ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 70 เด็กสายวิทย์ตัวน้อย…ดันกลัวผี
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 70 เด็กสายวิทย์ตัวน้อย…ดันกลัวผี
บทที่ 70 เด็กสายวิทย์ตัวน้อย…ดันกลัวผี
อาจารย์ประจำชั้นขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “อาจารย์หวัง คุณควรจะปรับนิสัยส่วนตัวลงบ้างนะ คราวนี้เด็กคนนี้ไม่เหมือนนักเรียนคนอื่น ๆ ที่คุณเคยเจอ…”
เสียงกริ่งเข้าเรียนดังขัดจังหวะขึ้นพอดี อาจารย์หวังหยิบแผนการสอนขึ้นมาถือไว้พลางเชิดหน้ากล่าว “ในสายตาของฉัน นักเรียนทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีใครสูงต่ำ ทุกอย่างวัดกันที่ผลการเรียนเท่านั้นค่ะ”
พูดจบ เธอก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างหยิ่งผยอง ทิ้งให้อาจารย์คนอื่นยืนอึ้งอยู่กับที่
พูดออกมาได้ว่านักเรียนทุกคนเท่าเทียมกัน?
สำหรับเธอแล้ว คะแนนคือทุกสิ่ง
เด็กคนไหนทำคะแนนภาษาอังกฤษไม่ถึงเก้าสิบ เธอแทบไม่เหลียวมอง และแสดงความลำเอียงอย่างชัดเจนมาโดยตลอด
“สักวันเถอะ เธอจะต้องทำตัวเองพังเพราะนิสัยแบบนี้แน่…” ครูคนก่อนหน้าที่พูดว่าไม่เห็นซู่เป่าเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“พอแล้ว ๆ รีบไปดูเถอะว่าซู่เป่ากลับมาหรือยัง ฉันเองก็จะไปช่วยตามหาด้วย” ครูประจำชั้นรีบตัดบท
ส่วนอาจารย์หวังน่ะหรือ?
วิชาภาษาอังกฤษคะแนนเต็มหนึ่งร้อย นักเรียนในห้องของเธอกว่าครึ่งสอบได้เก้าสิบหกขึ้นไป แต่ในสายตาของเธอ มีเพียงเด็กที่ได้คะแนนเต็มเท่านั้นถึงจะเรียกว่า นักเรียนยอดเยี่ยม
ทุกคาบเรียนอิสระ เธอเป็นคนแรกที่ยึดห้อง แจกข้อสอบ ตรวจข้อสอบไม่หยุด แม้แต่คาบพละก็ยังถูกเธอแย่งไปกว่าครึ่ง เพื่อบังคับให้นักเรียนทำแบบฝึกภาษาอังกฤษ
เคยมีผู้ปกครองร้องเรียนว่าวิธีสอนของเธอเข้มงวดเกินไป แต่เพราะผลสอบมันฟ้อง โรงเรียนจึงทำอะไรไม่ได้ และนั่นยิ่งทำให้อาจารย์หวังได้ใจมากขึ้น
ทางเดินในอาคารเรียน
อาจารย์หวังเดินกระแทกส้นรองเท้าลาดเอียง ใบหน้าเต็มไปด้วยความดูแคลน
พวกคนขี้อิจฉาชอบประจบประแจง คงอยากให้เธอโดนไล่ออกใจจะขาดสินะ?
น่าเสียดาย… ห้องที่เธอสอนผลการเรียนดีสุด
ใครจะโดนเด้งก็โดนไปเถอะ แต่ไม่มีทางเป็นเธอแน่นอน!
*
อีกด้านหนึ่ง
“เอิ้ก~”
ตอนนี้ซู่เป่าทานจนพุงกะทิกลมป่อง เธอใช้มือเล็กตบท้องอย่างพึงพอใจพลางปล่อยเสียงออกมาคำใหญ่
“กินอิ่มแล้วใช่ไหม? พรุ่งนี้ไม่ต้องแอบตามฉันมาอีกนะ” ซูเหอเวิ่นขมวดคิ้วมุ่นจนมีเส้นดำพาดผ่านหน้าผาก
“ซู่เป่าไม่ได้ตามพี่มาเพราะอยากกินนะ!” ซู่เป่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไม่ได้มาเพื่อกิน แล้วมาทำไม? มาเรียนหนังสือรึไง?” ซูเหอเวิ่นแค่นหัวเราะ
เด็กสี่ขวบพูดแบบนี้ ใครจะไปเชื่อลง?
