ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 61 ตบหน้าไม่รอข้ามคืน
บทที่ 61 ตบหน้าไม่รอข้ามคืน
โจวอวี่สบตากับซูโล่ว แววตาของเธอพลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที
“คุณซูคะ!”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ ๆ ซูโล่วกลับนึกถึงคำเตือนเรื่อง ‘ปีศาจ’ ของซู่เป่าขึ้นมาในหัว มวลความรู้สึกหนักอึ้งกดทับที่กลางอก สีหน้าท่าทีของเขาจึงเย็นชาลงโดยไม่รู้ตัว คล้ายตั้งใจเว้นระยะให้ห่างยิ่งกว่าเดิม
หากรสนิยมของเขาจะตกต่ำถึงขั้นไปสนใจผู้หญิงอย่างโจวอวี่…เข้าจริง ๆ ล่ะก็
เขาคงอยากหยิบมีดมาปาดคอตัวเองคืนนี้เลยทีเดียว!
ซูโล่วไม่ปริปากพูด ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ จดจ้องมองโจวอวี่ที่กำลังเดินนวยนาดเข้ามาหา หญิงสาวสวมชุดราตรีสีเทาเงิน ซึ่งช่างบังเอิญเป็นสีเดียวกับชุดทักซิโดของเขาพอดี
โจวอวี่ขยับมายืนเคียงข้างซูโล่ว เมื่อรวมกับซู่เป่าซึ่งเขาอุ้มอยู่ ภาพปรากฏต่อสายตากลับดูคล้ายครอบครัวพ่อแม่ลูกอย่างน่าประหลาด บรรดานักข่าวที่มีสัญชาตญาณไวต่อข่าวต่างพากันรัวชัตเตอร์เก็บภาพนั้นทันที
“คุณซูคะ… เมื่อกี้ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า? ถ้าหากทำให้คุณไม่พอใจ ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ…” หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ขนตายังคงเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตาดูน่าเวทนา ใบหน้าของเธอฉายแววซื่อตรงจอมปลอม
ซูโล่วยกยิ้มมุมปาก แววตากลับเย็นเยียบไร้ร่องรอยของความขบขัน “อืม… ไม่มีใครบอกเธอเลยเหรอ ว่าเธอน่ารำคาญมาก” เขาค่อย ๆ หลุบตาลง แววตาคู่นั้นเผยแววเยาะหยันอย่างเปิดเผย
โจวอวี่ถึงกับหน้าแข็งค้างไปเป็นรอบเท่าไหร่แล้ว ก็ไม่อาจทราบได้!
“ฉัน…” เธอกัดริมฝีปากแน่น “เป็นเพราะเสียงของฉันใช่ไหมคะคุณซู? แต่นี่คือเสียงจริง ๆ ของฉันนะคะ… ถ้าคุณไม่ชอบ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปฉันจะเริ่มฝึกการใช้เสียงใหม่…”
ซูโล่วเพียงแค่นหัวเราะในลำคออย่างไม่ใส่ใจคำพูดประจบประแจงนั้น
ซู่เป่าขยิบตามองคนนั้นทีคนนี้ทีด้วยความสงสัย จึงโน้มตัวไปซบไหล่ซูโล่วแล้วกระซิบถามซืออี้หรานที่อยู่ข้าง ๆ “พี่ชายคะ… แบบนี้เขาเรียกว่า ‘ตามติดไม่เลิก’ ใช่ไหมล่ะ?”
“อืม” ซืออี้หรานตอบนิ่ง ๆ
เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก เธอได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่เพิ่มอีกคำแล้ว “พี่คะ พี่นี่ตามติดไม่เลิกจริง ๆ เลยนะคะ” เธอรีบนำคำที่เพิ่งเรียนมาใช้กับโจวอวี่ทันที
“ซู่เป่า… ไม่ควรพูดกับพี่สาวแบบนี้นะคะ…” โจวอวี่ถึงกับสะอึก กัดริมฝีปากจนห่อเลือด
ความจริงโจวอวี่รู้ดีว่าเธอถูกเกลียดเข้าให้แล้ว ทว่าเหตุผลที่เธอยังหน้าหนาทนยืนอยู่ตรงนี้ ก็เพื่อสร้างกระแสเท่านั้น ตราบใดที่นักข่าวยังคงกดชัตเตอร์ไม่หยุด เธอแค่ต้องอดทนอีกนิด… เมื่อภาพเหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกไปพร้อมหัวข้อข่าวว่า มีชื่อซูเปอร์สตาร์อย่างซูโล่วพ่วงอยู่ เธอต้องดังเป็นพลุแตกแน่!
