ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 52 คุณหญิงซือตกอับ ถูกส่งกลับบ้านเกิด
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 52 คุณหญิงซือตกอับ ถูกส่งกลับบ้านเกิด
บทที่ 52 คุณหญิงซือตกอับ ถูกส่งกลับบ้านเกิด
“นั่งลงสิ เสวี่ยเอ๋อร์มานั่งทางนี้” คุณหญิงเฒ่าซือรู้สึกพอใจกับครอบครัวของเสวี่ยเอ๋อร์ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
เสวี่ยเอ๋อร์นั่งลงบนโซฟาอย่างเรียบร้อย เพียงครึ่งหนึ่งของเบาะ เข่าชิด มือวางบนตัก ท่วงท่าสุภาพอ่อนหวาน
แม้จะอายุยังน้อยแต่กลับมีกิริยาของหญิงสาวตระกูลดี คุณย่าซือมองราวกับกำลังเลือกหลานสะใภ้ พยักหน้าเบา ๆ แววตาฉายความชื่นชม
ทางด้านพ่อและแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ต่างรู้สึกยินดีอยู่ภายในใจ!
“คุณชายน้อยซือเป็นอย่างไรบ้างคะ? เมื่อคืนตอนที่เห็นเขาเต็มไปด้วยเลือด ฉันกับสามีเป็นห่วงมาก เลยตั้งใจมาเยี่ยมสักหน่อย” คุณนายหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ต้องขอบคุณท่านอาจารย์หยุน ถ้าไม่ได้เขา อี้หรานคงไม่รอด!” คุณหญิงเฒ่าซือตอบกลับพลางถอนหายใจโล่งอก
“ใช่อาจารย์หยุน นักพรตบนเขาเสินหนงเจียนั่นไหมคะ?” คุณแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ถามอย่างประหลาดใจ
“ใช่แล้ว! อาจารย์หยุนไม่ได้เป็นเพียงผู้วิเศษที่เข้าถึงความเป็นเซียนเท่านั้น อี้หรานหยุดหายใจไปแล้ว แต่อาจารย์หยุนยังสามารถฉุดเขากลับมาจากประตูนรกได้!” หญิงชรารู้สึกทันทีว่าตนเองกับอีกฝ่ายมีหัวข้อสนทนาร่วมกัน จึงพยักหน้าด้วยความชื่นชม
“ว้าว จริงเหรอคะ?” แม่เสวี่ยเอ๋อร์ทำหน้าตาเหลือเชื่อ
“จริงสิ!” คุณหญิงเฒ่าซือยืนยันหนักแน่น
ทั้งสองคุยกันถูกคอ คุณย่าซือรู้สึกว่าตนเองเจอสหายรู้ใจ ส่วนคุณแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ก็แสดงท่าทีเคารพนับถืออาจารย์หยุนด้วยใจจริง จึงรีบฉวยโอกาสนี้สืบหาข้อมูลเพิ่มเติม
ครั้นคุยกันไปได้ครู่ใหญ่ คุณแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์จึงหาจังหวะถามขึ้น
“พวกเราพอจะขอไปเยี่ยมคุณชายน้อยซือได้ไหมคะ? เมื่อวานเห็นเขาเลือดเต็มหน้า เสวี่ยเอ๋อร์เป็นห่วงมาตลอด บอกว่าต้องเห็นกับตาว่าคุณชายน้อยไม่เป็นอะไรถึงจะวางใจได้ ฉันเองก็ทัดทานเธอไม่ได้จริง ๆ …”
“ได้สิ แน่นอน” คุณหญิงเฒ่าซือยิ่งพยักหน้าด้วยความพอใจ
ในเมื่อเธอเป็นนายใหญ่ของบ้านหลังนี้ เรื่องแค่นี้มีหรือจะห้ามได้?
“เสวี่ยเอ๋อร์ช่างมีน้ำใจ เป็นเด็กน่ารักจริง ๆ !” หญิงชราเดินพาทุกคนขึ้นบันได พลางบุ้ยปากพูดชม
เด็กสาวคนนี้ดีนะ ดีจริง ๆ เหมาะจะเป็นตัวเลือกหลานสะใภ้ได้เลยล่ะ อืม!
คุณย่าซือเริ่มคิดจริงจัง พ่อแม่เสวี่ยเอ๋อร์ก็มองออกเช่นกัน ใจแทบลอยด้วยความยินดี
หากถูกคุณย่าซือหมายตา ครอบครัวพวกเขาย่อมมีอนาคตสดใสแน่นอน!
