ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 56 จุดจบท่านอาจารย์กำมะลอ
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 56 จุดจบท่านอาจารย์กำมะลอ
บทที่ 56 จุดจบท่านอาจารย์กำมะลอ
รอยยิ้มบนใบหน้ากลมป้อมของซู่เป่าค่อย ๆ จางหายไป
“ซู่เป่าไม่ใช่ดาวแห่งความโชคร้ายหรอกค่ะ” เด็กน้อยเม้มริมฝีปาก ดวงตาสั่นคลอน ทว่าน้ำเสียงกลับหนักแน่น “ซู่เป่าคือเด็กที่มีโชคมากต่างหาก!”
ซูอีเฉินใจหายวาบเมื่อเห็นท่าทางของหลานสาว เขาเอื้อมมือไปตบแผ่นหลังบอบบางของเธอเบา ๆ อย่างปลอบโยน
“ถูกแล้ว…ซู่เป่าของลุงคือเด็กน้อยผู้โชคดีที่สุดในโลก” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกับเด็กน้อย ครั้นเมื่อเงยหน้าขึ้นมา สายตามองไปยังนักพรตต้มตุ๋น กลับเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ทำให้คนฟังถึงกับขนลุก “ใครรับผิดชอบการจัดงานนี้? ไล่นักต้มตุ๋นสองคนนี้ออกไปซะ!”
พนักงานโดยรอบต่างตกตะลึงกับใบหน้าเคร่งขรึมของซูอีเฉิน จนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะส่งเสียงคัดค้าน
“เชิญครับ!” ชวี่เซี่ยงผู้ช่วยมือขวาของซูอีเฉินก้าวเท้าเข้าไปหาคนทั้งสองทันทีพร้อมทำท่าเชิญอย่างไม่เกรงใจ
อาจารย์หยุนเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มคับขัน ก็แสร้งปั้นหน้าแข็งกร้าวประหนึ่งผู้ทรงศีลถูกล่วงเกิน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่ว่าแฝงไปด้วยความหยิ่งยโส “ฉางเฟิง เก็บของเถอะ… เจ้าของงานเช่นนี้ ก็ช่างหัวพวกเขาเถอะ”
เขาขบกรามแน่นด้วยความโกรธจัด รู้สึกว่าตระกูลซูช่างเป็นพวกคนพาล ไม่รู้จักบุญคุณคนเอาเสียเลย!
“พวกเราไม่ถือสาความบาดหมางในอดีต อุตส่าห์มีเมตตามาช่วยพวกคุณรับมือกับสถานการณ์ร้ายแรงแท้ ๆ แต่กลับปฏิบัติต่ออาจารย์อย่างไร้มารยาทแบบนี้! ต่อไปถ้าตระกูลซูมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ก็อย่ามาซมซานขอร้องอาจารย์อีกก็แล้วกัน!” ฉางเฟิงเองก็แค่นเสียงหึอย่างอวดดี
ศิษย์หนุ่มผู้ลำพองใจถึงกับกล้าเอ่ยปากท้าทายอำนาจของซูอีเฉิน ต่อหน้าผู้คนรอบข้าง
“ชวี่เซี่ยง… โทรเรียกตำรวจ” ซูอีเฉินกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา แล้วหันไปสั่งผู้ช่วยเสียงเรียบ
อยากเก่งนักใช่ไหม? งั้นวันนี้ก็ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น
สีหน้าของอาจารย์หยุนแข็งค้างราวกับถูกสาปทันที!
“โธ่… คุณซู อย่าเพิ่งโกรธเลยครับ ศิษย์ของอาจารย์หยุนคนนี้แค่เป็นคนตรงไปตรงมาเกินไปหน่อย เขาคงไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรหรอก…” บรรดาแขกรอบข้างเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามากระซิบกระซาบเกลี้ยกล่อม
“ใช่ครับ อาจารย์หยุนเป็นผู้มีเมตตามาก ถึงท่านเป็นคนพูดน้อย แต่เมื่อครู่ใครมีคำถามอะไรท่านก็เมตตาตอบให้หมดทุกคนเลยนะ”
“คุณซูครับ แจ้งตำรวจมันดูเป็นเรื่องใหญ่เกินไปหน่อยมั้งครับ! จริง ๆ ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลย ถอยกันคนละก้าวเถอะครับ จะได้รักษาบรรยากาศอันดีไว้…”
ทว่าซูอีเฉินกลับทำหูทวนลม ไม่แยแสต่อคำทัดทานใด ๆ
กล้าตราหน้าว่าซู่เป่าของเขาเป็นดาวร้ายโดดเดี่ยวงั้นหรือ?
