ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 66 เจอกันที่สวนหลังโรงเรียน!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 66 เจอกันที่สวนหลังโรงเรียน!
บทที่ 66 เจอกันที่สวนหลังโรงเรียน!
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องเรียน สายตาของซู่เป่าก็ปะทะเข้ากับเสวี่ยเอ๋อร์ในทันที
ดวงตาจิ้มลิ้มพลันเปล่งประกายวาววับ!
ว้าว… บนคอของเสวี่ยเอ๋อร์มีแกะตัวอ้วนกลมตัวใหญ่เบ้อเริ่มนั่งอยู่เลย…
เอ๊ะ ไม่ใช่สิ นั่นมันปีศาจร้ายตัวโตมากต่างหาก!
เมื่อปีศาจร้ายตนนั้นเห็นซู่เป่าจ้องมองมา มันก็เงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่ด้วยท่าทางดุร้าย ราวกับเตือนเด็กน้อยว่าอย่าได้คิดมาสอดเรื่องของผู้อื่น
“อยู่ที่นี่จริงด้วย… เจ้าตัวน้อย วันนี้ต้องดูฝีมือแล้วนะ ให้เป็นอาจารย์ดูหน่อยว่าช่วงนี้พัฒนาไปถึงไหน” จี้ฉางกระซิบแผ่วเบาอยู่ข้างกาย
“อื้อ!” ซู่เป่ากำหมัดน้อย ๆ แน่น ดวงตาฉายแววมุ่งมั่น
ในจังหวะนั้นเอง ครูสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นซูเหอเวิ่นพาเด็กหญิงตัวน้อยมาด้วย เธอก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างใจดีพร้อมกับเอ่ยถาม
“นี่คือซู่เป่าใช่ไหมจ๊ะ? วันนี้ตามพี่ชายมาลองสัมผัสบรรยากาศการเรียนของพี่ ๆ ประถมล่วงหน้าใช่ไหมเอ่ย?”
“ใช่ค่ะ… ใช่แล้วค่ะ!” ซู่เป่าส่ายหน้า ก่อนพยักหน้าแรง ๆ
แน่นอนว่ามาโรงเรียนก็ต้องมาเรียนหนังสือสิ จะบอกความจริงได้ยังไงว่าตั้งใจมาจับผี
ขืนบอกไปแล้วครูคนสวยตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
วิ่งเตลิดออกมาจากห้องน้ำทั้งที่ยังทำธุระไม่เสร็จจะทำยังไงล่ะ!
คุณครูหัวเราะร่วนให้กับท่าทางไร้เดียงสานั้นก่อนถามต่อ “งั้นซู่เป่าอยากนั่งที่ว่างข้าง ๆ พี่ชายไหมจ๊ะ?”
ซูเหอเวิ่นรีบสะบัดหน้าหนีทันควัน ทำนองว่าไม่อยากนับญาติด้วยในตอนนี้
คุณครูครุ่นคิดครู่หนึ่ง เตรียมย้ายนักเรียนที่นั่งข้างซูเหอเวิ่นไปที่อื่นชั่วคราว แต่ซู่เป่ากลับชี้มือไปยังที่ว่างข้างเสวี่ยเอ๋อร์พลางบอก “คุณครูคะ ซู่เป่าอยากนั่งกับพี่เสวี่ยเอ๋อร์ค่ะ”
“อ้อ จริงด้วย เพื่อนที่นั่งข้างเสวี่ยเอ๋อร์ วันนี้ลาพอดีเลย” คุณครูเพิ่งนึกขึ้นได้
จี้ฉางที่ลอยอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วมุ่น
นี่มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยหรือเปล่า
ทางด้านเสวี่ยเอ๋อร์สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก เธอไม่อยากนั่งใกล้ซู่เป่าเลยสักนิด!
