลินเสร็จก็เข็นรถเข็นเข้ามาขัดจังหวะ
“ให้กินได้แค่ไม้เดียวนะ! บาร์บีคิวพวกนี้มันร้อนใน กินมากไม่ดี”
“เข้าใจแล้วค่ะ…” หน้าจิ้มลิ้มของซู่เป่าเหี่ยวลงทันตาเห็น เธอทอดสายตามองเตาย่างด้านข้างอย่างอาลัยอาวรณ์
บนเตานั้นมีทั้งปีกไก่ย่าง ไส้กรอก กุ้งย่างซอสกระเทียมชุ่มฉ่ำ เนื้อวัวติดมัน เนื้อแกะย่าง และน่องไก่เหลืองกรอบ…
“ลาก่อนนะ น่องไก่ย่างจ๋า…” ซู่เป่าเอ่ยคำลาเมนูต่าง ๆ ด้วยความเศร้าสร้อย
“ลาก่อนนะ กุ้งย่างของหนู…”
“ลาก่อนนะหมูย่าง…”
ดวงหน้าเล็ก ๆ ที่ดูแสนรันทดนั้นทำให้คนมองทั้งขำทั้งเอ็นดูจนบอกไม่ถูก
ซูเย่วเฟยเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวล “คุณแม่ครับ ให้แกกินหน่อยเถอะ ถ้าเกิดร้อนในขึ้นมาจริง ๆ เราก็ยังมียาเลี่ยวปาเจี่ยวอยู่นะครับ”
เสี่ยวอู่พอได้ยินชื่อยาสมุนไพรเลี่ยวปาเจี่ยว ซึ่งเป็นสมุนไพรแก้ร้อนใน ก็รีบส่ายหัวรัวพลางแผดเสียงร้องกากา “เลี่ยวปาเจี่ยว เลี่ยวปาเจี่ยว ก้นบานแน่!”
ซูอี้เชินซึ่งกำลังเดินไปริมแม่น้ำ เพื่อเก็บคันเบ็ดถึงกับสะดุดกึกลื่นไถลล้มลงบนพื้นหญ้าเสียงดัง ตุ้บ!
เขารู้สึกเหมือนก้นจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ เสียให้ได้ จึงได้แต่ถลึงตามองเจ้านกแก้วตัวแสบอย่างหมดคำพูด
“วิ่งเร็ว! วิ่งเร็ว!” เจ้านกแก้วกระพือปีกพึ่บพั่บพลางส่งเสียง ซู่เป่าหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ ก่อนพานกแก้วคู่หูวิ่งปร๋อหายไปทันที
อารมณ์ของเด็ก ๆ นั้นเปลี่ยนผันง่ายดายราวกับเมฆครึ้มและแสงแดดสลับกันไปมา เพียงแค่เปิดหรือปิดม่านหน้าต่าง ความขุ่นมัวทั้งหลายก็มลายหายไปสิ้น
บนพรมหญ้าสีเขียวมรกต เจ้าตัวเล็กนุ่มนิ่มกำลังวิ่งนำหน้าอย่างร่าเริง โดยมีนกแก้วส่งเสียง บินร่อนไล่หลังมาติด ๆ
ด้านซูเหอเหวินและซูเหอเวิ่นนั่งขัดสมาธิอ่านหนังสือกันเงียบ ๆ อยู่ภายในเต็นท์ ส่วนซูจื่อซียังคงทิ้งตัวเอนหลังท่าทางเหมือนคนแก่บนเตียงลมพลางจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์ในมือ
ปากก็ตะโกนลั่น “บุกเข้าไปสิวะ! ไอ้โง่นี่ เล่นอะไรของมัน!”
ส่วนหานหานกลับเงียบเสียงลงแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะร้องไห้จนหมดแรงหรือยังคงขวัญเสียกับเหตุการณ์เมื่อครู่ จึงขดตัวหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงลมอีกตัวหนึ่ง
ภาพเบื้องหน้านั้นช่างดูอบอุ่น จนทำให้สมาชิกคนอื่น ๆ ในบ้านลืมความไม่สบายใจก่อนหน้านี้ไปเสียสนิท
ทว่า… แขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างเสวี่ยเอ๋อร์กลับปรากฏตัวขึ้นในเวลาไม่นาน
“ซู่เป่าจ๊ะ นี่เค้กสตรอว์เบอร์รีสำหรับเธอจ้ะ!” เสวี่ยเอ๋อร์ปั้นวงหน้าให้ดูเรียบร้อย “คุณแม่ของพี่ทำเองเลยนะ! อร่อยมาก ๆ เลยล่ะ ดีกว่าที่ขายตามร้านทั่วไปเสียอีก!”
