ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 60 คุณลุงสี่คะ ระวังจะโดนปีศาจจับตัวไปนะ!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 60 คุณลุงสี่คะ ระวังจะโดนปีศาจจับตัวไปนะ!
บทที่ 60 คุณลุงสี่คะ ระวังจะโดนปีศาจจับตัวไปนะ!
โจวอวี่ลอบชำเลืองมองซูโล่ว แววตาสั่นไหวโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นตึกตักแทบควบคุมไม่อยู่
ในสายตาของเธอ ซูโล่วคือชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันตราย นิสัยของเขาไม่ต่างจากรูปลักษณ์ภายนอก เจ้าเล่ห์และร้ายกาจ ทว่าความร้ายแบบตรงไปตรงมานี่เอง ที่มักสั่นคลอนหัวใจผู้หญิงที่สุด
ยิ่งโจวอวี่เพิ่งได้รู้ว่าซูโล่วเป็นหนึ่งในคุณชายทั้งแปดของตระกูลซูด้วยแล้ว เธอก็ยิ่งสลัดเขาออกจากหัวไม่ได้
ตระกูลซูเชียวนะ! นั่นคือขุมทรัพย์มั่งคั่ง หากเธอได้แต่งงานเข้าไปล่ะก็…
“คุณซูคะ ดูเหมือนซู่เป่าจะชอบทานเค้กมากเลยนะคะ ให้ฉันไปหยิบมาให้อีกสักสองสามชิ้นดีไหมคะ?” ดวงตาของโจวอวี่เป็นประกายวาววับ เธอแสร้งเอ่ยเสียงหวาน
“ไม่ต้องแล้ว” ซูโล่วเลิกคิ้วมองด้วยความเฉยชา ก่อนตอบเรียบ ๆ
ถ้าให้กินต่อ มีหวังท้องน้อย ๆ ของยัยหนูได้แตกตายพอดี
คุณลุงสี่อุ้มซู่เป่าขึ้นมาแนบอก ยื่นมือไปรับทิชชูเปียกจากชวี่เซี่ยง แล้วช่วยเช็ดริมฝีปากให้หลานสาวเบามือ
“แมวน้อย… เวลาจะขโมยกิน ต้องเรียนรู้วิธีทำลายหลักฐานให้เนียนกว่านี้หน่อย เข้าใจไหม?” เขาอมยิ้มพลางใช้นิ้วดีดจมูกซู่เป่าเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว
“ซู่เป่าทราบแล้วค่ะ!” ซู่เป่ารีบเอามือตะปบจมูกตัวเองทันที พลางพยักหน้าหงึกหงัก
โจวอวี่เมื่อเห็นซูโล่วรักและเอ็นดูซู่เป่าขนาดนี้ จึงรีบสวมรอยแสดงออกว่าตนเองก็รักเด็กมากเช่นกัน
“ฮ่า ๆ~ ซู่เป่าน่ารักจังเลยลูก! มั้ว~ มาให้พี่สาวกอดหน่อยสิคะ!” โจวอวี่ยื่นแขนออกไปพร้อมกับรอยยิ้มปรุงแต่ง
“พี่สาวคะ… ในคอมีเสมหะติดอยู่จริง ๆ ใช่ไหมคะ?” ซู่เป่าขมวดคิ้วเล็ก ๆ พลางจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
คนรอบข้างซึ่งกำลังมุงดูอยู่ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มถามออกมาด้วยความจริงจัง ต่างก็พากันหลุดหัวเราะพรืดออกมา
“แหม… ซู่เป่าเนี่ย ตลกจังเลยนะจ๊ะ!” ใบหน้าของโจวอวี่แข็งค้าง เธอฝืนยิ้มกลบเกลื่อน
“อ๋อ… หรือว่าจริง ๆ แล้วมีรองเท้าแตะติดอยู่ในคอกันแน่คะ?” ซู่เป่าพยักหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก
ในตอนนั้นเอง ซืออี้หรานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “นี่เขาเรียกว่า ‘การแสดง’ น่ะ”
ซูโล่วยกยิ้มที่มุมปากพลางเหลือบมองเด็กชายตระกูลซือแวบหนึ่ง ก่อนก้มลงบอกหลานสาว