เขาไม่สนใจปรัชญาประเภทถอยคนละก้าวอะไรนั่นหรอก…
สวรรค์ที่กว้างใหญ่ หรือทะเลที่ไพศาลจะมีประโยชน์อันใด
หากแม้แต่หลานสาวตัวน้อยเพียงคนเดียว เขายังปกป้องจากคำครหาไม่ได้!
อาจารย์หยุนลอบสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย เมื่อบังเอิญสบตาเข้ากับดวงตาคมกริบ เขาก็ถึงกับใจหายวาบไปชั่วขณะ มือที่จับพู่จามรีสั่นระริก แม้ว่ายังพยายามปั้นหน้าให้ดูเหนือกิเลสพลางเอ่ยตัดบท “อาตมามิปรารถนาจะโต้เถียงกับผู้ใด… ฉางเฟิง เราไปกันเถอะ”
อย่างไรก็ตาม ในจังหวะที่เขากำลังปลีกหนีไปให้พ้นจากสถานการณ์นี้ เสวี่ยเอ๋อร์กลับถลันเข้ามาคว้าแขนเสื้อของเขาไว้แน่น!
“ท่านอาจารย์หยุน โปรดอย่าโกรธเลยนะคะ น้องซู่เป่ายังเล็กมาก เธอยังไม่รู้ความ… น้องคงไม่ได้ตั้งใจทำให้ท่านอาจารย์ต้องขุ่นเคืองหรอกค่ะ” เสวี่ยเอ๋อร์ปั้นหน้าเศร้าสร้อยดูจริงใจประหนึ่งนางฟ้าตัวน้อย
“น้องซู่เป่าจ๊ะ ท่านอาจารย์หยุนน่ะเก่งมาก! น้องทำนิสัยแบบนี้ไม่ถูกต้องเลย รีบขอโทษท่านอาจารย์เดี๋ยวนี้เถอะ!” จากนั้นเธอแสร้งหันไปมองซู่เป่าพลางพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ผู้คนรอบข้างที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันรำพึงรำพันในใจว่า
เสวี่ยเอ๋อร์ช่างเป็นเด็กที่จิตใจงดงามเหลือเกิน
สมกับที่ท่านอาจารย์บอกว่าเป็นผู้มีบุญวาสนาส่งเสริมจริง ๆ…
ในขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมความแสนดีที่ปรุงแต่งขึ้นมานั้น… อาจารย์หยุนที่ถูกคว้าตัวไว้กลับหน้าดำคร่ำเครียด ในใจของเขาแทบอยากสะบัดมือแล้วผลักยัยเด็กเสวี่ยเอ๋อร์คนนี้ออกไปให้พ้นทาง!
นังเด็กโง่! มาเล่นบทนางเอกแสดงงิ้วอะไรอยู่ตรงนี้! กำลังจะหนีได้อยู่แล้วเชียว!
สิ้นคำพูดเหล่านั้น วิญญาณร้ายที่เคยกระโดดโลดเต้นไปมาพลันหยุดกึก และทิ้งตัวลงนั่งแหมะอยู่บนศีรษะของเสวี่ยเอ๋อร์ทันที!
เสวี่ยเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงความสนใจของคนรอบข้างอีกครั้ง จึงรีบเค้นการแสดงออกมาอย่างสุดฝีมือ
“ซู่เป่าจ๊ะ… พูดคำขอโทษกับท่านอาจารย์หยุนหน่อยได้ไหม?”