ขอเพียงแค่มีกระแสให้คนติดตาม เธอไม่สนวิธีการทั้งนั้น ยิ่งคู่ข่าวฉาวคือทายาทตระกูลซูอย่างซูโล่วด้วยแล้ว เธอยิ่งเต็มใจยอมแลกทุกอย่าง!
ในวินาทีต่อมา เสียงเย็นเยียบของซูโล่วกลับดังขึ้นทำลายความฝันของเธอ
“ภาพที่พวกคุณถ่ายไปวันนี้… ถ้าหากมีหลุดออกไปแม้แต่รูปเดียวล่ะก็…” ซูโล่วกวาดสายตามองไปรอบวงด้วยแววตาราบเรียบ ฉีกรอยยิ้มปั้นแต่งขณะที่ยกมือขึ้นเลื่อนแว่นกรอบทองเบา ๆ เป็นเชิงข่มขวัญ
“ได้ครับคุณซู! พวกเราเข้าใจแล้วครับ!” บรรดานักข่าวรู้สึกหนาวสันหลังวาบขึ้นมาทันที รีบละล่ำละลักรับคำ
“ถ้าอย่างนั้นคุณซูครับ… ภาพของคุณกับหนูซู่เป่าเมื่อครู่ พอจะอนุญาตให้ใช้ได้ไหมครับ?” นักข่าวใจกล้าคนหนึ่งถามต่อ
“อันนั้นได้” ซูโล่วยิ้มออกมาอย่างงดงาม
เหล่านักข่าวเริ่มเข้าใจสถานการณ์ชัดแจ้ง พวกเขาหันไปมองโจวอวี่ด้วยสายตาประหลาด ปกติแล้วซูเปอร์สตาร์อย่างซูโล่วไม่เคยมีข่าวฉาวกับใครก็จริง แต่หากเป็นงานพิธีการ เขามักไม่ค่อยปฏิเสธการถ่ายภาพร่วมกับดาราสาว แม้บางครั้งจะมีคนมาเกาะแกะแขนเขา เขาก็ยังยอมให้ทำอย่างเปิดเผย
ทว่าครั้งนี้ เขากลับแสดงออกชัดเจนว่ารังเกียจโจวอวี่มากเพียงใด…
“ชิ ๆ” บรรดานักข่าวลอบทำเสียงในลำคอพลางมองด้วยแววตาเจ้าเล่ห์
โจวอวี่รู้สึกเหมือนใบหน้าของตนเองถูกกดลงกับพื้นแล้วถูกับดินไปมาด้วยความอับอาย มันทั้งเจ็บทั้งแสบจนเธอแทบยืนไม่อยู่
ซูโล่วไม่รอให้หญิงสาวได้แก้ตัวอะไรอีก เขามุ่นหัวคิ้วพลางหมุนตัวเดินจากไปทันที ทิ้งให้ความทะเยอทะยานของโจวอวี่สลายกลายเป็นอากาศธาตุ
คุณลุงสี่ของซู่เป่ายกมือขึ้นขยี้ศีรษะของซืออี้หรานพลางเอ่ยว่า “ไปกันเถอะเจ้าหนู”
เส้นผมของซืออี้หรานที่เคยหวีไว้อย่างเรียบร้อยพลันยุ่งเหยิงในพริบตา เด็กชายทำหน้าบึ้งตึงพร้อมกับเดินตามหลังมาเงียบ ๆ
“พี่ชายคนเก่ง… ตอนนี้ผมพี่ดูเหมือนรังนกเลยค่ะ” ซู่เป่าที่เกาะอยู่บนไหล่ของซูโล่วหัวเราะคิกคัก
ซืออี้หรานไม่ได้โต้ตอบอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เขาเพียงแค่เหลือบมองเด็กน้อยซึ่งกำลังหัวเราะร่าด้วยแววตาอ่านไม่ออก
มุมปากที่เคยกดแน่นคลายลงเล็กน้อยโดยไม่มีใครสังเกตเห็น แม้ภาพลักษณ์ ‘คุณชายน้อยผู้สมบูรณ์แบบ’ จะพังทลายลงเพราะรังนกบนหัว
นักข่าวเห็นภาพมิตรภาพต่างวัยนี้ก็รีบรัวชัตเตอร์ทันที! แม้ข่าวลือเรื่องชู้สาวของเจ้าพ่อวงการบันเทิงจะไม่มีแล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลซูกับตระกูลซือยังเป็นประเด็น สามารถปั่นกระแสได้มหาศาล หากสองขั้วอำนาจนี้จับมือกันจริง วงการธุรกิจคงต้องสั่นสะเทือนแน่!