“ได้ยินแล้วใช่ไหม?” น้ำเสียงของเขาฟังดูเกเร เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ยิ่งทำตัวร้ายเท่าไหร่ ก็ยิ่งชวนให้ผู้คนหลงใหลมากเท่านั้น
“อื้อ! ซู่เป่าเข้าใจแล้วค่ะ!” ซู่เป่าพยักหน้าหนักแน่น
ใบหน้าของโจวอวี่เปลี่ยนสีสลับไปมาระหว่างเขียวและแดงด้วยความอับอาย หยาดน้ำตาพลันเอ่อล้นคลอเบ้า “คุณซูคะ…”
“ฉันไม่ได้…” หญิงสาวทำท่าทางอ่อนแอประหนึ่งดอกไม้ต้องลมหนาว ดวงตาคู่นั้นดูเหมือนกำลังจะหลั่งน้ำตาออกมาจริง ๆ เธอพยายามอธิบายเสียงสั่น
ทว่าซูโล่วกลับไม่แม้แต่จะชายตามอง เขาอุ้มซู่เป่าแล้วเดินปลีกตัวออกไปโดยไม่ลังเล
“โธ่เอ๋ย… เด็ก ๆ นี่แหละนะ มักจะพูดความจริงที่แทงใจดำเสมอ!” ผู้คนรอบข้างต่างพากันหัวเราะเยาะตามหลัง
“คุณชายน้อยตระกูลซือก็พูดไม่ผิดหรอก ฉันเองก็รำคาญท่าทางเสแสร้งแบบนั้นมานานแล้วเหมือนกัน”
“โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว ยังมาทำเสียงเล็กเสียงน้อย แกล้งทำตัวไร้เดียงสา ช่างน่าขยะแขยงจริง ๆ”
“ฉันไม่ได้แกล้งนะคะ! เสียงฉันมันเป็นแบบนี้จริง ๆ!” โจวอวี่ส่ายหน้าจนน้ำตาหยดแหมะ
ยิ่งเธอพยายามร้องไห้ เสียงที่เปล่งออกมากลับยิ่งดูบิดเบือนและเสแสร้ง จนแม้แต่คนที่เดินผ่านไปมายังรู้สึกระอา
ทุกคนต่างทยอยเดินจากไปโดยไม่มีใครสนใจไยดีเธออีก หากไม่ใช่เพราะโจวอวี่เป็นดาราในสังกัดของบริษัทถังหมิงเซิงซื่อ เธอก็คงไม่มีสิทธิ์แม้แต่เหยียบเข้ามาในงานนี้!
เดิมทีแขกเหรื่อหลายคนอยากจะเข้ามาหาซู่เป่าเพื่อถามไถ่เรื่องดวงชะตา บ้างก็อยากรู้ว่าช่วงนี้ชีวิตจะเป็นอย่างไร รวยเมื่อไหร่ หรือมีเคราะห์ร้ายต้องระวังไหม…
สุดท้าย แขกเหล่านั้นก็ไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากถาม เพราะบรรยากาศดี ๆ ถูกโจวอวี่ทำลายจนพังพินาศไปเสียก่อน
**
ซูโล่วพาซู่เป่าเลี่ยงความวุ่นวายเดินออกไปยังสวนดอกไม้ด้านหลังอาคาร ที่นี่คนไม่พลุกพล่าน และไร้เสียงรบกวน เดินไปได้เพียงครู่เดียว เขาก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง พอหันกลับไปมองก็พบว่าซืออี้หรานกำลังเดินตามมาเงียบ ๆ โดยไม่ปริปากพูดสักคำ
“ตามพวกเรามาทำไมเนี่ย?” ซูโล่วเลิกคิ้วมองอย่างจับผิด
“คุณพ่อให้ผมมาดูแลเธอครับ” ซืออี้หรานทำหน้าเคร่งขรึม ตอบกลับสั้น ๆ
“งั้นเหรอ…” ซูโล่วหรี่ตามองเล็กน้อยก่อนหันหน้าเดินต่อไป
คุณชายน้อยตระกูลซือคนนี้ไม่ใช่เด็กว่าง่ายขนาดนั้นเสียหน่อย ถึงแม้จะไม่ค่อยได้เจอกับเด็กคนนี้บ่อยนัก แต่กิตติศัพท์ ว่านิสัยถอดแบบมาจากพ่อ หรืออาจจะเย็นชากว่าซือเยี่ยเสียด้วยซ้ำนั้นเป็นอันเลื่องลือ หากเจ้าตัวไม่อยากทำอะไร ต่อให้ใครมาบังคับก็ไม่มีทางสำเร็จ
ดังนั้นการที่เขายอมตามซู่เป่ามาแต่โดยดี ย่อมหมายความว่าเจ้าตัว ‘เต็มใจ’ อย่างนั้นสินะ?