“ไม่ค่ะ!” ซู่เป่าสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นทันควัน
“เธอเป็นใคร มีสถานะอะไร ถึงมาสั่งให้หลานฉันขอโทษ” ซูอีเฉินยกยิ้มเย็นชา ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังเด็กหญิงตระกูลหลาน เสวี่ยเอ๋อร์ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
“ขะ… ขอโทษค่ะ” หล่อนรีบเม้มริมฝีปากแน่นพลางช้อนตามองด้วยความน้อยใจหยาดน้ำตาคลอเบ้าประหนึ่งสั่งได้ หล่อนรีบปล่อยแขนเสื้อของอาจารย์หยุนออกด้วยท่าทางลนลาน
“คุณลุงซูคะ เสวี่ยเอ๋อร์แค่ไม่อยากให้ทุกคนทะเลาะกันเท่านั้น… แต่เสวี่ยเอ๋อร์คงโง่เกินไป พูดจาไม่เข้าหูจนทำให้คุณลุงต้องโกรธ ฮือ ๆ ๆ …” เสวี่ยเอ๋อร์เอ่ยเสียงสะอื้น
ซูอีเฉินขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ เขาไม่เข้าใจเลยว่าเด็กตัวแค่นี้ถูกสั่งสอนมาอย่างไรถึงได้มีนิสัยเสแสร้งแกล้งทำได้โล่ขนาดนี้
“คุณซูอย่าถือสาแกเลยนะคะ เสวี่ยเอ๋อร์มีความตั้งใจดีแท้ ๆ แต่เพราะความเป็นเด็กที่คิดอะไรบริสุทธิ์เกินไปเลยพูดจาไม่ค่อยเป็น โปรดเมตตาให้อภัยแกด้วยนะคะ!” คุณแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์รีบถลันเข้ามาส่งยิ้มประจบ
แขกเหรื่อคนอื่น ๆ ต่างพากันเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย เพราะไม่อยากล่วงเกินซูอีเฉิน แต่ก็ยังเสียดายวาสนาที่จะได้ประจบอาจารย์หยุน…
ส่วนตัวอาจารย์หยุนน่ะหรือ? ในใจเขาตอนนี้ร้อนรุ่มประหนึ่งถูกไฟเผา อยากเผ่นหนีไปให้พ้นที่นี่ใจจะขาด แต่กลับถูกคนพวกนี้รั้งไว้ด้วยความหวังดีจนเกือบระเบิดอารมณ์ออกมา
“ซู่เป่า… ลองถามอาจารย์หยุนดูสิว่า ในเมื่อเก่งกล้าสามารถนัก ทำนายโชคชะตาของตัวเองในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ได้ไหม” จี้ฉางเลิกคิ้วขึ้น สายตาแปรเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ดุดัน
“ท่านอาจารย์หยุนคะ คุณเก่งขนาดนี้…รบกวนช่วยทำนายโชคชะตาของตัวเองในตอนนี้หน่อยได้ไหมคะ?” ซู่เป่าเชื่อฟังและเอ่ยตามทันที
“หมอไม่รักษาตัวเอง หมอดูไม่ทำนายดวงตัวเอง! เรื่องพื้นฐานแค่นี้เธอไม่เข้าใจหรือไง?” อาจารย์หยุนมุ่นคิ้วพยายามรักษาท่าที ฉางเฟิงจึงรีบสอดปากขึ้นมาแทน
“ไม่เข้าใจค่ะ หนูเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเอง” ซู่เป่าส่ายหน้าจนผมแกละสะบัด
ฉางเฟิงได้ยินดังนั้นถึงกับหน้าตึง ลมหายใจเริ่มติดขัดด้วยความโมโห
“ถ้าท่านอาจารย์ทำนายดวงตัวเองไม่ได้ แสดงว่าท่านอาจารย์ก็ไม่ได้เก่งจริงน่ะสิคะ?” ซู่เป่าเบะปากน้อย ๆ พลางงึมงำกับตัวเอง “ช่างไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย”
“แล้วเด็กอย่างเธอจะไปเข้าใจอะไร!” ฉางเฟิงตวาดกลับด้วยความฉุนเฉียว
“เข้าใจสิคะ!” ซู่เป่าเอียงคอ
ฉางเฟิงชะงักคำพูดไปทันที อาจารย์หยุนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบตัดบทเสียงเข้ม
“พอเถอะฉางเฟิง อย่าไปถือสาหาความกับเด็กเลย! อาตมามีกิจธุระรัดตัวนัก ไปกันเถอะ!”
ทุกคนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ… ทำไมท่านอาจารย์ถึงดูรุกลี้รุกลน อยากไปนักนะ?
“ท่านอาจารย์หยุน ช่วยทำนายโชว์หน่อยเถอะครับ!”
“ใช่ครับ! ยังมีคนไม่รู้อีกเยอะว่าท่านเก่งแค่ไหน แสดงวิชาให้ประจักษ์สักนิดเถอะครับ!”