ครอบครัวหลานยิ่งแสดงท่าทีประจบเอาใจ แม่เสวี่ยเอ๋อร์ถึงกับโค้งตัวเล็กน้อย ยิ้มแย้มพยุงหญิงชราขึ้นบันได
ทว่าในจังหวะนั้นเอง กลับมีคนรับใช้กลุ่มหนึ่งกำลังลากกระเป๋าเดินทางหลายใบออกมา
คุณหญิงเฒ่าซือรู้สึกว่ากระเป๋าเหล่านั้นดูคุ้นตาพิกล แต่เธอยังไม่เฉลียวใจเลยสักนิดว่าจะถูกขับไล่ จึงขมวดคิ้วถามเสียงเขียว “พวกแกกำลังทำอะไรกัน?”
“คุณผู้หญิงครับ คุณชายสั่งให้ผมส่งท่านกลับไปบ้านเกิด…” หัวหน้าคนรับใช้มีสีหน้าลำบากใจ
“แกพูดว่าอะไรนะ!?” คุณหญิงเฒ่าซือแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง
ช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี เธอเป็นญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวของซือเยี่ย
เป็นแม่แท้ ๆ ของเขานะ! เขาจะกล้าส่งเธอกลับบ้านเกิดได้อย่างไร?
“เหลวไหล! ใครสั่งให้ทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้ เวินหรูอวิ๋นใช่ไหม! เรียกเธอออกมาเดี๋ยวนี้!”
ว่าที่แม่สามีด่าทออย่างเกรี้ยวกราด “ยัยคนนั้นมันกำเริบเสิบสานใหญ่แล้ว ยังเห็นฉันเป็นแม่สามีอยู่ในสายตาบ้างไหม ถึงกล้าแอบอ้างคำสั่งลูกชายฉันมาส่งฉันไปให้พ้นหูพ้นตาแบบนี้?! ช่างต่ำช้าจริง ๆ !”
ทันใดนั้น ซือเยี่ยก็เปิดประตูเดินออกมาพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ผมเป็นคนสั่งเอง!”
“แก…แกหมายความว่ายังไง? มีลูกที่ไหนทำกับแม่ตัวเองแบบนี้!” คุณหญิงเฒ่าซืออึ้งไปชั่วขณะ จ้องเขม็งไปทางลูกชาย
“คุณแม่อยู่นี่ มีแต่สร้างความวุ่นวาย กลับบ้านเกิดไปพักผ่อนเถอะ เรื่องของตระกูลซือ ไม่จำเป็นต้องให้แม่มายุ่ง” ชายหนุ่มกล่าวด้วยความไร้เยื่อใย
หญิงชราโกรธจนแทบขาดใจตายเสียให้ได้
เขากล้าทำเช่นนี้จริง ๆ!
เมื่อครู่เธอยังวางท่าคัดเลือกตัวสะใภ้ให้หลานชายต่อหน้าพ่อแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์อยู่เลย แต่ตอนนี้ลูกชายแท้ ๆ กลับประกาศไล่เธอออกไปต่อหน้าคนนอก!
พ่อและแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์มองสบตากันทันที พวกเขาเพิ่งตระหนักได้ว่าคุณหญิงเฒ่าซือผู้นี้หาได้มีอำนาจตัดสินใจใด ๆ ในบ้านตระกูลซือเลย…
ช่างน่าเสียดายที่อุตส่าห์เทิดทูนประจบประแจงไปก่อนหน้านี้เสียจริง!
สายตาที่เปลี่ยนไปของทั้งคู่ทำให้คุณหญิงเฒ่าซือรู้สึกแสบร้อนบนใบหน้า ราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่อย่างจังถึงสองครั้ง!
“ดี… ดีมาก ไอ้อกตัญญู… ฉันอุตส่าห์เหนื่อยยากเลี้ยงดูแกมา…”
ก่อนที่คุณหญิงเฒ่าซือจะได้คร่ำครวญต่อ ซือเยี่ยก็ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้คนรับใช้
พ่อบ้านรีบเรียกคนทันที ทุกอย่างรวดเร็วเป็นระบบ คุณย่าซือถูกพาไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ขัดขืน
พวกเขาพยุงร่างหญิงชราขึ้นรถไปในพริบตา
เสียงประตูรถปิดดัง ปัง!
