ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 71 พาพี่ชายไปจับผีด้วยกัน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 71 พาพี่ชายไปจับผีด้วยกัน
บทที่ 71 พาพี่ชายไปจับผีด้วยกัน
ครูประจำชั้นชะงักไปชั่วขณะ ก่อนหันไปมองเสวี่ยเอ๋อร์
เมื่อเห็นรอยคล้ำเล็กน้อยรอบดวงตาคล้ายคนอดนอน ครูจึงทึกทักเอาเองว่าคงเป็นเพราะแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์เข้มงวดเรื่องการเรียนมาก จนทำให้เธอต้องทบทวนบทเรียนจนดึกดื่น
ด้วยความรู้สึกไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของลูกศิษย์เกินไป ครูจึงเอ่ยว่า “งั้นดีเลย เสวี่ยเอ๋อร์ลองท่องให้ครูฟังนะ เด็ก ๆ คนอื่นก็เปิดหนังสือดูไปด้วย ดูว่าเสวี่ยเอ๋อร์ท่องถูกไหม”
“บทกวี ‘หมู่บ้านชนบท’ ประพันธ์โดย เกาติ่ง…หญ้าผลิใบ นกกระจาบบินร่อนในเดือนสอง…” เสวี่ยเอ๋อร์เอามือไพล่หลัง แล้วยืนท่องเสียงดัง
เธอท่องจำทุกคำได้แม่นยำไม่มีตกหล่น ออกเสียงชัดเจน มิหนำซ้ำยังใส่อารมณ์ได้สมบูรณ์แบบ ราวกับนักแสดงมืออาชีพที่กำลังร่ายกลอนอยู่บนเวที
เพื่อนร่วมชั้นพากันร้อง “ว้าว!” ออกมาพร้อมกันพลางพึมพำชื่นชม “เก่งจังเลย”
“ดีมากจ้ะ” ครูประจำชั้นพยักหน้าชมเชย
เสวี่ยเอ๋อร์นั่งลงแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง
แค่สามคำเหรอ?
ทำไมครูถึงชมเธอแค่สามคำสั้น ๆ แบบนั้นล่ะ?
เธอท่องได้ไร้ที่ติขนาดนี้ ทำไมครูไม่ถามว่าเธอฝึกฝนตัวเองอย่างไรนอกเวลาเรียน
เธอเตรียมคำตอบไว้ตั้งมากมาย เพื่อจะบอกว่าปกติตัวเองพยายามหนักแค่ไหน…
ความไม่พอใจเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเสวี่ยเอ๋อร์ และด้านหลังของเธอ ปีศาจร้ายก็เริ่มมีอารมณ์ขุ่นมัวไม่ต่างกัน
มันเชิดหัวอันน่าเกลียดขึ้นอย่างหงุดหงิด จนทำให้รอยต่อระหว่างร่างวิญญาณกับคอของเสวี่ยเอ๋อร์เผยออกมาเล็กน้อย
ซู่เป่าเบิกตากว้าง
โอ้โห! มีรอยดูดพลังเต็มไปหมดเลยระหว่างเสวี่ยเอ๋อร์กับปีศาจตัวนั้น!
จี้ฉางลอยกลับมาพอดี เมื่อเห็นกระแสความริษยาพลุ่งพล่านอยู่รอบตัวของเสวี่ยเอ๋อร์ นึกถึงสิ่งที่เขาเพิ่งไปตรวจสอบมาเมื่อครู่ จึงหรี่ตาลงพลางกระซิบสั่ง “ซู่เป่า บอกครูไปสิว่าเธอก็ท่องได้เหมือนกัน”
“คุณครูคะ! ซู่เป่าก็ท่องได้ค่ะ!” ซู่เป่ารีบชูมือเล็ก ๆ ขึ้นสุดแขน
ครูประจำชั้นเผลอเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ก่อนยิ้มรับ “งั้นซู่เป่าลองท่องดูสิ?”