เหตุการณ์โกลาหลที่เพิ่งผ่านพ้นไป ครอบครัวของเธอแอบซุ่มดูอยู่ทั้งหมดแล้ว แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์จึงส่งลูกสาวให้มาเสิร์ฟเค้กเพื่อหวังตีสนิทและสืบข่าวไปในตัว
เสวี่ยเอ๋อร์ส่งยิ้มหวานหยดปานน้ำผึ้ง เธอเชื่อมั่นว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่เธอจะเอาชนะใจไม่ได้…
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเค้กสตรอว์เบอร์รีมาล่อใจแบบนี้ เด็กคนไหนก็ไม่มีทางต้านทานไหว
“หนูไม่เอาค่ะ” แต่ซู่เป่ากลับส่ายหน้าปฏิเสธ
เสวี่ยเอ๋อร์รู้สึกเสียหน้าทันที เธอค่อนขอดในใจว่าซู่เป่าช่างเป็นเด็กไร้มารยาท
ได้แต่แสร้งกัดริมฝีปากเบา ๆ พลางทำสีหน้าตัดพ้อ
“ซู่เป่า… เธอไม่ชอบพี่สาวคนนี้ใช่ไหมจ๊ะ?”
“ใช่ค่ะ!” ซู่เป่าจ้องมองอีกฝ่ายอย่างจริงจัง ก่อนพยักหน้าหงึกหงักยืนยันหนักแน่น
คราวที่แล้วหนูก็เคยบอกไปแล้วนี่นา? ทำไมพี่สาวคนนี้ถึงจำไม่ได้กันนะ!
เสวี่ยเอ๋อร์ไม่เคยถูกปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้มาก่อน ดวงตาทั้งสองของเธอก็เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ทำท่าทางราวกับถูกซู่เป่ารังแกเข้าให้อย่างหนัก ทว่าซู่เป่าเพียงแค่เม้มริมฝีปากแน่น แล้ววิ่งแนบหนีไปทันที!
เสวี่ยเอ๋อร์ไม่มีโอกาสแม้แต่จะแสดงอารมณ์โศกเศร้า เสียงร้องไห้จุกติดค้างอยู่ในลำคอ
ซู่เป่าวิ่งไปหยุดอยู่ข้างกายคุณยายซู ก่อนล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนพื้นหญ้าแผ่อย่างสบายอารมณ์
คุณนายซูผู้เฒ่าเอ่ยด้วยรอยยิ้มเอ็นดู “ซู่เป่าลูก อย่านอนบนพื้นสิ มันชื้นเดี๋ยวจะไม่สบายนะลูก”
พูดจบ เธอก็สั่งให้คนไปนำเตียงลมมากางให้ เจ้าตัวเล็กคล้ายกับหนอนตัวน้อยที่พยายามยกก้นจ้ำม่ำคลานกระดึ๊บขึ้นไปด้านบน
“นั่งนิ่ง ๆ เดี๋ยวยายจะไปหาของอร่อยมาให้ทาน”
มีความหิวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า… คุณยายคิดว่า หลานหิว
คุณนายซูคิดเอาเองว่าซู่เป่าวิ่งเล่นมาพักใหญ่คงจะหิวโซแน่ ๆ จึงรีบไปจัดเตรียมของว่างมาให้
จี้ฉางเห็นดังนั้นจึงสบโอกาสลอยละลิ่วเข้ามาใกล้
“เจ้าตัวน้อย ถึงเวลาเข้าเรียนแล้วนะ!”
พอซู่เป่าได้ยินคำนั้น เธอก็รีบยกมือน้อย ๆ ขึ้นปิดหูทันที!
ท่านอาจารย์ขี้บ่นจริง ๆ เลย พอมีเวลาว่างทีไรเป็นต้องบังคับให้เรียนตลอด
สิ่งที่ท่านอาจารย์พร่ำสอนล้วนเป็นเรื่องยากเกินกว่าจะเข้าใจ ทว่าจี้ฉางกลับเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าทฤษฎีพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม แม้จะปิดหูไว้แน่น แต่เสียงบ่นพึมพำของจี้ฉางก็ยังคงลอดเข้าไปให้ได้ยินอยู่ดี
“วันนี้อาจารย์จะสอนเจ้าเกี่ยวกับวิชาลึกลับทั้งห้า”
“วิชาลึกลับทั้งห้า ได้แก่ ภูเขา, การแพทย์, โชคชะตา, การทำนาย และการดูโหงวเฮ้ง”
“ภูเขา หมายถึงการปลีกวิเวกเข้าป่าลึกเพื่อบำเพ็ญเพียร ฝึกวิชาหลอมยาวิเศษ คาถาอาคม วิชาลับ…การวางกลยุทธ์กำลังพล… จนถึงระดับจิตวิญญาณที่ยากจะหยั่งถึง…”
“ส่วนการแพทย์นั้นเข้าใจง่าย มีทั้งแพทย์แผนจีนโบราณ โหราศาสตร์ดาวม่วงจื่อเวย หมอผี… ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในขอบเขตของการแพทย์ทั้งสิ้น”
“หมอผีเหรอคะ? แล้วซู่เป่าต้องเรียนรำแก้บนด้วยหรือเปล่า?” เจ้าตัวเล็กซู่เป่าหูผึ่งขึ้นมาทันควัน
จี้ฉางถึงกับสำลักคำพูด
“ไปจำเรื่องรำผีมาจากใครกัน?”
