ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 67 ซู่เป่าถูกทำโทษให้ยืน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 67 ซู่เป่าถูกทำโทษให้ยืน
บทที่ 67 ซู่เป่าถูกทำโทษให้ยืน
เสวี่ยเอ๋อร์มองภาพคุณครูทั้งสองกำลังรุมล้อมซู่เป่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ใจเธอพลันรู้สึกขุ่นมัวขึ้นมาเล็กน้อย เธอจึงแสร้งยิ้มกว้างแล้วโพล่งขัดจังหวะขึ้นทันที
“น้องซู่เป่าจ๊ะ ตอบแบบนั้นไม่ถูกนะ! 50 ลบ 50 เท่ากับ 0 ส่วน 100 ลบ 100 ก็เท่ากับ 0 เหมือนกัน แล้ว 70 ลบ 60 ก็เหลือ 10 เพราะฉะนั้นอมยิ้มกับลูกอมรสผลไม้ถูกกินหมดแล้ว จะเหลือก็แค่สายไหม 10 อันจ้ะ ไม่ใช่เหลือโรคเบาหวานนะ!”
เสวี่ยเอ๋อร์พยายามเค้นความรู้คณิตศาสตร์ออกมาโชว์สุดกำลัง เมื่อพูดจบเธอก็ลอบมองปฏิกิริยาของคุณครูเป็นพิเศษ หวังลึก ๆ ว่าจะได้รับคำชมเชยที่ดูฉลาดกว่าเด็กสี่ขวบ
ทว่า…
คุณครูทั้งสองกลับพุ่งความสนใจไปที่ซู่เป่าจนหมดสิ้น จึงไม่มีใครตอบสนองต่อคำพูดของเธอเลยสักคน
มิหนำซ้ำ เด็กชายร่างอ้วนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ตบโต๊ะหัวเราะลั่น
“ฮ่า ๆ ๆ เด็กน้อยเป็นโรคเบาหวาน ฮ่า ๆ ๆ ตลกชะมัด!”
เด็กคนอื่น ๆ พลอยหัวเราะตามไปด้วย พวกเขารุมล้อมซู่เป่าพร้อมกับชวนเธอคุยไม่หยุด ทุกคนต่างรู้สึกว่าคำตอบของเด็กน้อยนั้นทั้งแปลกใหม่และน่าสนุก
เสวี่ยเอ๋อร์มองดูซู่เป่าที่ตกเป็นเป้าสายตา ขณะที่ความรู้คณิตศาสตร์ของเธอกลับกลายเป็นเพียงธาตุอากาศ ไม่มีใครสนใจ ทันใดนั้นความรู้สึกอึดอัดก็ประดังเข้ามาจนหน้าชาไปหมด…
ก่อนจากไป คุณครูทั้งสองลูบศีรษะซู่เป่าอย่างเอ็นดู พลางกำชับว่าหากขาดเหลืออะไรให้บอกได้ทันที
เมื่อครูพ้นสายตา เพื่อน ๆ ก็รีบกรูเข้าไปยังโต๊ะของซู่เป่า สายตาทุกคู่จดจ้องไปยังเต่าเฒ่าบนโต๊ะอย่างสงสัย
“ซู่เป่า ทำไมเธอต้องพกเต่ามาด้วยล่ะ แล้วทำไมปล่อยให้นอนหงายท้องแบบนั้นล่ะ?”
“ก็เพราะถ้าพลิกกลับมาท่าปกติ คุณตาเต่าก็จะวิ่งหนีออกไปทันทีเลยน่ะสิคะ” ซู่เป่าอธิบายเสียงใส
“เอ๊ะ แล้วนกแก้วตัวเล็กเมื่อกี้ล่ะหายไปไหนแล้ว?” ใครบางคนถามขึ้นอีก
ซู่เป่าย่อตัวลงหน้าโต๊ะเรียน ใบหน้าจิ้มลิ้มแนบชิดกับขอบลิ้นชักพลางแอบมองดูเสี่ยวอู่ที่กำลังซ่อนตัวอยู่ข้างใน “เสี่ยวอู่อยู่ในนี้ค่ะ! เขาค่อนข้างกลัวคนแปลกหน้าน่ะ”
“แล้วต้องทำยังไงมันถึงจะไม่กลัวล่ะ?”