ซู่เป่าลุกขึ้นยืน เงยหน้ากลมมนขึ้นเล็กน้อยแล้วเริ่มท่อง “หญ้างามนกบินในเดือนสอง… แนวต้นหลิวริมฝั่งเมาหมอกวสันต์… เด็ก ๆ เลิกเรียนกลับบ้านแต่เนิ่น… รีบฉวยลมตะวันออกปล่อยว่าวกระดาษ…”
เจ้าตัวกลมที่ผูกผมจุกสองข้างส่ายหัวไปมาตามจังหวะบทกวี แม้บางคำออกเสียงไม่ชัดเจนนักเพราะความอู้อี้แบบเด็ก ๆ ไม่ได้เป๊ะทุกพยางค์เหมือนเสวี่ยเอ๋อร์
แต่ท่าทางนั้นกลับดูน่าเอ็นดูสุด ๆ !
เพื่อนร่วมชั้นต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความทึ่ง รู้สึกว่าซู่เป่าช่างเก่งกาจ น่ารักจนอยากเข้าไปกอด
ครูประจำชั้นมองดูภาพนั้นด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู เธอถามด้วยความแปลกใจ “ซู่เป่าเก่งจริง ๆ เลย ท่องได้หมดเลยเหรอจ๊ะเนี่ย! ปกติฝึกมาบ่อยล่ะสิ?”
“เปล่าค่ะ ซู่เป่าเพิ่งหัดเมื่อกี้เอง” ซู่เป่าส่ายหน้าหวืดพลางตอบซื่อ ๆ
ความจริงคือ ตอนที่ครูสอนอ่านรอบแรก หลังจากท่องเพียงครั้งเดียว ซู่เป่าก็จำได้แล้ว
ความจำของซู่เป่าน่าทึ่งมาก เพียงแต่ยังไม่มีใครสังเกตเห็น…
“เก่งมากจ้ะ! พยายามต่อไปนะลูก” ครูประจำชั้นชมซ้ำอีกรอบ
ครูไม่ได้เอะใจอะไร คิดเพียงว่าซูเหอเวิ่นคงแอบสอนน้องสาวตอนพาออกไปกินขนมเมื่อครู่นี้
การเรียนดำเนินต่อไป… แต่เสวี่ยเอ๋อร์กลับฟังอะไรไม่เข้าหูอีกแล้ว!
ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความอิจฉา ไม่ยอมรับอะไรทั้งนั้น ซู่เป่าท่องสู้เธอไม่ได้แท้ ๆ แต่ทำไมครูถึงชมยัยเด็กนั่นตั้งมากมายขนาดนั้น?
เธอใช้เวลาค่อนคืนเพื่อท่องให้จำได้ แต่ซู่เป่ากลับบอกว่าเพิ่งเรียนเมื่อกี้…
โกหกหน้าตายชัด ๆ !
ในใจของเสวี่ยเอ๋อร์บิดเบี้ยวด้วยความรู้สึกอยุติธรรม เธอคิดว่าการที่ครูชมซู่เป่าเป็นเพราะซู่เป่าเป็นลูกสาวตระกูลซู
ถ้าเธอได้เป็นลูกสาวตระกูลซูบ้าง เธอต้องทำได้ดีกว่าซู่เป่าเป็นร้อยเท่า…
ความอิจฉาแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมัว ในหัวของเสวี่ยเอ๋อร์วนเวียนเพียงคำว่า
ถ้าฆ่าซู่เป่าได้ เธอก็จะได้เป็นลูกสาวตระกูลซู…
ถ้ากำจัดซู่เป่าไป เธอก็จะเป็นเจ้าหญิงตระกูลซู…
เสวี่ยเอ๋อร์ยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว ผลักสุดแรง!
ทว่าซู่เป่ากลับก้มหน้าคุดคู้อยู่กับโต๊ะพอดีเพื่อหาของ เสวี่ยเอ๋อร์จึงพลาดเป้าอย่างจังจนตัวกระแทกเข้ากับพนักพิงเก้าอี้ของซู่เป่าเสียงดัง โครม!