หึ แปลกชะมัด! เด็กคนนี้เห็นทีต้องระวังไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วสิ
ซูโล่วนั่งลงบนม้านั่งยาวในสวน ซู่เป่าก็นั่งลงเคียงข้างเขา ดาราใหญ่จ้องมองใบหน้าหลานสาวพลางถามขึ้นว่า “ซู่เป่า… หนูรู้ได้ยังไงว่าจะมีแสงมงคลตอนสิบนาฬิกาสิบแปดนาที?”
แม้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์หลังเวทีตอนแรก แต่หลังจากสอบถามพนักงานจนรู้เรื่องราวทั้งหมด ใครจะรู้ว่าเขาตกใจแทบสิ้นสติแค่ไหนตอนเห็นแสงเจ็ดสีนั่นปรากฏขึ้นจริง ๆ!
“ซู่เป่าทำนายเอาค่ะ!” ซู่เป่ากำลังก้มหน้าก้มตาคุ้ยกระเป๋าสะพาย มองดูเต่าเฒ่าที่นอนนิ่งอยู่ข้างใน
“แล้วหนูคำนวณยังไงล่ะ?” ซูโล่วเริ่มเกิดความสนใจ เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางใช้มือข้างเดียวยันแก้มมองดูเจ้าตัวเล็ก
“คำนวณแบบนี้ไงล่ะคะ!” ซู่เป่าดึงเต่าปู่ออกมาทันควัน
พูดจบเด็กน้อยก็วางเต่าลงบนพื้น… แล้วจับกระดองหมุนติ้วทันที!
เต่าแก่ถูกหมุนติ้วจนตาลาย ความคิดในใจแทบถล่มทลาย
โอ๊ย… หัวจะหลุดแล้ว!
ไอ้เด็กนี่ ช่างกล้าดีจริง!
สมัยก่อนใครกล้าปฏิบัติกับข้าเช่นนี้ มีแต่ต้องคุกเข่าขอชีวิต!
ซูโล่วถึงกับอ้าปากค้าง เจ้าตัวน้อยนี่แอบพกเต่าแก่ของบ้านออกมาด้วยจริง ๆ เหรอเนี่ย? อยู่ในกระเป๋าแคบ ๆ แบบนั้นไม่ได้ขาดอากาศหายใจตายไปก่อนหรือไง?
“แล้วซู่เป่าคำนวณอะไรออกมาได้บ้างล่ะหืม?” ชายหนุ่มทั้งอยากจะหัวเราะและร้องไห้พร้อมกัน เมื่อเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ของซู่เป่าดูจริงจังเสียจนน่าหมั่นเขี้ยว
ซู่เป่าชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้วพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “คุณลุงสี่คะ… คุณลุงกำลังจะมีโชคชะตาโชคด้านความรักนะคะ! ต้องระวังตัวเวลาออกไปข้างนอกด้วยนะ!”
ซูโล่วนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาเรียวยาวหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยความไม่ถือสา
“โชคความรักงั้นเหรอ… ฟังดูไม่เลวเลยนะ” เขายื่นมือไปแตะศีรษะเล็ก ๆ ของซู่เป่า พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน
“ลุงสี่จะถูกปีศาจจับตัวไปด้วยค่ะ!” ซู่เป่ายังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เธอบีบนิ้วมือน้อย ๆ คำนวณต่อ
“ปีศาจเหรอ? ปีศาจไหนกัน?” ซูโล่วอึ้งไปเล็กน้อย
“ปีศาจน้อยที่ทำให้คนหลงใหลไงคะ!” ซู่เป่าตอบหน้าซื่อ
“หึ… พูดมั่วไปเรื่อย” ซูโล่วหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ความขบขันแผ่ซ่านไปทั่วอกจนไหล่สั่นไหวโดยไม่ตั้งใจ
จะมีเคราะห์ร้ายเพราะเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ งั้นเหรอ? ต่อให้นกขี้ใส่หัวจนหัวแตกยังดูมีความเป็นไปได้มากกว่า แต่ไอ้โชคร้ายด้านความรักเนี่ยนะ? ไม่มีทางเสียหรอก!