“มันกินขนมปังไหมจ๊ะ?”
“นกแก้วหัวลายเสือสีเขียวสดใสเชียว ได้ยินมาว่าพวกมันฉลาดมากเลยนะ!”
เด็ก ๆ ต่างพากันเลียนแบบท่าทางของซู่เป่า บางคนย่อตัวลง บางคนถึงขั้นนั่งคุกเข่าเพื่อเอาหัวน้อย ๆ มาเบียดกันดูนกแก้วในลิ้นชัก บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น
เพียงชั่วพริบตา ซู่เป่าก็กลายเป็นขวัญใจของคนทั้งห้องไปเสียแล้ว ส่วนเสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าของโต๊ะข้าง ๆ กลับถูกเบียดกระเด็นออกไปอยู่วงนอก
เสวี่ยเอ๋อร์โกรธจนตัวสั่น
ก่อนหน้านี้ ตอนพักเบรก ทุกคนต้องมารุมล้อมโต๊ะเธอ คอยชวนเธอคุยสิ!
แต่ตอนนี้ทุกคนกลับวิ่งไปหาซู่เป่ากันหมด!
นอกจากเสวี่ยเอ๋อร์แล้ว คนที่เริ่มนั่งไม่ติดก็คือซูเหอเวิ่น
ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ทั้งที่เดิมทีเขามองว่าซู่เป่าเป็นน้องสาวแสนน่ารำคาญ แต่พอเห็นเธอถูกคนอื่นห้อมล้อม โดยไม่ยอมหันมาสนใจพี่ชายอย่างเขา ซูเหอเวิ่นกลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกระลอก!
เขาปิดหนังสือดังเพื่อเรียกร้องความสนใจ
เสวี่ยเอ๋อร์ได้ยินเสียงนั้นจึงเบนสายตามองไปทางเขา เธอรีบเดินเข้าไปหาซูเหอเวิ่นทันที
“พี่เหอเวิ่นคะ ดูเหมือนทุกคนจะชอบซู่เป่ามากเลยนะ… ซู่เป่าเองก็พูดเก่งจัง ไม่เหมือนเสวี่ยเอ๋อร์เลยค่ะ เสวี่ยเอ๋อร์น่ะพูดไม่เก่งเอาเสียเลย…”
เสวี่ยเอ๋อร์ลอบยิ้มในใจ ซูเหอเวิ่นเองก็คงไม่ชอบยัยเด็กนี่เหมือนกันใช่ไหมล่ะ?
เธอคาดหวังว่าเขาจะตอบกลับมาทำนองว่า เด็กแบบซู่เป่ามีอะไรน่าสนใจ? ฉันชอบเด็กเรียบร้อยแบบเธอมากกว่า
แต่เธอคิดผิดมหันต์ ซูเหอเวิ่นคือหนุ่มน้อยสายวิทย์ที่มีจิตใจแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้ามาตั้งแต่เด็ก เขาจึงกระชากหน้ากากความไม่จริงใจของเสวี่ยเอ๋อร์ออกอย่างไม่ไว้หน้า
“ทำอะไรของเธอน่ะ? เด็กอายุแค่นี้ก็เรียนรู้วิธีทำตัวเป็นดอกบัวขาวแล้วเหรอ? คิดจะมาตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จอะไรต่อหน้าฉัน!”