ซูโล่วและซู่เป่ากลับเข้ามาในงานอีกครั้ง ทั้งลุงและหลานต่างพากันนั่งแหมะลงบนโซฟา ทิ้งตัวพิงพนักอย่างหมดแรงเหมือนกันเป๊ะ
ดาราดังท่าทีดูขี้เล่นแต่แฝงไปด้วยความสง่างาม แม้อยู่ในท่าทางพักผ่อนสบาย ๆ ทว่าขาเรียวยาวที่พาดไขว้กันกลับแผ่ซ่านบารมี ทำให้คนรอบข้างไม่กล้าเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว
ซู่เป่าเป็นเด็กที่นอนได้สบาย ๆ เธอทิ้งตัวพิงโซฟาจนดูนุ่มนิ่มราบเรียบไปกับเบาะเหมือนแผ่นแป้งเครปวางบนเตา
“ใจเย็น ๆ นะเจ้าท้องจ๋า คุณลุงสี่ไม่ยอมให้เรากินเค้กเพิ่มแล้ว เราจะทำยังไงได้ล่ะ?” เด็กน้อยลูบท้องของตัวเองพลางเอ่ยปลอบขวัญมันเธอยังคงบ่นพึมพำกับพุงตัวเองต่อ “โอ๋ ๆ ๆ! ลูกอมก็ไม่ให้กินเหรอ? แม้แต่เครื่องดื่มก็ไม่ได้จิบเลยสักอึก? ช่างน่าสงสารจริง ๆ เลย”
คุณลุงสี่อย่างซูโล่วถึงกับคิ้วกระตุกเล็กน้อย ชายหนุ่มปรายตามองนักแสดงตัวน้อยซึ่งกำลังตีบทแตกเรียกคะแนนสงสารจากกระเพาะตัวเอง
นอกจากจะเป็นแม่หมอแล้ว ยังเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทอีกนะยัยหนู เขาคิดพลางลอบยิ้มขำในใจ
คนตัวใหญ่กับตัวเล็กยังไม่ทันได้พักให้หายเหนื่อย บรรดาแขกเหรื่อที่คันไม้คันมืออยากลองดีก็เริ่มทยอยกันเข้ามาพยายามสร้างความสนิทสนม ความกระตือรือร้นของพวกเขานั้นล้นปรี่จนพูดไม่หยุดปาก
“คุณหนูซู่เป่าคะ ช่วยดูให้หน่อยได้ไหมว่าลูกสะใภ้ของฉันจะคลอดเมื่อไหร่? จะได้หลานชายหรือหลานสาวคะ?”
“ซู่เป่าจ๊ะ ซู่เป่า… ช่วยทำนายให้พี่สาวหน่อยได้ไหมว่าเมื่อไหร่พี่จะรวยเปรี้ยงปร้างเสียที?”
“คุณหนูซู…”
ทางซ้ายก็เรียกซู่เป่า ทางขวาก็เรียกคุณหนูซู จนซูโล่วเริ่มทนความวุ่นวายไม่ไหว แต่เขาก็ไม่อาจหนีไปไหนได้ เพราะภารกิจหลักในวันนี้คือการเป็นบอดี้การ์ดประจำตัวหลานสาว จึงทำได้เพียงหลับตาลงเพื่อสงบสติอารมณ์ แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงนกเสียงกาที่ดังระงมอยู่รอบตัว
ท่ามกลางเสียงอึกทึกอื้ออึงนั้นเอง เสียงใส ๆ ของซู่เป่าก็ดังแทรกขึ้นมาเป็นระยะ
“คุณยายคะ หลานชายของคุณยายจะลืมตาดูโลกในอีกสามวันข้างหน้านะคะ!”
“พูดเหลวไหลน่ะหนู! ลูกสะใภ้ของยายเพิ่งจะตั้งท้องได้แปดเดือนเองนะ” หญิงชราวัยค่อนข้างสูงถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนโพล่งออกมาทันควัน กำหนดคลอดยังห่างไกลจากความจริงไปตั้งเยอะ
หญิงชรารู้สึกผิดหวังอยู่ลึก ๆ เพราะแรกเริ่มเธอหลงเชื่อจริง ๆ ว่าซู่เป่าอาจจะมีพรสวรรค์บางอย่าง หากเด็กน้อยบอกว่าอีกสักครึ่งเดือนเธอก็คงเชื่อไปแล้ว แต่นี่กลับบอกว่าอีกแค่สามวัน!
คุณยายอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำระหว่างเดินเลี่ยงออกไป “ลูกสะใภ้ฉันอย่างเร็วที่สุดก็ต้องอีกเดือนหนึ่งถึงคลอด จริง ๆ เลยนะ… ไม่แม่นเลยสักนิด”
ซู่เป่าส่ายหัวน้อย ๆ ท่านอาจารย์เคยพร่ำสอนไว้ว่า เรื่องการทำนายทายทักนั้น หากใครเขาเชื่อก็จงให้คำชี้แนะไป แต่ถ้าใครไม่เชื่อก็อย่าได้เสียเวลาให้แก่กันและกันเลย
ในขณะที่คุณยายเดินเบ้ปากจากไป คนอื่น ๆ ก็ยังคงรุมถามไม่เลิกรา ซึ่งซู่เป่าก็ตอบทุกคำถามอย่างครบถ้วน
“เอ๋? พี่สาวอยากรวยเปรี้ยงปร้างเหรอคะ? แล้วรวยแบบไหนถึงเรียกว่ารวยเปรี้ยงปร้างล่ะ?”
หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างเพ้อฝัน “ก็รวยขึ้นมาในชั่วข้ามคืนไงล่ะ! มีเงินทองมากมายมหาศาล รวยยิ่งกว่าประธานซูคนนั้นอีก!” เธอหันไปมองซูอีเฉินที่อยู่ไม่ไกลด้วยสายตาปลาบปลื้มหลงใหล
ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาคือเสียงเล็ก ๆ เอ่ยอย่างจริงจังว่า “พี่สาวคะ… ถ้าอย่างนั้นพี่สาวก็คงได้แต่ฝันไปก่อนเถอะค่ะ”
จะเป็นไปได้ยังไง จะรวยกว่าลุงใหญ่ของเธอ ลุงใหญ่ของเธอเก่งสุดในโลกเลยนะ!
หญิงสาวคนนั้นถึงกับหน้าชา
ฮึ่ย ไม่แม่นเอาเสียเลย!
กลุ่มคนเข้ามาถามแม่หมอตัวน้อยต่างมีปฏิกิริยาต่างกันไป บางคนได้ยินลางดีก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนคนไม่ได้ยินสิ่งที่อยากฟังก็บ่นอุบ
“ไม่แม่นเลยสักนิด ต้องเป็นเรื่องทางบ้านปั่นกระแสขึ้นมาแน่ ๆ”
“นี่แหละนะ… ความงมงายฉบับยุคสมัยใหม่” ซูโล่วกอดอกพลางหัวเราะเยาะในลำคอ
“ความงมงายฉบับยุคสมัยใหม่คืออะไรเหรอคะ?” แม่หมอตัวน้อยเงยหน้าขึ้นถามด้วยความฉงน
ซืออี้หรานนั่งหลังตรง สองมือวางเรียบกริบบนหัวเข่า เม้มปากก่อนอธิบายด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมว่า “มันคือความเชื่องมงายของคนในยุคปัจจุบันน่ะ อย่างเช่นเวลาฝันร้าย พอตื่นมาก็ปลอบใจตัวเองว่า ความฝันมักจะตรงข้ามกับความจริงเสมอ แต่พอฝันดีกลับรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ฉันกำลังจะโชคดีแล้วแน่ ๆ ”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะร่ายยาวต่อ “หรือแม้แต่เรื่องตากระตุก… พอตาข้างซ้ายกระตุกคนส่วนใหญ่ก็มักจะคิดว่า ขวาร้ายซ้ายดี
กำลังมีเรื่องดีเกิดขึ้นแน่ ๆ
แต่พอตาข้างขวากระตุกกลับรีบปลอบตัวเองว่า
ช่วงนี้ฉันแค่พักผ่อนน้อยเกินไป เปลือกตาเลยกระตุกเฉย ๆ ”
“นี่แหละ… คือความงมงายแบบสมัยใหม่”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นทันควัน ดวงตาทั้งสองข้างเป็นประกายวิบวับขณะจ้องมองซืออี้หรานด้วยความทึ่ง