ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 62 คงเพราะตายนานเกินไป สมองเลยเสียหมดแล้ว
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 62 คงเพราะตายนานเกินไป สมองเลยเสียหมดแล้ว
บทที่ 62 คงเพราะตายนานเกินไป สมองเลยเสียหมดแล้ว
เมื่อเห็นซู่เป่าจ้องมองเขาด้วยดวงตากลมโตที่เป็นประกายวิบวับ ซืออี้หรานก็รู้สึกว่าแผ่นหลังของเขาเริ่มเกร็งขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เด็กชายเม้มริมฝีปากแน่นก่อนถามออกไปว่า “มีอะไร?”
“ว้าว… พี่ชายคนเก่ง นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่พี่พูดเยอะขนาดนี้! เก่งมาก ๆ เลยค่ะ!” ซู่เป่านับนิ้วไปด้วย พลางพูดอย่างตื่นเต้น
เด็กน้อยนึกว่าเขาจะพูดได้แค่ครั้งละไม่เกินห้าคำเสียอีก!
ซืออี้หรานอุตส่าห์ดึงเอาความรู้ทั้งคลังมาอธิบายเรื่องงมงายในฉบับสมัยใหม่ หวังให้เธอดูแคลนคนเหล่านั้น และคิดว่าเธอคงประทับใจในความรอบรู้ของเขาเสียอีก…
ที่ไหนได้ จุดสนใจของเด็กคนนี้กลับไปอยู่เรื่อง ‘จำนวนคำ’ ที่พูดเสียนี่ เด็กคนนี้ช่างรับมือยากจริง ๆ
ซูโล่วยกยิ้มจาง ๆ พลางเปลี่ยนท่าทางให้นั่งสบายขึ้น เขาใช้มือเท้าคางมองดูเด็กน้อยทั้งสองคนด้วยสายตาเอ็นดู
เด็ก ๆ ก็แบบนี้แหละนะ ช่างไร้เดียงสาเสียจริง
พิธีเข้าตลาดหลักทรัพย์ของถังหมิงเซิ่งซื่อจบลงแล้ว ซู่เป่าที่กินจนอิ่มก็ทนต่อความง่วงไม่ไหว สุดท้ายเธอก็เผลอหลับปุ๋ยไปทั้งอย่างนั้น
ซูโล่วประคองอุ้มเธอขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง ขณะเดียวกันซูอีเฉินเดินเข้ามาพอดี เขาถอดเสื้อสูทเนื้อดีของตนเองออกมาคลุมร่างเล็ก ๆ นั้นไว้เบามือ
ชายหนุ่มสองคน โดดเด่นราวกับเทพบุตรเดินเคียงคู่กันปกป้องร่างจิ๋ว เดินผ่านโถงทางเดินสีแดงเต็มไปด้วยแสงแฟลชจากกล้องนับร้อย หลังจากกล่าวลาซือเยี่ยเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็พาซู่เป่าขึ้นรถจากไปทันที
ซืออี้หรานยืนนิ่งอยู่หน้าประตูงาน มองตามท้ายรถของตระกูลซูที่ค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไปอย่างเงียบเชียบ
“ไปกันเถอะ” ซือเยี่ยเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ครับ” เด็กชายรับคำเพียงสั้น ๆ ก่อนมองตามเงารถคันนั้นเป็นครั้งสุดท้าย
ถ้าหากมีโอกาสได้พบกันอีกครั้ง เขาจะพกอมยิ้มไปให้เธอสักสองเม็ด
เลือกให้สองเม็ด ก็เพราะรู้ว่าเธอชอบกินนักหนา… แต่ที่ไม่ให้เพิ่มเป็นเม็ดที่สาม เพราะเขากลัวว่าเธอจะฟันผุเอาได้…
บริเวณข้างรถของตระกูลซือ มีชายวัยกลางคนร่างท้วมเตี้ยคนหนึ่งยืนคอยอยู่ เขากดรอยยิ้มประจบประแจงเพื่อส่งซือเยี่ยเดินทางกลับ ชายคนนี้สูงประมาณ 167 เซนติเมตร
กระดุมบนเสื้อของเขาถูกรั้งจนตึงเครียด แทบจะกักเก็บหน้าท้องอันอุดมไปด้วยบุญบารมีเอาไว้ไม่ได้ ดูท่าว่าในอึดใจถัดมา มันคงจะส่งเสียง ปึง! แล้วดีดตัวกระเด็นออกไป
เขาคือผู้กุมบังเหียนแห่งถังหมิงเซิ่งซื่อ ถังเถียนเถียน
เมื่อครั้งอดีต แม่ของเขาให้กำเนิดลูกชายฝาแฝดติดต่อกันถึงสองคู่ เมื่อตั้งครรภ์ครั้งที่สามเธอก็หวังเหลือเกินว่าจะได้ลูกสาวมาเชยชม จึงตั้งชื่อรอไว้ล่วงหน้าว่า ถังเถียนเถียน ที่แปลว่า หวาน เพื่อความเป็นสิริมงคล
ทว่าใครจะคิดว่าเด็กที่โผล่ออกมากลับกลายเป็นลูกชายตัวอ้วนกลมอย่างถังเถียนเถียนคนนี้ไปเสียได้ ด้วยความผิดหวัง และเกียจคร้านคิดชื่อใหม่ แม่ของเขาจึงปล่อยให้เขาใช้ชื่อมั่ว ๆ นี้ต่อไป
หลังจากส่งคนจากตระกูลซูและตระกูลซือกลับไปหมดแล้ว แผ่นหลังที่เคยเกร็งแข็งของถังเถียนเถียนก็ผ่อนคลายลงทันที
“คุณหนูเล็กของตระกูลซู…” ในดวงตาของถังเถียนเถียนฉายแววครุ่นคิดบางอย่างซับซ้อน “นั่นน่ะ… คือคุณหนูตัวจริงเสียงจริงเลยนะ!”