วีรกรรมที่ซู่เป่าเอาขนมเย็น ๆ มาราดใส่เธอตอนไปแคมป์ครั้งนั้นยังคงเป็นแผลใจจนจำไม่ลืม
จู่ ๆ เพื่อนร่วมชั้นที่นั่งอยู่ด้านหน้าเสวี่ยเอ๋อร์ก็หันขวับมาอุทานด้วยความทึ่ง “ว้าว… เสวี่ยเอ๋อร์ นอกจากเธอจะสนิทกับตระกูลซือแล้ว เธอยังสนิทกับตระกูลซูด้วยเหรอเนี่ย!”
ไม่อย่างนั้นซู่เป่าจะเลือกเจาะจงมานั่งข้างเธอในทันทีได้อย่างไร?
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกจ้ะ พอดีฉันเคยไปออกแคมป์กับซู่เป่ามาครั้งหนึ่งน่ะ” ความขุ่นเคืองในใจเสวี่ยเอ๋อร์มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง! ความภาคภูมิใจจากการได้โอ้อวดทำให้เธอฉีกยิ้มออกมาได้ในที่สุด
“น้องซู่เป่า มานั่งทางนี้สิจ๊ะ” เสวี่ยเอ๋อร์ตบเบาะที่นั่งข้างกายเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
ซู่เป่าสะพายกระเป๋าใบเล็กไว้ด้านหลัง วิ่งตึงตังไปนั่งลงข้างเสวี่ยเอ๋อร์ทันที
เสวี่ยเอ๋อร์ยิ้มตาหยีหมายตีสนิทเพื่อเสริมบารมีให้ตัวเอง แต่แล้วเธอก็ต้องชะงักกึกเมื่อเห็นซู่เป่าล้วงเข้าไปในกระเป๋าแล้วหยิบเต่าแก่ ออกมาวางหงายหลังนอนแผ่บนโต๊ะหน้าตาเฉย
ไม่พอ… เด็กน้อยยังควักนกแก้วออกมาอีกตัว แล้วยัดมันเข้าไปในลิ้นชักโต๊ะเรียน
ข้าเป็นเต่าศักดิ์สิทธิ์นะเฮ้ย! เต่าแก่โวยวายในใจ
ส่วนเจ้าเสี่ยวอู่รีบซอยเท้าเดินรูปเลขแปดเข้าไปซ่อนตัวในมุมมืดของลิ้นชักอย่างรู้ความ
เสวี่ยเอ๋อร์ถึงกับนิ่งอึ้ง เพื่อน ๆ ทั้งห้องต่างพากันตกตะลึงจนตาค้าง แม้แต่ครูสาวก็ยังยืนอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น
นี่มันคือการกระทำอันใดกัน!?
ซูเหอเวิ่นรู้สึกอับอายจนต้องเอามือกุมขมับซบหน้าลงกับโต๊ะ
“เอ่อ… หนูซู่เป่าจ๊ะ นี่มัน…” ครูสาวพยายามหาคำพูดที่เหมาะสมมาอธิบายเหตุการณ์นี้
“คุณครูไม่ต้องกังวลนะคะ คุณตาเต่าเขาพูดไม่ได้หรอกค่ะ ส่วนเสี่ยวอู่เขาก็จะไม่ส่งเสียงรบกวนเด็ดขาด” ซู่เป่าเอ่ยตอบอย่างว่านอนสอนง่าย
เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเสริมด้วยเหตุผลที่ทำเอาทุกคนพูดไม่ออก “ถ้าซู่เป่ามาโรงเรียนแล้วทิ้งให้พวกเขาอยู่บ้านตามลำพัง พวกเขาจะเหงามากค่ะ พวกเขาก็เลยงอแงอยากตามมาเรียนกับซู่เป่าด้วย”
ครูสาวกุมขมับพลางถอนใจ มุมปากกระตุกยิก ๆ
เต่ากับนกเนี่ยนะจะรู้จักความเหงา!
ไม่สิ… เด็กตัวแค่นี้จะไปเข้าใจเรื่องความอ้างว้างได้ยังไงกัน!
คุณครูไม่ได้เอ่ยขัด เพียงส่งยิ้มเจื่อน ๆ ให้ ก่อนจะกำชับว่า “ซู่เป่าจ๊ะ ตอนนี้เป็นเวลาเรียนนะลูก ถ้าเต่าหรือนกแก้วส่งเสียงรบกวน ครูจำเป็นต้องเชิญพวกเขาออกไปพักข้างนอกนะ ตกลงไหม?”