อาจารย์หยุนเมื่อถูกต้อนจนมุมจนไร้ทางเลือก จึงจำใจต้องปั้นหน้าเข้มทำทีเป็นยกนิ้วขึ้นมานับคำนวณอย่างลึกลับ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ข้าอาจจะประสบกับเหตุวุ่นวายเล็กน้อย แต่ในเมื่อตัวข้ามิได้กระทำสิ่งใดผิด ย่อมมิมีความจำเป็นต้องเกรงกลัวเงาตัวเองที่บิดเบี้ยว ทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”
“ท่านอาจารย์คำนวณผิดแล้วค่ะ เดี๋ยวซู่เป่าจะทำนายให้ท่านเอง!” ซู่เป่าส่ายหัวดิก
พูดจบ เธอก็ก้มลงค้นกระเป๋าสะพายใบเล็กแล้วหยิบ เต่าแก่ตัวหนึ่งออกมา เจ้าเต่าดูมึนงงพอดู มันรีบหดหัวมองซ้ายมองขวาท่ามกลางสายตาแขกเหรื่อที่พากันอึ้งจนมุมปากกระตุก
ซู่เป่าขยับลงจากอ้อมกอดของซูอีเฉิน นั่งยอง ๆ ลงบนพื้นพลางพึมพำ “ท่านอาจารย์…ดูให้ดีนะคะ!”
“ฮึบ!” ซู่เป่าออกแรงกลิ้งเจ้าเต่าเฒ่าออกไปทันที
เจ้าเต่ากลิ้งหลุน ๆ ในท่าหงายท้อง ขาทั้งสี่ชี้ฟ้าหมุนเคว้งไปชนมุมกำแพงก่อนกระดอนกลับมาหมุนติ้วอยู่แทบเท้าของซู่เป่าพอดีเป๊ะ เด็กน้อยจ้องมองมันด้วยสีหน้าจริงจังเคร่งเครียด
“อืม… เป็นแบบนี้นี่เอง!”
ทุกคนที่มุงดูอยู่ต่างพากันตกอยู่ในความเงียบงัน เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นตามมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเบา ๆ
แค่โยนเต่าเนี่ยนะ? แล้วมาทำเป็น ‘เป็นแบบนี้’ อะไรกันล่ะนั่น!
“หึ! ไหนล่ะ… ทำนายอะไรออกมาได้บ้าง?” ฉางเฟิงหัวเราะเยาะ
“ท่านอาจารย์จะมีลาภก้อนโตค่ะ! ชั่วชีวิตนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินอีกเลย…” ซู่เป่าชูนิ้วขึ้นมานับทีละนิ้ว
“ส่วนพี่ชายที่ชอบพูดเรื่องกินอึน่ะไม่ได้โชคดีขนาดนั้น! พี่จะได้กินข้าวแดงแค่สิบปีเองค่ะ” ฉางเฟิงยิ้มเยาะ ซู่เป่าพูดเหมือนจะดี ทว่าประโยคต่อมากลับทำให้เขาหน้าชา อาจารย์หยุนชะงักกึก ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างเริ่มจู่โจม
“ท่านอาจารย์น่ะโกงเงินเขามาเยอะแยะเลย เดี๋ยวคุณลุงตำรวจจะมาจับแล้ว ก็ไม่ได้ออกมาอีกเลยนะคะ!”
ทุกคนในนั้นถึงกับบางอ้อ ว่าที่ซู่เป่าบอกว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน นั้นหมายถึงการไปกินข้าวฟรีในคุกนั่นเอง!
“เธอพูดเหลวไหลอะไร!” ฉางเฟิงโกรธจนหน้าสั่น
ขณะที่ฉางเฟิงกำลังแผดเสียงอยู่นั้น ไม่นานหลังจากนั้น ตำรวจหลายนายก็เดินกึ่งวิ่งออกมาจากประตูด้านข้าง ตรงดิ่งเข้ามาหาอาจารย์หยุนทันที
“ใครคืออาจารย์หยุน!?”
ฝูงชนต่างชี้ไปยังอาจารย์โดยอัตโนมัติ ฉางเฟิงรีบถลันเข้าขวาง
“เจ้าหน้าที่ครับ! นี่คืออาจารย์ของผม เมื่อเดือนก่อนท่านยังไปช่วยงานกรมของพวกคุณอยู่เลย…”
“ควบคุมตัวไปเดี๋ยวนี้!”
ทว่าพูดยังไม่ทันจบ เสียงตวาดกร้าวจากหัวหน้าชุดจับกุมก็ดังขัดขึ้น ฉางเฟิงยืนบื้อใบ้ ร้อนรนจนแทบทำอะไรไม่ถูก
“จับอาจารย์ผมทำไม! พวกคุณไม่รู้หรือไงว่าอาจารย์ผมเป็นใคร? เรียกผู้กำกับของพวกคุณมาคุยที่นี่เดี๋ยวนี้!”