“ไม่ใช่ค่ะ… หนูมาจับผีต่างหาก” ซู่เป่ากลับส่ายหน้าหวืด
ภาพใบหน้าผีผู้หญิงสุดสยองที่เขาเจอในห้องน้ำเมื่อวานผุดขึ้นมาในหัวทันที!
“จับ… จับผีอะไร?” ซูเหอเวิ่นรู้สึกหางตากระตุกกึก ๆ
“พี่ชาย… พี่กลัวเหรอคะ?” ซู่เป่าหันมองพี่ชายด้วยความสงสัย
ใบหน้าของซูเหอเวิ่นแข็งค้างไปชั่วขณะ เขาฝืนปั้นหน้ายักษ์แล้วตะคอกกลับ “ใครกลัวกัน! ฉัน… ฉันแค่ถามว่าเธอกำลังจะจับผีตัวไหน!”
“จับผีร้ายค่ะ” ซู่เป่าโน้มตัวเข้าไปใกล้ซูเหอเวิ่นแล้วกระซิบเสียงแผ่ว “มันเกาะอยู่บนหัวเสวี่ยเอ๋อร์ ดูดพลังจากต้นคอ…เหมือนดูดชานมไข่มุกเลยค่ะ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำปนจริงจังของเด็กน้อย กับคำเปรียบเทียบชวนขนลุกนั้นช่างพิลึกกึกกือสิ้นดี
ซูเหอเวิ่นเผลอนึกภาพตาม… ภาพปีศาจกำลังดูดพลังจากคอคนเหมือนดูดชานม
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร จู่ ๆ ซูเหอเวิ่นก็รู้สึกถึงลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน จนลำคอของเขาเย็นวาบไปหมด เขาเอามือกุมต้นคอตัวเองไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ท่าทางเคร่งเครียดจนออกนอกหน้า
“งั้น… งั้นปีศาจร้ายพวกนั้นมันออกมาเดินเพ่นพ่านตอนกลางวันแสก ๆ ได้ด้วยเหรอ?”
“อืม… โลกนี้มีผีอยู่สามประเภทค่ะ” ซู่เป่าพยักหน้ายืนยัน
“แบบคุณป้าหน้าตาน่ากลัวเมื่อวาน เรียกว่าวิญญาณเร่ร่อน ตายผิดธรรมชาติ ไปเกิดใหม่ไม่ได้ เลยลอยไปลอยมา…” เธอนับนิ้วอธิบาย
ซูเหอเวิ่นนึกถึงผีผู้หญิงที่ทำให้เขาตกใจจนแทบอึราด สีหน้าของเขาเริ่มซีดลงเรื่อย ๆ
“ประเภทต่อมาคือวิญญาณร้าย คือคนตายอย่างทรมานสุด ๆ จนกลายเป็นผีเฮี้ยน พวกนี้จะชอบโผล่มาแบบกะทันหันให้คนตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ”
ใบหน้าเล็ก ๆ ของซูเหอเวิ่นซีดเผือดลงไปอีกระดับ
“และอย่างสุดท้าย เรียกว่า ‘ปีศาจชั่วร้าย’ พวกนี้ดุมาก กินคนเป็นว่าเล่น! วิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณร้ายทั่วไปมักจะออกมาตอนกลางวันไม่ได้ แต่มันทำได้นะ! เพราะมันแข็งแกร่งมากเลยล่ะค่ะ!”
เด็กชายรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่ม ขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลังจนไหล่ทั้งสองข้างหดเกร็งโดยไม่รู้ตัว เขาพยายามแค่นเสียงหัวเราะเยาะเพื่อรักษามาด แต่ลำคอกลับแห้งผากจนเปล่งเสียงไม่ออก
“พอ! หยุดพูดเดี๋ยวนี้!” เขารีบเอื้อมมือไปปิดปากซู่เป่าทันทีพลางสั่งเสียงรัว
ซูเหอเวิ่นหันมองไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสงจ้าอยู่กลางฟ้า เหล่าดอกไม้ก็ยังดูสดใส… แดดเปรี้ยงขนาดนี้ ไม่มีทางมีผีหรอกน่า!