แม่ของเขากำลังล้มป่วยด้วยโรคประหลาด หาสาเหตุไม่ได้ ถังเถียนเถียนเคยได้ยินข่าวลือมาว่า ซู่เป่าเป็นคนช่วยดึงคุณชายน้อยตระกูลซือกลับมาจากประตูนรก ประกอบกับเพิ่งเห็นเหตุการณ์แสงมงคลเมื่อครู่ด้วยตาตัวเอง
“ไม่รู้ว่าเราพอจะมีวาสนาได้พาคุณหนูนี่ไปพบคุณแม่บ้างไหมนะ…”
ถังเถียนเถียนเดินกลับเข้าไปข้างในพลางสั่งกำชับผู้ช่วยซึ่งกำลังเดินตามอยู่ข้างกายด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “จำไว้นะ ต่อไปถ้าคุณหนูเล็กซูมา ไม่ต้องให้เธอยื่นคำร้องหรือรอรายงานใครทั้งนั้น ให้รีบไปเชิญช่างทำขนมเค้กอันดับหนึ่งในเมืองหลวงมาเตรียมทำเค้กให้เธอเดี๋ยวนั้นเลย!”
“คุณหนูไม่ชอบกินรสหวานจัด ไม่ชอบช็อกโกแลต แต่ชอบเค้กผลไม้และลูกอมรสผลไม้… เอาข้อปฏิบัติพวกนี้ไปเขียนลงในคู่มือพนักงานด้วย!” เขานึกทวนสิ่งที่สังเกตเห็น
ผู้ช่วยถึงกับอึ้ง
คู่มือพนักงานบริษัทบันเทิงเนี่ยนะ ทำไมต้องเขียนเรื่องพวกนี้ลงไปด้วยล่ะครับท่านประธาน!
*
ซู่เป่าจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราอันเลือนราง แต่ในความมืดมิดนั้น เธอกลับสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่ง กำลังจับจ้องเธอเขม็งไม่กะพริบตา
เด็กน้อยหันไปตามสัญชาตญาณ ก่อนพบกับหญิงชรานางหนึ่งในชุดถังจวงสีเขียว ยืนนิ่งงันอยู่เบื้องหน้า และจ้องตรงมายังเธอด้วยแววตาประหลาด
ซู่เป่าตกใจสุดขีดจนสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที!