คนรับใช้คนหนึ่งรีบส่งกระเป๋าสะพายใบใหญ่ยี่ห้อ LV ที่คุณหญิงเฒ่าชอบใช้เป็นประจำตามเข้าไปในรถด้วย
“แก… แกจะฆ่าฉันให้ตายหรือไง โอ๊ย หัวใจฉัน… ฉันจะตายแล้ว” คุณหญิงเฒ่าซือทั้งขว้างปาสิ่งของและร้องไห้โวยวาย
ซือเยี่ยทอดมองภาพนั้นด้วยสายตาเย็นชาไร้ความรู้สึก หัวหน้าพ่อบ้านเห็นดังนั้นจึงรีบสั่งให้คนขับรถเคลื่อนตัวออกไปทันที
เมื่อเห็นว่าแผนคร่ำครวญใช้ไม่ได้ผล หญิงชราก็ยิ่งโกรธเกรี้ยว เธอคว้ากระเป๋าใบใหญ่ทุบประตูรถดังโครมคราม ทว่าสุดท้ายหน้าต่างรถก็ถูกล็อกลงแน่นหนา
ความดันโลหิตของเธอพุ่งสูงขึ้นจนสมองอื้ออึ้งไปหมด ส่วนหนึ่งเพราะความโกรธ แต่อีกส่วนคือความตกใจและเสียใจ
เธอเป็นแม่แท้ ๆ ของซือเยี่ยนะ เขาทำกับเธอแบบนี้ได้อย่างไรกัน…!
“โธ่ คุณซือ ค่อย ๆ คุยกันดีไหมคะ… ถึงคุณท่านจะไม่ดียังไง ท่านก็เป็นแม่ของคุณนะคะ…” ทางด้านแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ถึงกับอ้าปากค้าง
“เรื่องภายในตระกูลซือ พวกคุณมีสิทธิ์ก้าวก่ายด้วยหรือ? ลุงจง ไล่พวกเขาออกไป” ซือเยี่ยปรายตามองด้วย
สีหน้าเย็นชา
ใบหน้าของพ่อเสวี่ยเอ๋อร์แข็งทื่อไปทันที ส่วนคนเป็นแม่ก็รู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“คุณอาซือคะ เสวี่ยเอ๋อร์แค่เป็นห่วง…” เสวี่ยเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานดูบริสุทธิ์
ซือเยี่ยไม่แม้แต่จะรับฟัง เขาหมุนตัวเดินจากไปทันที
เด็กสาวกัดริมฝีปากแน่น ความเจ็บปวดเอ่อล้นในอก
ครอบครัวของเสวี่ยเอ๋อร์ถูกไล่ออกจากบ้านตระกูลซืออย่างน่าอับอาย
“แม่คะ…” เสวี่ยเอ๋อร์ทนรับความอัปยศไม่ไหวจนต้องร้องไห้ออกมา
แม่ของเธอทำท่าปลอบโยน แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นบางอย่างตกอยู่บนพื้น เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นบัตรเชิญงานเปิดตัวของ ‘ถังหมิงเซิ่งซื่อ’ ในวันพรุ่งนี้
คงเป็นบัตรที่ร่วงลงมาตอนคุณหญิงเฒ่าซือขว้างของใส่หน้าต่างนั่นเอง…
แววตาของแม่เสวี่ยเอ๋อร์วาววับขึ้นมาทันที เธอรีบเก็บซ่อนบัตรเชิญใบนั้นไว้
ในเมื่อคุณหญิงเฒ่าซือถูกไล่ไปแล้ว พวกเขาก็สามารถใช้บัตรนี้เข้าไปในงานโดยอ้างว่ามาแทนได้…
พิธีตัดริบบิ้นงานนี้มีคนสำคัญมาร่วมงานมากมาย หากได้ทำความรู้จักกับพวกเขาเพียงไม่กี่คน เส้นทางของตระกูลหลานย่อมราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอน
“ไป รีบไปจากที่นี่กัน!” เธอพูดเสียงเบา ทั้งสามพากันออกจากคฤหาสน์ตระกูลซือด้วยความรวดเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้น
“มือซ้ายชี้ดวงจันทร์ มือขวาหยิบด้ายแดง… โอ๊ะโอ๊ะโอ๊ะ ฉันกับเธอ… อ๊าาา…” เสี่ยวอู่นอนเกยหน้าต่างพลางร้องเพลงด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
มันพยายามจะลากเสียงสูงแต่กลับไม่ไหว จนเสียงแตกฟังดูประหลาด
ซู่เป่าสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เด็กน้อยกะพริบตางุนงง ดูน่ารักจนใจละลาย
“มีใครกำลังอึอยู่เหรอ?”