เขายอมปล่อยมือออกจากปากซู่เป่า
“พี่ชาย… พี่กลัวใช่ไหมล่ะ! ไม่เป็นไรหรอกนะคะ ความกลัวไม่ใช่เรื่องน่าอายสักหน่อย!” เด็กน้อยรีบสวนกลับทันที
“…ถ้าพูดจาดี ๆ ไม่เป็น ก็เงียบไปเถอะ” ซูเหอเวิ่นตำหนิ
ไม่รู้ว่าเพราะอยู่กับจี้ฉางมากไปหรือเปล่า เจ้าตัวเล็กแต่ก่อนเคยนิ่งเงียบ กลับกลายเป็นเด็กช่างเจรจาจนหยุดไม่อยู่
“ทำไมพี่ชายต้องกลัวผีด้วยล่ะคะ? ไม่เห็นสมกับเป็นพี่เลย พี่ชายเก่งขนาดนี้ไม่ควรกลัวสิ”
“ความจริงผีก็ไม่ได้น่ากลัวหรอกค่ะ ก็เหมือนคนเรานี่แหละ… อืม ยกเว้นแค่บางตัวที่ลูกตาปูดออกมา หรือไม่ก็แขนขาขาดหลุดรุ่ยเท่านั้นเอง…”
“เงียบไปเลย!” ซูเหอเวิ่นทนฟังไม่ไหวอีกต่อไป เขาควักลูกอมมาจากไหนไม่รู้ยัดใส่ปากซู่เป่าเพื่อปิดปากทันที
“อื้อ! อาอ่อยยย(อร่อย)”
ในตอนนั้นเอง ครูประจำชั้นและคนอื่น ๆ ก็ตามหาทั้งคู่จนเจอ เมื่อเห็นซูเหอเวิ่นและซู่เป่าสะพายกระเป๋าเดินทอดน่องอยู่ในโรงเรียน จึงรีบปรี่เข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
“ซูเหอเวิ่น ซู่เป่า! พวกเธอไปไหนกันมาจ๊ะ? เสียงกริ่งเข้าเรียนดังตั้งนานแล้วนะลูก!”
“ซู่เป่าหิวข้าวค่ะ พี่ชายเลยพาไปหาของว่างกิน” ซู่เป่าอมลูกอมจนแก้มตุ่ยพลางตอบเสียงอู้อี้
“เป็นเพราะยัยครูหวังนั่นต่างหาก ที่ไล่พวกเราออกมา” ซูเหอเวิ่นกลับแค่นเสียงเหอะ
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปง่าย ๆ เมื่อเจอครูประจำชั้นแล้ว ซูเหอเวิ่นจึงแจ้งความประสงค์ทันที ว่าต้องการโทรศัพท์หาคุณพ่อ เพื่อให้มารับเขากับน้องสาวกลับบ้าน
เขามองไปยังอาคารเรียนตรงหน้า พลันนึกถึงคำพูดของซู่เป่า ว่ามีวิญญาณชั่วร้ายเกาะอยู่บนหัวของเสวี่ยเอ๋อร์… ใจจริงเขาก็ไม่อยากก้าวเท้าขึ้นไปบนนั้นอีกแล้ว
เมื่อได้ยินว่าซูเหอเวิ่นต้องการติดต่อซูอีเฉิน ครูประจำชั้นและครูอีกคนก็สบตากันอย่างลำบากใจก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เหอเวิ่นจ๊ะ พาน้องสาวขึ้นไปเรียนก่อนเถอะนะลูก”
ซูเหอเวิ่นเม้มริมฝีปากแน่น ไม่มีใครรู้หรอกว่าหนุ่มน้อยสายวิทย์ผู้นี้แท้จริงแล้วกลัวผีขึ้นสมอง ทว่าซู่เป่ากลับจูงมือเขาไว้พลางทำตัวว่าง่าย “ได้ค่ะคุณครู ซู่เป่าจะไปเรียนกับพี่ชายค่ะ”
คำสั่งของครูต้องเชื่อฟัง… เหมือนคุณยายเคยบอกไว้เสมอว่าต้องเป็นเด็กดี
ซูเหอเวิ่นจำต้องเดินตามแรงจูงของน้องสาวไปด้วยความไม่เต็มใจ
เขาไม่มีทางเลือกนี่นา! ถ้าไม่ขึ้นไป มีหวังได้โดนยัยเด็กนี่หัวเราะเยาะเอาแน่ว่าเขาปอดแหกกลัวผี…
คำโม้ที่เคยพ่นไว้ว่าไม่กลัวยังไงก็ต้องสู้ต่อ แม้ในใจจะฝืนแค่ไหนก็ตาม
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องเรียน ซูเหอเวิ่นก็เผลอมองไปทางเสวี่ยเอ๋อร์ตามสัญชาตญาณ
พอดีกับเสวี่ยเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมาพอดี เมื่อเห็นเขามองมา เธอก็ฉีกยิ้มกว้างส่งให้เขา…
เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ซูเหอเวิ่นรู้สึกขนหัวลุกชันขึ้นมาทันที
สภาพของเสวี่ยเอ๋อร์ทำเอาซูเหอเวิ่นถึงกับหายใจติดขัด ผิวพรรณที่เคยสดใสกลับหมองคล้ำซูบซีด ใต้ตาเขียวคล้ำเป็นปื้นหนา ม่านตาของเธอเบิกกว้างจนดูผิดธรรมชาติ ดวงตาคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่เขาอย่างแข็งทื่อไร้การกะพริบ
เมื่อครู่นี้ตอนเธอแสร้งทำตัวอ่อนหวานต่อหน้าเขา เธอยังไม่ดูสยดสยองขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ!