“เกิดอะไรขึ้น?” จี้ฉางที่นั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ข้าง ๆ ถึงกับสะดุ้งตามพร้อมเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“ท่านอาจารย์…เมื่อครู่ซู่เป่าเห็นคุณยายคนหนึ่งในความฝันค่ะ” ซู่เป่ายังคงมีร่องรอยความหวาดหวั่นฉายชัดอยู่ในดวงตา เธอละล่ำละลักบอก
“คุณยายลักษณะแบบไหนกัน?” จี้ฉางชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วถามย้ำ
“ดวงตาของเธอโบ๋ลึก แก้มตอบจนเห็นกระดูก ใต้ตาตรงนี้… เป็นสีเขียวคล้ำน่ากลัวมากเลยค่ะ” ซู่เป่ายกมือน้อย ๆ ขึ้นมาทำท่าทางประกอบคำอธิบาย
“เธอเคยเห็นมาก่อนหรือเปล่า?” จี้ฉางถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ไม่เคยเห็นเลยค่ะ” ซู่เป่าส่ายหน้า
จี้ฉางหรี่ตาลงทันที ใบหน้าซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มชัด ใต้ตาเขียวคล้ำ… นั่นคือลักษณะเด่นของวิญญาณคนตาย
สำคัญคือ ซู่เป่าไม่เคยพบหญิงผู้นี้มาก่อน ผิดกับคราวของซืออี้หรานซึ่งเธอฝันถึงได้ เพราะเคยเห็นหน้ากันในโลกความจริง แต่ว่าดวงวิญญาณลึกลับเข้านิมิตครั้งนี้ กลับเป็นบุคคลแปลกหน้าอย่างสิ้นเชิง
สิ่งนี้บ่งชี้ชัดเจน…บรรดาคนตายเริ่มดั้นด้นตามหาตัวซู่เป่าพบแล้ว
“เจ้าตัวน้อย ฝันเห็นสิ่งอื่นอีกไหม?” ใบหน้าของจี้ฉางทวีความเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน เขาถามย้ำ
เด็กน้อยส่ายหัวช้า ๆ พลางถามกลับอย่างฉงน “อาจารย์ เป็นอะไรไปคะ?” เธอสังเกตเห็นร่องรอยความกังวลพาดผ่านสีหน้าผู้เป็นอาจารย์
จี้ฉางนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนกำชับ “เสี่ยวซู่เป่า… ต่อไปหากฝันเห็นสิ่งใดก็ตาม ต้องรีบบอกอาจารย์ทันที เข้าใจไหม?” เขามองเด็กน้อยด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนถามขึ้นว่า “รู้ไหมว่าทำไมอาจารย์ถึงต้องมาอยู่ข้างเธอแบบนี้?”
“รู้สิคะ! ท่านอาจารย์กำลังทดสอบซู่เป่าอยู่ใช่ไหมคะ? คุณแม่เป็นคนขอให้ท่านอาจารย์มาดูแลซู่เป่า…” ซู่เป่าที่เพิ่งตื่นนอนยังคงงุนงงอยู่บ้าง เธอยกมือน้อยขยี้ตาพลางตอบเสียงใส
เรื่องที่ท่านอาจารย์เคยบอกไว้ ซู่เป่ายังจำได้แม่นเลยนะ!
จี้ฉางนิ่งเงียบไปชั่วครู่
เดิมทีเขาเคยคิดว่าการได้พบกับซูจิ่นอวี้เป็นเพียงความบังเอิญ และการตกลงปกป้องซู่เป่าก็เป็นเพียงภารกิจชั่วคราวเท่านั้น ทว่าต่อมาเขากลับพบว่าโชคชะตาของซู่เป่าช่างอาภัพนัก จนจำเป็นต้องใช้บุญบารมีมหาศาลมาต่ออายุขัย
แต่ในยามนี้…
จี้ฉางเปิดสมุดบันทึกวิญญาณของตนเองออกดู เขาเห็นหมายเหตุสีแดงสดใต้ชื่อของซู่เป่า ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด
‘หากสั่งให้ตายในยามสาม ย่อมมิอาจอยู่รอดถึงยามห้า’
ผู้มีตบะบารมีแรงกล้าถึงขั้นลิขิตความตายได้เช่นนี้ เกรงว่าคงมีเพียงท่านยมบาลเท่านั้น!
จี้ฉางรู้สึกราวกับจิตวิญญาณล่องลอยสับสนอยู่ในสายลม
ในตอนนั้นเขาแค่บังเอิญพบกับซูจิ่นอวี้ที่เพิ่งล่วงลับจริง ๆ หรือ?
หรือว่ามีเหตุผลอื่นชักนำให้เขาต้องมาอยู่ข้างกายเสี่ยวซู่เป่ากันแน่?
“ซู่เป่า… ยังจำน้ำเต้าอาคมที่อาจารย์เคยมอบให้ได้หรือไม่?”