ซูโล่วขยับกายเล็กน้อย เขาใช้มือค่อย ๆ จัดผมอันยุ่งเหยิงของซู่เป่าให้เข้าที่ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำติดหยอกเย้า “นั่นฟังดูน่าลำบากใจจริง ๆ นะเนี่ย”
แม้คำพูดจะดูไม่ใส่ใจ แต่ท่วงท่าของเขา กลับสง่างามดุจเจ้าชายในคราบตัวร้าย
“อื้อ! เป็นปัญหาใหญ่มากเลยค่ะ คุณลุงสี่จะลำบากมาก ๆ เลย” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักยืนยันความโชคร้าย
หึ… ยิ่งพูดก็ยิ่งเหลวไหลไปกันใหญ่ เขาคิดในใจพลางหัวเราะหึ ๆ
ปลายนิ้วสุดชำนาญจากการเป็นนักแสดงแถวหน้าขยับด้วยความแคล่วคล่อง ซูโล่วเริ่มถักเปียให้ซู่เป่าแบบตั้งอกตั้งใจ สำหรับเขามันเป็นเรื่องง่ายดายเสียยิ่งกว่าการจำบทละคร
เพียงไม่นาน ผมที่เคยยุ่งเหยิงก็กลายเป็นเปียแสนน่ารักสองข้าง แม้ไม่ได้หวีจนเรียบกริบ แต่ความดูดีกลับช่วยเสริมให้ใบหน้ากลมมนดูโดดเด่นทันที
“สวยดีนี่” ซูโล่วเอ่ยชมผลงานตัวเอง แววตาที่เคยมองโลกอย่างเย็นชาพลันอ่อนแสงลงจนดูอบอุ่นลงถนัดตา
“ขอบคุณคุณลุงสี่ค่ะ!” ซู่เป่าหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ
ขณะเดียวกัน ซืออี้หรานก็เผลอปรายตามองซู่เป่าอีกครั้ง เขาเห็นดวงตาของเธอโค้งมนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว รอยยิ้มกว้างนั้นเผยให้เห็นลักยิ้มเล็ก ๆ ทั้งสองข้างชัดเจน
น่ารักที่สุด…
เด็กชายรีบละสายตากลับมาทำหน้านิ่งจ้องมองปลายเท้าตัวเอง ราวกับว่ารองเท้าคู่นี้มันมีความลับน่าสนใจกว่ารอยยิ้มของซู่เป่าเสียอย่างนั้น
ซูโล่วกำลังเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง จู่ ๆ เสียง กริ๊ก ๆ ของชัตเตอร์กล้องก็ดังแว่วมาตามลม
ในฐานะซูเปอร์สตาร์ ซูโล่วมีความไวต่อเลนส์กล้องสูงมาก เขาตวัดสายตาไปมองนักข่าวซึ่งกำลังซุ่มแอบอยู่ในเงามืดได้รวดเร็ว ฝั่งนักข่าวเองเมื่อเห็นว่าถูกจับได้ แทนที่จะหลบหนีกลับมีท่าทีตื่นตัวด้วยความตื่นเต้นว่ากำลังจะได้ข่าวใหญ่
ภาพของผู้ชาย ดูดิบเถื่อนร้ายกาจ ทว่ากลับกำลังนั่งถักเปียให้เด็กน้อยตัวกลมอย่างทะนุถนอม…
ภาพนี้มันช่างทรงพลังและสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความรู้สึกได้มหาศาล! มันต้องเป็นพาดหัวข่าวดังระเบิดแน่ ๆ!
ซูโล่วเบนสายตากลับมาโดยไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือขัดขวางแต่อย่างใด
เจ้าหญิงตัวน้อยที่ได้รับความรักของตระกูลซู สมควรได้รับการยอมรับไปทั่วทั้งโลก
นี่แหละคือวิถีของตระกูลซู… พวกเขาต้องการให้ซู่เป่ามีชีวิตเพียบพร้อมจนทุกคนต้องอิจฉา เจ้าหญิงน้อยของพวกเขาจะต้องเป็นเจ้าหญิงเฉิดฉายตลอดไป
เมื่อเห็นว่าซูโล่วไม่คัดค้าน พวกนักข่าวก็เริ่มขยับเข้าใกล้ด้วยความตื่นเต้น
“คุณซูโล่วครับ รบกวนมองทางนี้หน่อยครับ!”
“อาจารย์ซูคะ เด็กคนนี้คือหลานสาวของคุณใช่ไหมคะ? น่ารักน่าเอ็นดูมากเลยค่ะ!”
“หนูซู่เป่าครับ ยิ้มให้กล้องหน่อยสิลูก!”
ซูโล่ววางมือลงบนไหล่เล็ก ๆ ของซู่เป่าเป็นเชิงปกป้อง ก่อนส่งยิ้มบาง ๆ แสนดูร้ายกาจให้หน้ากล้อง ปกติเขาเกลียดการถูกถ่ายรูปนอกเหนือจากงานแสดงมากที่สุด
แต่ถ้าได้ถ่ายคู่กับยัยหนูนี่… ก็พอจะอนุโลมให้ได้ละนะ
ทว่าในจังหวะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไป ซูโล่วกลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่ง กำลังเดินตรงเข้ามาในสวนดอกไม้อย่างกะทันหัน…