“เกิดอะไรขึ้น?” ครูประจำชั้นหันขวับมาทันที
“ไม่มีอะไรค่ะคุณครู… หนูแค่เผลอไปชนเฉย ๆ ค่ะ…” เสวี่ยเอ๋อร์รีบนั่งตัวตรง แต่การเคลื่อนไหวของเธอเชื่องช้า ดูอ่อนเพลียมาก
ครูประจำชั้นเม้มปากมองท่าทางอิดโรยดูผิดปกติของเสวี่ยเอ๋อร์พลางรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ
ปีศาจจอมแสแสร้งซึ่งเกาะอยู่บนหลังเสวี่ยเอ๋อร์กวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง มันจ้องเขม็งไปยังจี้ฉางพลางขู่เสียงแหลม
“เฮ้… นี่เป็นฝีมือยัยเด็กนี่เองนะ ฉันไม่ได้บังคับสักหน่อย!” ปีศาจตนนั้นเอ่ย
มันขยับร่างวิญญาณอันมหึมาของมัน แม้รู้ว่ามีอันตรายอยู่ใกล้ตัว แต่มันก็ไม่อยากละทิ้งลำคออันหอมหวานของเสวี่ยเอ๋อร์ไปเลย!
เด็กน้อยแสนเย่อหยิ่ง หน้าซื่อใจคด และมีดวงชะตาส่งเสริมพลังร้ายให้มันได้ดีขนาดนี้ ช่างหาได้ยากยิ่ง!
ขอเวลาอีกแค่สองวัน…
ฉันจะสวมรอยแทนที่เสวี่ยเอ๋อร์และกลับมามีชีวิตได้ใหม่อีกครั้งอย่างแน่นอน…
เมื่อถึงตอนนั้น ร่างนี้จะเป็นของฉันตลอดไป…
ใครหน้าไหนก็มาพรากมันไปไม่ได้!
“ท่านอาจารย์คะ… ผีตัวโตอ้วนมากขนาดนี้ น้ำเต้าของซู่เป่าจะเต็มไหมคะ?” ซู่เป่าลดเสียงลงกระซิบถามอาจารย์
“ไม่หรอก” จี้ฉางส่ายหัวเบา ๆ
“อ้วนขนาดนี้แต่กลับไม่มีประโยชน์อะไรเลยจริง ๆ” ซู่เป่าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมกับบ่นพึมพำ
จี้ฉางเอนกายพิงกำแพงห้องเรียนด้วยท่าทางเกียจคร้าน แต่ดวงตากลับจ้องมองไปยังปีศาจตนนั้นด้วยประกายตาอันยากจะคาดเดา
“แกเคยเป็นครูในโรงเรียนนี้ใช่ไหม?” เขาเอ่ยถามขึ้นลอย ๆ
ปีศาจตนนั้นสีหน้าเปลี่ยนไปทันที มันรีบพันธนาการร่างของเสวี่ยเอ๋อร์ให้แน่นขึ้นกว่าเดิมราวกับกลัวถูกพรากเหยื่อไป
จี้ฉางหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาพลิกดูช้า ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “การจะกลายเป็นวิญญาณร้ายได้ มีเงื่อนไขที่ค่อนข้างเข้มงวดอยู่นะ… ซู่เป่า ฟังอาจารย์ให้ดีล่ะ”
“อย่างแรก ตอนตายต้องตายอย่างสยดสยอง แค่กระโดดตึก แขนขาหัก หรือถูกรถชนหัวกระเด็น ยังไม่ถือว่าสยดสยองพอ การตายของผีร้าย ต้องโหดร้ายยิ่งกว่านั้น…”
“ประการต่อมา… เมื่อตายไปแล้ว ด้วยบ่วงกรรมหรือปัจจัยบางอย่างทำให้ดวงวิญญาณไม่สามารถออกจากสถานที่ตายได้ ต้องติดหนึบอยู่กับที่ และวนเวียนทำซ้ำกระบวนการตายอย่างทุกข์ทรมานนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนความแค้น ความอาฆาต และความโสมมถูกสะสม… จนกลายเป็นวิญญาณร้าย”
“ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าแกตายยังไงกันแน่?” จี้ฉางปิดสมุดลง
ซู่เป่าเอียงคอสงสัยตาม
นั่นสินะ… ตายยังไงกันนะ? ทำไมถึงตายแล้วตัวพองลมได้ขนาดนี้ เหมือนลูกโป่งยักษ์ไม่มีผิดเลย!