เสี่ยวซู่เป่ายกแขนขึ้น แขนกลมมนขาวนุ่มดุจปล้องบัวปรากฏให้เห็นว่าข้อมือพันด้วยด้ายแดงผูกน้ำเต้าจิ๋วขนาดเล็กติดอยู่
“อยู่นี่ค่ะ!” เด็กน้อยตอบเสียงใส
จี้ฉางยื่นมือสัมผัสปากน้ำเต้าอาคมเบา ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ก่อนหน้านี้อาจารย์ไม่เคยบอก น้ำเต้าอาคมใบนี้จำเป็นต้องถูกเติมให้เต็ม”
“หากเติมไม่เต็ม… ซูเป่าอาจต้องจากไป”
“ไปที่ไหนคะ?” ความง่วงงุนของซู่เป่ามลายหายไปสิ้น เธอเบิกตากว้างถามด้วยความตระหนก
เด็กน้อยเพิ่งได้รู้จักคุณลุง คุณยาย และคุณตา… เธอไม่อยากพรากจากทุกคนไปตอนนี้
“ไปยังสถานที่แสนไกล… ไกลจนไม่มีวันได้หวนกลับมาอีก” จี้ฉางเอ่ยต่อ
ซู่เป่าเม้มปากแน่น ก่อนลุกพรวดวิ่งตึงตังไปทางห้องน้ำทันที
เธอกระพือเปิดก๊อกน้ำ พยายามกรอกน้ำลงไปในน้ำเต้าอาคมหมายให้มันเต็มโดยเร็ว แม้น้ำเต้าใบนี้มีขนาดเล็กเท่าเล็บมือ แต่ว่าน้ำที่ไหลลงไปกลับไม่สามารถเข้าไปข้างในได้เลยแม้แต่น้อย
มุมปากของจี้ฉางกระตุกวูบ
“เสี่ยวซู่เป่า…” เขาใช้มือลูบหน้าผากพลางถอนใจ “ที่เรียกว่าน้ำเต้าอาคม ก็เพราะมันใช้สำหรับบรรจุดวงวิญญาณเท่านั้น”
“เอ๋?” ซู่เป่าอุทาน “แล้วต้องทำยังไงล่ะคะ?”
“ก็ต้องจับผีใส่ลงไป บรรจุให้เต็มก็เป็นอันใช้ได้” จี้ฉางเปิดสมุดบันทึก ไล่สายตามองข้อความข้างในพลางอธิบาย
“หากเป็นดวงวิญญาณเร่ร่อนไร้ที่พึ่ง ต้องใช้ถึงหนึ่งร้อยดวง
หากเป็นปีศาจร้าย ต้องบรรจุให้ครบสี่สิบเก้าตน
แต่ถ้าเป็นภูตอสูรจะยากกว่านั้น ทว่าใช้เพียงสิบแปดตนก็นับว่าเพียงพอ”
“ซู่เป่าเข้าใจแล้วค่ะ!” ซู่เป่าพยักหน้าเข้าใจทันควัน
“ท่านอาจารย์ ป้าหน้าเหวี่ยงในน้ำเต้าช่วยให้มันเต็มขึ้นมาบ้างหรือยังคะ?” เธอชะโงกมองเข้าไปในปากน้ำเต้าจิ๋ว
“ยังห่างไกลนัก” จี้ฉางหัวเราะหยัน
“คุณป้านี่ช่างไร้ประโยชน์จริง ๆ” เด็กน้อยบ่นอุบด้วยท่าทางผิดหวัง
ตอนปรากฏกายก็ตัวใหญ่เท่าคนแท้ ๆ กลับไม่สามารถเติมเต็มน้ำเต้าจิ๋วแค่นี้ได้เลย
ทันใดนั้น ซู่เป่าก็นึกขึ้นได้
“อาจารย์คะ ผีที่อยู่บนหัวเสวี่ยเอ๋อร์นั่น… เป็นปีศาจร้ายใช่ไหมคะ?”
จี้ฉางยังคงจดบันทึกบางอย่างลงในสมุดโดยไม่เงยหน้า “ใช่แล้ว”
“งั้นหนูจะไปหาพี่ซูเหอเวิ่น!” ซู่เป่าตาเป็นประกายทันที พูดจบเด็กน้อยก็วิ่งปรู๊ดออกไปอย่างรวดเร็ว
“เธอจะไปหาซูเหอเวิ่นทำไม?” จี้ฉางตัวลอยละลิ่วตามออกไปพลางเอ่ยถาม
ซู่เป่าเหลือบมองอาจารย์แวบหนึ่ง
“อาจารย์โง่จัง! ถ้าหนูจะหาเสวี่ยเอ๋อร์ ก็ต้องไปในที่ที่พี่เขาอยู่สิคะ! เสวี่ยเอ๋อร์กับพี่เหอเวิ่นเรียนโรงเรียนเดียวกัน หนูอยากไปโรงเรียนนั้น ก็เลยต้องไปหาพี่เหอเวิ่นไง!”
ซู่เป่าพูดจบก็ทอดถอนใจพลางส่งสายตาเวทนาไปให้จี้ฉาง
“อาจารย์คงตายมานานเกินไป สมองเลยเสียหมดแล้วแน่ ๆ เลยค่ะ”
หน็อย… เจ้าเด็กนี่ กินอิ่มหน่อยก็ปีกกล้าขาแข็ง กล้ามาดูแคลนสติปัญญาของอาจารย์เชียวรึ!
เขายกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเองเพื่อปลอบขวัญ พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวความสง่างามที่เหลืออยู่ให้กลับคืนมา