สาเหตุที่ครูสาวไม่กล้าตำหนิรุนแรง เป็นเพราะเมื่อเช้านี้คณะกรรมการบริหารโรงเรียนเพิ่งเรียกประชุมด่วน โรงเรียนนานาชาติอู่เซียงแห่งนี้เป็นโรงเรียนเอกชนซึ่งมีตระกูลซูเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุด ลงทุนมหาศาลไปถึงแปดพันล้านหยวน
ดังนั้นเมื่อซูอีเฉินออกปากฝากฝังหลานสาวตัวน้อยไว้หนึ่งวัน ผู้อำนวยการจึงกำชับทุกฝ่ายให้ดูแลเป็นพิเศษ
“ได้ค่ะ!” ซู่เป่าจ้องมองครูด้วยดวงตากลมโตแวววาว พยักหน้ารับคำอย่างแสนซน
ครูสาวจึงจำใจต้องเริ่มบทเรียนไปตามปกติ…
ขณะเดียวกัน จี้ฉางลอยตัวอยู่กลางอากาศ สายตาจดจ้องไปยังปีศาจร้ายเหนือศีรษะของเสวี่ยเอ๋อร์ไม่วางตา
ปีศาจร้ายเองก็จ้องกลับมายังจี้ฉางอย่างระแวดระวัง ทว่าในดวงตาปีศาจนั้นกลับแฝงไปด้วยความสงสัยใคร่รู้บางอย่าง…
มันพยายามเพ่งมอง กลับไม่สามารถสัมผัสถึงพลังดำมืดใด ๆ จากตัวจี้ฉางได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น มันยังไม่อาจแยกแยะได้ว่าดวงวิญญาณตรงหน้าเป็นผีประเภทไหนกันแน่
ขณะนั้น จี้ฉางกำลังถ่ายทอดวิชาสอดแนมให้ลูกศิษย์ตัวน้อย
“ซู่เป่า เจ้าพวกนี้คือพวกหลงตัวเองจนกู่ไม่กลับ รอให้เลิกเรียนก่อนเถอะ แล้วเจ้านัดเสวี่ยเอ๋อร์ไปแนวป่าหลังโรงเรียน พวกเราค่อยจัดการเธอที่นั่น!”
“บอกเธอไปว่า… เลิกเรียนแล้วอย่าเพิ่งกลับ เจอกันที่สวนป่าหลังโรงเรียน!” จี้ฉางสำทับ
“อืม!” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงัก
จัดการเธอ! เจอกันที่สวนป่า!
“อะไรนะ?” เสวี่ยเอ๋อร์ซึ่งกำลังแสร้งตั้งใจเรียนถึงกับชะงักเมื่อได้ยินเสียงกระซิบข้างหู
“หลังเลิกเรียนอย่าเพิ่งกลับนะ… เจอกันที่สวนป่าหลังโรงเรียน!” ซู่เป่ายื่นหน้าเล็ก ๆ เข้าไปใกล้พลางปั้นหน้าเลียนแบบท่าทางเย่อหยิ่งของจี้ฉางได้ราวสามส่วน
ท่าทางนั้นทั้งดูน่ารักและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน จนเสวี่ยเอ๋อร์ได้แต่ทำหน้าฉงน
บทเรียนแรกผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ครูสาวรวบรวมเอกสารการสอนพลางลอบมองซู่เป่าด้วยความประหลาดใจ เธอพบว่าเจ้าตัวน้อยนุ่มนิ่มคนนี้ตั้งใจเรียนตลอดทั้งคาบ ราวกับตั้งใจมาเรียนหนังสือจริง ๆ ไม่ใช่เพียงมาเที่ยวเล่น
“ซู่เป่าจ๊ะ เข้าใจที่ครูสอนเมื่อกี้ไหมลูก?” คุณครูเดินเข้าไปหาซู่เป่าด้วยรอยยิ้มพลางเอ่ยถาม
“เข้าใจแล้วค่ะ!” แม้ในใจไม่หวังผลลัพธ์ แต่ซู่เป่ากลับพยักหน้ายืนยันเสียงใส
“ร้านค้ามีผลไม้ 50 ตะกร้า ขายตอนเช้าไป 12 ตะกร้า ตอนบ่ายอีก 14 ตะกร้า จะเหลือผลไม้ทั้งหมด 24 ตะกร้าค่ะ!”