“ซู่เป่าไม่อยากเรียนค่ะ! เรียนแล้วจะถูกจับตัวไปนะ!” ซู่เป่าโบกมือพัลวัน
ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอออกไปข้างนอกกับคุณพ่อ เคยเห็นคนสติไม่สมประกอบคนหนึ่งอ้างตัวเป็นร่างทรง กำลังเต้นรำอัญเชิญเทพเจ้าเพื่อขอฝน ท่าทางนั้นดูคล้ายคนกำลังชักกระตุก สุดท้ายก็ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวไป
“พวกนั้นเต้นเร่อร่าก็เลยถูกจับได้ง่าย แต่วิชาลับระดับสูงน่ะ บ่อยครั้งแค่เพียงขยับปลายนิ้วเบา ๆ ก็เกินพอแล้ว…” จี้ฉางฟังแล้วถึงกับอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนรีบแก้ต่าง “ช่างเถอะ เดี๋ยวเรียนไปก็ค่อย ๆ อธิบายไป ข้อต่อไป…”
“หือ?” สมองน้อย ๆ ของซู่เป่าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่ จี้ฉางจึงงัดไม้ตายออกมา
“เธอแค่ต้องรู้ไว้ว่า หากเรียนรู้วิชานี้จนชำนาญ จะสามารถรักษาอาการป่วยของคุณยายได้”
ซู่เป่าดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงลมทันที เธอนั่งตัวตรงจัดท่าทางให้เรียบร้อย ดูเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายราวกับนักเรียนดีเด่น
ช่วยคุณยาย!
คุณแม่เคยบอกว่าต้องดูแลคุณยายให้ดีที่สุด
เธอต้องเรียนรู้วิชานี้เพื่อช่วยชีวิตคุณยายให้ได้!
นับแต่นั้น เด็กหญิงซู่เป่าจึงเริ่มกลายเป็นเด็กดีที่ตั้งใจสดับรับฟังบทเรียนอย่างจดจ่อ
จี้ฉางลอบยิ้มมุมปากพลางคิดในใจ เด็กน้อยเอ๋ย… คิดหรือว่าอาจารย์อย่างข้าจะจัดการเจ้าไม่ได้?
“คำว่า ‘มิ่ง’ หมายถึงโหราศาสตร์ อักขระแปดตัว การดูดวงดาว ส่วน ‘ปู่’ หมายถึงแผนผังหกเส้น ประตูพิศวง และการทำนายฝัน…”
ซู่เป่าชูมือน้อย ๆ ขึ้นขัดจังหวะอีกครั้ง “หมอดูทำนายฝันใช่ไหมคะ? ซู่เป่ารู้จักค่ะ แต่เขาก็โดนจับไปแล้วเหมือนกัน… ลุงเทศกิจเป็นคนจับไปค่ะ!”
เธอนึกถึงคราวก่อนที่ไปเที่ยวกับคุณพ่อ มีลุงตาบอดคนหนึ่งอาสาจะดูดวงให้เธอ ทว่าพอคุณลุงเทศกิจเดินผ่านมา ลุงตาบอดคนนั้นกลับโกยอ้าวหนีไปอย่างรวดเร็ว!
หน้าจิ้มลิ้มของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความกังวล
“อาจารย์คะ มีวิชาไหนที่เรียนแล้วจะไม่โดนตำรวจจับบ้างไหมคะ?”
หลินเฟิงพาเด็กคนนี้ไปที่ไหนมากันแน่ ถึงได้มีภาพจำที่ยุ่งเหยิงขนาดนี้!
“ซู่เป่า บอกอาจารย์มาซิว่า เธอกับพ่อขี้เหนียวของเธอพากันไปที่ไหนมาบ้าง?”
“หนูไม่รู้ค่ะ! วันนั้นคุณพ่อบอกว่าจะไปซื้อบุหรี่ แล้วสั่งให้หนูนั่งรออยู่ที่เดิม” ซู่เป่าเอียงคอครุ่นคิด
“ซู่เป่าก็นั่งรอแล้วรอเล่า รออยู่นานมากคุณพ่อก็ยังไม่กลับมาเสียที จนกระทั่งฟ้ามืดสนิท…สุดท้ายคุณลุงตำรวจก็เป็นคนพาหนูกลับบ้านค่ะ”
แววตาขี้เล่นพลันมลายหายไปจากดวงหน้าของเขาในทันที
โอ้… เข้าใจแล้ว หลินเฟิงไม่ได้พาเธอออกไปเที่ยวเล่น…
แต่มันตั้งใจจะทิ้งเธอต่างหาก