ซูเหอเวิ่นรีบสะบัดหน้าหนีแสร้งมองไปทางอื่นทันควัน แผ่นหลังของเขาแข็งทื่อ ก้าวขาเดินกลับไปที่นั่งอย่างเก้ ๆ กัง ๆ จนมือไม้เคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กันดูพิลึกพิลั่น
ขณะเดียวกัน ผีเสแสร้งก็กำลังเกาะบนหัวเสวี่ยเอ๋อร์ กระซิบยั่วยุ
“ดูสิ! ดูนั่นสิ! ซูเหอเวิ่นมองเธอด้วยล่ะ! เขามองเธอคนแรกเลยนะ!”
“เขาต้องชอบเธอแน่ ๆ …”
“ว้าว… ใคร ๆ ก็รุมรักเสวี่ยเอ๋อร์กันทั้งนั้นเลยนะ…”
เสวี่ยเอ๋อร์นั่งเท้าคางมองตามแผ่นหลังซูเหอเวิ่นไปตลอดทาง ในอกพองโตไปด้วยความภาคภูมิใจ
เด็กสาวแสนเพียบพร้อมแบบเธอ
เห็นไหมล่ะ… พวกผู้ชายคนไหนก็ต้องสยบให้ทั้งนั้น!
ซู่เป่าเดินกลับมาหยุดข้างโต๊ะเสวี่ยเอ๋อร์ เธอเอียงคอจ้องมองปีศาจเสแสร้งตนนั้นอย่างพิจารณา
“แกเองก็อิ่มแล้วเหมือนกันสินะ…” เธอพึมพำเบา ๆ
ตัวโตเบ้อเริ่มขนาดนี้ ถ้าจับใส่ น้ำเต้าอาคม น่าจะทำให้มันเต็มขึ้นมาได้ไม่น้อยเลยนะเนี่ย?
“กินอิ่มอะไรของเธอ?” เสวี่ยเอ๋อร์หันขวับมามองด้วยท่าทางอ่อนล้า เธอขมวดคิ้วถามเสียงสะบัด
เธอกับซู่เป่าน่ะคนละชั้นกัน เธอเข้าเรียนมาเพื่อหาความรู้ และสร้างอนาคตที่ดี ไม่เหมือนซู่เป่าที่ในหัวมีแต่เรื่องของกิน!
จังหวะนั้นเอง ครูประจำชั้นเดินเข้ามาในห้องพลางเอ่ย “นักเรียนทุกคน กลับเข้าสู่บทเรียนกันเถอะจ๊ะ”
“เอาล่ะเด็ก ๆ เริ่มเรียนได้ วันนี้เราเรียนบท ‘หมู่บ้านยามเย็น’ บทนี้ยาวกว่าที่เคยเรียนมานิดหน่อยนะ ครูจะดูว่าใครเรียนได้เร็วที่สุด…”
“คุณครูคะ! บทกวีนี้หนูท่องจำได้แม่นตั้งนานแล้วค่ะ!” เสวี่ยเอ๋อร์รีบชูมือขึ้นทันที