“ส่วนคนงานซ่อมถนนยาว 100 เมตร วันแรกซ่อมไปได้ 64 เมตร ที่เหลือต้องซ่อมให้เสร็จใน 6 วัน เฉลี่ยแล้วต้องซ่อมวันละ 6 เมตรค่ะ!”
“ซู่เป่าเก่งมากเลยลูก!” ครูสาวอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนอุทานด้วยความทึ่ง
“แต่คุณครูคะ… ในเมื่อวันแรกคนงานยังซ่อมได้ตั้ง 64 เมตรเลย แล้วทำไมวันต่อ ๆ มาถึงซ่อมได้แค่วันละ 6 เมตรเองล่ะคะ? เขาซ่อมให้เสร็จรวดเดียวภายในวันเดียวไม่ได้เหรอ?” ซู่เป่ากลับขมวดคิ้วสงสัย
“เอ่อ…” ครูสาวเริ่มคิดตามเด็กน้อย
นั่นสิ… ทำไมกันนะ?
ในขณะที่เธอกำลังอึกอักหาคำตอบไม่ได้ ครูคณิตศาสตร์อีกท่านซึ่งอยู่ห้องทำงานเดียวกันก็เดินเข้ามาสมทบ
“เป็นอย่างไรบ้าง? น้องซู่เป่าของเราวันนี้เข้าใจบทเรียนไหมครับ?”
“เข้าใจหมดแล้วค่ะ” ซู่เป่ายืนยันคำเดิม
ความจริงเธอย่อมเข้าใจทุกคำ เพราะความจำของเธอนั้นดีเลิศจนจำได้ทุกประโยค
“ซู่เป่ามีความสามารถพิเศษมากเลยค่ะ เธอจำสิ่งที่ฉันเพิ่งสอนไปได้ทั้งหมดเลย…” คุณครูรีบแนะนำซู่เป่าให้เพื่อนร่วมงานรู้จักทันที
เธอตั้งใจจะเลี่ยงคำถามของซู่เป่าเมื่อครู่ เพราะเกรงเสียหน้าหากต้องยอมรับว่าตอบคำถามเด็กสี่ขวบไม่ได้
“จริงหรือครับ? ซู่เป่ายอดเยี่ยมขนาดนั้นเลยเชียว? งั้นครูขอทดสอบเชาวน์ปัญญาหน่อยนะ…” ครูคณิตศาสตร์ท่านนี้ กลับเกิดความสนใจขึ้นมา “เด็กน้อยคนหนึ่งมีอมยิ้ม 50 อัน สายไหม 70 อัน และลูกอมผลไม้ 100 อันอยู่ในกระเป๋า ถ้าเด็กน้อยกินอมยิ้มไป 50 อัน สายไหม 60 อัน และลูกอมผลไม้ไป 100 อัน… บอกครูหน่อยสิว่าตอนนี้เด็กคนนั้นเหลืออะไรบ้าง?”
“เด็กน้อยคนนั้น ตอนนี้เหลือโรคเบาหวานค่ะ!” ซู่เป่าส่ายหน้าหวืดพลางตอบอย่างรวดเร็ว
เหมือนกับคุณย่าที่เป็นโรคเบาหวานเปี๊ยบเลย! คุณตาบอกว่าคุณย่าเป็นเบาหวานเพราะแอบกินของหวานมากเกินไปนั่นแหละ!
คุณครูทั้งสองต่างนิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจ ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
คำตอบนี้… จะว่าไปมันก็ไม่มีอะไรผิดจริง ๆ นั่นแหละ!