เสวี่ยเอ๋อร์ถึงกับใบ้กิน
“พี่เหอเวิ่น… พี่… พี่พูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไงกันคะ…” ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำด้วยความอับอาย
“ไปให้พ้น!” ซูเหอเวิ่นตอกกลับด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ
ซูเหอเวิ่นมองตามเสวี่ยเอ๋อร์ด้วยสายตาเย็นชา เขาไม่เหมือนพี่ชายของเขา พี่ซูเหอเหวินนั้นเป็นพวกสายศิลป์อ่อนโยน ทว่าในสายตาของซูเหอเวิ่น ความสุภาพนั้นดูเสแสร้งสิ้นดี แน่นอนว่านี่คืออคติส่วนตัวที่เขามีต่อพวกสายศิลป์ผู้บอบบาง
ยามไปออกแคมป์ครั้งก่อน เสวี่ยเอ๋อร์พยายามเกาะติดพี่ชายเขา แม้ซูเหอเหวินยังรักษามารยาทนิ่งเฉย ซึ่งซูเหอเวิ่นมองว่านั่นยังไม่เป็นลูกผู้ชายพอ
ผู้ชายแท้จริง ต้องเด็ดขาดแบบเขาคนนี้
“ยัยดอกบัวขาว จะไปไม่ไป?” ซูเหอเวิ่นเอ่ยเสียงรำคาญใจ “ถ้ายังไม่ไสหัวไป ฉันจะลงมือแล้วนะ”
เสวี่ยเอ๋อร์กัดริมฝีปากแน่น เดินเลี่ยงออกมาด้วยสีหน้าน้อยใจสุดขีด
นี่แหละ… คือเหตุผลที่เธอไม่อยากเข้าใกล้ซูเหอเวิ่น ถึงจะเรียนอยู่ห้องเดียวกันก็ตาม
เมื่อกลับมายังโต๊ะ เธอก็พบว่ารอบตัวซู่เป่ายิ่งมีคนรุมล้อมมากขึ้นกว่าเดิม เด็กอ้วนคนหนึ่งถึงขั้นยึดเก้าอี้ของเธอไปนั่งเล่นกับซู่เป่าอย่างหน้าตาเฉย
พอดีกับเสียงกริ่งดังขึ้น เสวี่ยเอ๋อร์จึงสบโอกาสเดินเข้าไปไล่ด้วยความขุ่นเคือง
“จะเข้าเรียนแล้ว ทุกคนกลับที่นั่งเถอะ”
เด็ก ๆ จึงค่อย ๆ แยกย้ายกลับด้วยความอาลัยอาวรณ์ เพียงแค่ช่วงพักเบรกไม่ถึงสิบนาที ซู่เป่ากลับได้เพื่อนใหม่มากมายจนเจ้าตัวน้อยยิ้มแก้มปริ
คาบนี้เป็นวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งซู่เป่าฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด ขณะกำลังงุนงง ใครบางคนก็แอบเตะขาเก้าอี้เธอเบา ๆ ซู่เป่าหันไปมอง เห็นเพื่อนโต๊ะหลังแอบยื่นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กมาให้
เด็กน้อยเปิดออกดูพลางชี้ตัวอักษรและอ่านในใจตามความเข้าใจของตัวเอง
[ซู่เป่า เธอกินข้าวหรือยัง? โอ้… ยังไม่ได้กินเหรอ เดี๋ยวไปกินน่องไก่ด้วยกันไหม?]
จี้ฉางที่ลอยอยู่ข้าง ๆ ถึงกับมุมปากกระตุก เขาชะโงกหน้าไปดูใกล้ ๆ เห็นข้อความจริงบนกระดาษเขียนว่า
[ซู่เป่า เลิกเรียนแล้วพาเต่ากับนกแก้วไปเล่นข้างนอกไหม? ฉันขอลูบนกแก้วของเธอได้ไหม?]
เนื่องจากนักเรียนชั้นปีหนึ่งยังเรียนคัดคำศัพท์ไม่ครบ คำว่า “นกแก้ว” จึงเขียนด้วยพินอินแทน จี้ฉางอดขำไม่ได้กับความไร้เดียงสานี้
ทางด้านซู่เป่ารีบคุ้ยกระเป๋าหาดินสอ ก้มหน้าก้มตาเขียนตอบกลับ
[ได้เลย ฉันก็ชอบกินน่องไก่เหมือนกัน เดี๋ยวเราไปกินน่องไก่ด้วยกันนะ]
จี้ฉางเห็นซู่เป่าพึมพำไปวาดไป แต่บนกระดาษแผ่นนั้นกลับปรากฏรูปน่องไก่สองชิ้นวาดส่ง ๆ ดูตลกขบขัน เขาพึงพอใจกับความแสนซนของซู่เป่า พลางลูบคางมองดูเด็กน้อยพับกระดาษส่งคืนให้เพื่อนโต๊ะหลัง
เสวี่ยเอ๋อร์นั่งหลังตรงวางมาดเด็กเรียนดีเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เธอรีบยกมือขึ้นทันที “คุณครูคะ! ถังจื่อหางกับซู่เป่าส่งกระดาษโน้ตกันในห้องเรียนค่ะ!”