ปีศาจแห่งความหลงตัวเองมีสีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด มันไม่มีความนึกคิดอยากเสวนากับจี้ฉางเลยแม้แต่นิดเดียว แม้มองไม่ออกว่าจี้ฉางเป็นวิญญาณประเภทไหน แต่สัญชาตญาณกลับเตือนว่าพลังของเขาน่าหวาดกลัวเกินไป
ทว่า… ในเมื่อตัวมันเองก็ขึ้นชื่อว่าเป็นปีศาจร้ายที่สุดตนหนึ่งแล้ว ยังต้องกลัวอะไรอีก?
ส่วนซู่เป่าน่ะหรือ? ปีศาจตนนั้นแทบไม่ได้เห็นเด็กน้อยสี่ขวบอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ…
ในที่สุดกริ่งหมดคาบเรียนก็ดังขึ้นเสียที รอยคล้ำใต้ตาของเสวี่ยเอ๋อร์ในตอนนี้ ดูเข้มจัดจนเกือบกลายเป็นสีดำสนิท
“ซู่เป่า! เมื่อกี้เธอตั้งใจใช่ไหม!?” เธอมองค้อนซู่เป่าพลางกัดฟันถามเสียงต่ำ
ตั้งใจหลบตอนเธอผลัก เพื่อให้เธอเสียหลักจนอับอายขายหน้า! แถมยังตั้งใจแย่งซีนเธอด้วยการท่องบทกวีบ้าบอนั่นอีก!
“ตั้งใจอะไรเหรอคะ?” ซู่เป่าทำหน้าซื่อตาใส
“ก็ตั้งใจจะเด่นเกินหน้าเกินตาฉันยังไงล่ะ!” เสวี่ยเอ๋อร์โกรธจัดจนกรีดร้องออกมา
เพื่อนร่วมชั้นรอบ ๆ ต่างพากันหันมามองด้วยความตกใจ แววตาที่เคยมองเสวี่ยเอ๋อร์ด้วยความชื่นชมเริ่มเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง เสวี่ยเอ๋อร์สะดุ้งเฮือก เธอเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอตะโกนสิ่งความในใจออกมาเสียแล้ว
เธอรีบกวาดของลงกระเป๋า กัดฟันข่มอารมณ์แล้วพูดทิ้งท้าย “เธอนัดฉันไว้ที่สวนป่าหลังโรงเรียนไม่ใช่หรือไง?”
“ใครไม่มา… คนนั้นเป็นลูกหมา!” เสวี่ยเอ๋อร์จ้องหน้าซู่เป่าเขม็งพลางแค่นหัวเราะคิกคัก
พูดจบเธอก็สะพายกระเป๋าเดินกระแทกส้นเท้าออกไปทันที
ซู่เป่าไม่รอช้า รีบยัดคุณตาเต่า และเสี่ยวอู่ลงกระเป๋าเป้ แล้วเตรียมออกวิ่งตามไป แต่มือเล็ก ๆ ของเธอกลับถูกมือใหญ่กว่าคว้าหมับไว้เสียก่อน
“จะไปไหน?” ซูเหอเวิ่นขมวดคิ้วถาม
“พี่ชาย! รีบมาเร็วเข้า เราไปจับผีกัน!” ซู่เป่าเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
พูดจบเธอก็ไม่รอฟังคำทักท้วงใด ๆ ออกแรงดึงแขนซูเหอเวิ่นให้วิ่งตามไปทันที
“เดี๋ยว! รอก่อน!” ซูเหอเวิ่นร้องเสียงหลง
เขาไม่อยากไป!
การจะให้เขาไปวิ่งจับผีกับยัยเด็กนี่น่ะเหรอ? ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่มีทางเป็นไปได้!
ต่อให้เอาโจทย์คณิตศาสตร์ระดับโลกมาวางตรงหน้า… ให้ไอน์สไตน์ฟื้นคืนชีพมายืนสอน… หรือให้นักคณิตศาสตร์ระดับเหรียญทองมาช่วยแก้สมการให้… เขาก็ขอยืนยันคำเดิมว่า ‘ไม่มีทาง!’