อึไม่ออกหรือเปล่า? ถึงได้ร้องเสียงน่าสงสารขนาดนั้น
พอหันไปมองระเบียงห้องฝั่งตรงข้าม ก็เห็นเสี่ยวอู่กำลังแผดเสียงหัวเราะก๊าก ๆ
“อ้อ ที่แท้ก็เสี่ยวอู่นี่เอง” ซู่เป่าพึมพำ
“ฉันไม่ได้ขี้สักหน่อย!” นกแก้วรีบเถียงกลับทันที
จี้ฉาง ถึงกับกระตุกมุมปาก
นี่แหละที่เขาเรียกว่าไก่พูดกับเป็ด คุยกันคนละเรื่องแท้ ๆ
ซู่เป่ากลิ้งตัวลุกขึ้น นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ต้องไปเที่ยวกับคุณลุงใหญ่ จึงรีบวิ่งไปยังหน้าตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดใส่
เด็กน้อยเลือกชุดกระโปรงตุ๊กตาสีชมพูแขนยาว ด้านนอกเป็นผ้าตาข่ายโปร่งประดับด้วยลายเชอร์รี่เล็ก ๆ
ซู่เป่าเรียนรู้ที่จะแต่งตัวด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เธอใส่เสื้อตัวบางไว้ข้างใน แล้วสวมชุดกระโปรงทับพร้อมกางเกงเลกกิ้งสีขาว
เสื้อผ้าถูกจัดเข้าชุดไว้เรียบร้อยแล้ว เธอจึงต้องรู้แค่วิธีใส่มันให้ถูกเท่านั้น
หลังจากแต่งตัวเสร็จเธอก็เข้าห้องน้ำ แปรงฟันและล้างหน้าด้วยตัวเองอย่างคล่องแคล่ว
“ซู่เป่าพร้อมแล้วค่ะ!”
เด็กน้อยพูดกับตัวเองพลางสะพายกระเป๋าใบเล็กแล้วเปิดประตูห้องออกไป
ตึ้ก ตึ้ก ตึ้ก เสียงฝีเท้าเล็กจ้อยวิ่งลงมาจากชั้นบน
ถึงขาสั้นแต่กลับวิ่งได้เร็วปรู๊ดปร๊าด
ซูอีเฉิน กำลังนั่งประชุมวิดีโออยู่บนโซฟาชั้นล่างด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เมื่อเห็นซู่เป่าวิ่งลงมา เขาก็ลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณพลางเอ่ยเตือน “วิ่งช้า ๆ หน่อย”
“คุณลุงใหญ่ ซู่เป่าพร้อมแล้วนะคะ!”
ซูอีเฉินมองดูเวลาก่อนจะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
วันนี้คุณตาและคุณยายซูไปทำกายภาพบำบัดที่ศูนย์ฟื้นฟู ก่อนออกจากบ้านพวกท่านกำชับไว้ว่าซู่เป่าน่าจะตื่นเองราว ๆ ประมาณเก้าโมงเช้า
ทว่าตอนนี้เพิ่งแปดโมงเท่านั้นเอง
“ไปกินอาหารเช้ากันเถอะ”
ซูอีเฉินสั่งให้แม่บ้านอู๋จัดอาหารเช้า ส่วนตัวเขาหยิบโน้ตบุ๊กมานั่งเป็นเพื่อนหลานสาวที่ห้องอาหาร
“แผนงานไตรมาสสองล่ะ?” เขาเอ่ยถามคนในคอมพิวเตอร์ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
แต่มือกลับกำลังตั้งหน้าตั้งตาปอกไข่ต้ม…
“ตอนเช้าต้องกินไข่นะครับ” เขาวางไข่ที่ปอกเสร็จเรียบร้อยลงในชามของซู่เป่า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เหล่าผู้บริหารระดับสูงของเครือตระกูลซูที่ร่วมประชุมอยู่ถึงกับตะลึงค้าง
ว้าว! เจ้านายปีศาจปอกไข่เป็นด้วย! แถมน้ำเสียงยังนุ่มนวลขนาดนั้นอีก?!
แผนไตรมาสสองอะไรนั่น พวกเขาช็อกจนลืมข้อมูลไปหมดสิ้นแล้ว
ซูอีเฉินเงยหน้าขึ้นเห็นคนในวิดีโอพากันเงียบกริบ เขาจึงทำหน้าเคร่งขรึมแล้วถามเสียงเข้ม “ใบ้กินกันหมดแล้วหรือไง?”
บรรดาผู้บริหารจึงรีบละล่ำละลักรายงานแผนงานอย่างรนราน…
ไม่นานนักซู่เป่าก็อิ่มพอดี ส่วนซูอีเฉินก็จบการประชุมได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
“ไปกันเถอะ” ซูอีเฉินจูงมือซู่เป่าเดินออกไป
ขึ้นชื่อว่าผู้ชาย เวลาพาลูกหลานออกนอกบ้านมักไม่ค่อยตรวจตราความเรียบร้อยเท่าไรนัก
ซู่เป่าจึงเดินออกจากบ้านไปด้วยสภาพทรงผมที่ยุ่งเหยิงราวกับรังนก…