เธอรู้ดีว่าครูภาษาอังกฤษคนนี้ดุร้ายและเจ้าระเบียบ โดยเฉพาะเรื่องแอบคุยหรือส่งโน้ตในเวลาเรียน
ยัยเด็กซู่เป่าไม่รอดแน่!
เสวี่ยเอ๋อร์ซ่อนความสะใจไว้ใต้ดวงตา แต่ปั้นหน้าแสดงออกถึงความถูกต้องดีงาม
ครูสอนภาษาอังกฤษวัยกลางคนสวมแว่นกรอบดำท่าทางเคร่งขรึมหยุดบรรยายทันที เธอก้าวตรงดิ่งมาโต๊ะพลางยื่นมือออกมา “เอามันมา!”
ถังจื่อหางหน้าซีดเผือด รีบส่งกระดาษแผ่นนั้นให้ครูด้วยมือสั่นเทา
ครูภาษาอังกฤษคลี่ออกกวาดสายตามองเพียงครู่เดียวก็ตวัดสายตาคมกริบมาที่ซู่เป่า “ซู่เป่า ใครอนุญาตให้เธอพาสัตว์เลี้ยงเข้ามาในโรงเรียน?”
ครูคนนี้นิสัยแปลก หลังเคยมีคดีรับของขวัญ เธอจึงยึด ‘กฎระเบียบ’ เป็นหลัก และไม่พอใจคณะกรรมการโรงเรียนที่เอาใจตระกูลซู แม้จะมีคำสั่งให้ดูแลซู่เป็นพิเศษ เธอก็ไม่คิดจะสน
“หยิบของของเธอ แล้วออกไปยืนสำนึกผิดข้างนอก!” ครูสั่งเสียงเหยียดหยามพลางมองลงมา
ซู่เป่างุนงงและรู้สึกผิดอยู่บ้างที่แอบส่งโน้ต เธอพยายามเอ่ย “คุณครูคะ… หนู…”
พูดยังไม่ทันจบ ไม้บรรทัดในมือครูก็ฟาดลงบนโต๊ะ
“ฉันไม่สนว่าเธอจะเป็นลูกเต้าเหล่าใคร หรือบ้านจะรวยแค่ไหน! แต่ในห้องเรียนของฉัน เธอต้องเคารพกฎของฉัน!”
ซู่เป่านิ่งไป…
ความจริงเธอกำลังจะขอโทษ เมื่อพิจารณาใบหน้าของครูคนนี้ชัด ๆ เห็นคิ้วที่ตั้งชัน โหนกแก้มแหลมสูง และริมฝีปากบางเฉียบจนเป็นเส้นตรง เธอพลันนึกถึงคำสอนของอาจารย์ขึ้นมาได้…
นี่คือ ลักษณะของคนใจแคบ
ซู่เป่าไม่คิดขอโทษอีกต่อไป เด็กน้อยสะพายกระเป๋าใบเก่ง อุ้มนกแก้วและเต่าเดินออกไปอย่างเงียบ ๆ ถังจื่อหางก้มหน้าเดินตามออกไปยืนรับโทษหน้าห้องโดยไม่กล้าปริปาก
เสวี่ยเอ๋อร์สะใจจนแทบหลุดหัวเราะออกมา!
ซู่เป่าที่ใคร ๆ ก็โอ๋นักหนา สุดท้ายก็โดนดีจนได้!
นึกว่าที่นี่เป็นบ้านตระกูลซูหรือไง? พอออกจากบ้านมา เธอก็ไม่มีค่าอะไรเลยสักนิด!
เสวี่ยเอ๋อร์เชิดหน้าขึ้นด้วยความลำพอง ดวงตาพราวระยับด้วยรอยยิ้มสมน้ำหน้า ทว่าเธอไม่รู้ตัวเลยว่า…
ปีศาจหลอกลวงที่สิงสู่อยู่เหนือศีรษะเธอกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ราวกับได้เห็นของเล่นชิ้นใหม่
ก่อนอ้าปากกว้าง กัดลงบนลำคอของเธอช้า ๆ …