ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 74 บทลงโทษสิบล้าน กับมาดพี่ชายผู้พิทักษ์
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 74 บทลงโทษสิบล้าน กับมาดพี่ชายผู้พิทักษ์
บทที่ 74 บทลงโทษสิบล้าน กับมาดพี่ชายผู้พิทักษ์
“ไปที่ไกลมาก ๆ ไกลจนไม่มีวันกลับมาได้อีกค่ะ” ซู่เป่าก้มหน้าใช้กิ่งไม้ขีดเขียนลงบนพื้นดินพลางพึมพำ
ซูเหอเวิ่นนิ่งงัน นั่นหมายความว่า หากเติมวิญญาณลงในน้ำเต้าอาคมไม่เต็ม ซู่เป่าอาจต้องตายงั้นหรือ?
“ผีแบบป้าอ้วนเมื่อกี้…ยังมีอีกไหม?” เขาเงียบงันอยู่นาน กว่าจะรวบรวมความกล้าถามออกมาได้
หากมี เขาต้องรีบหาทางจับมาให้หมดเลย
เด็กหนุ่มไม่ได้ทำเช่นนั้นเพราะกลัวว่าซู่เป่าจะตาย หากน้ำเต้าไม่เต็ม
แค่… แค่เพราะคำนวณค่า x กับ y ไว้แล้ว จึงต้องตรวจสอบผลลัพธ์ให้แน่ชัดว่าเขาคำนวณถูกต้องหรือไม่
ใช่แล้ว… เหตุผลมีเพียงเท่านั้นจริง ๆ
ทันใดนั้น จี้ฉางพลันเคลื่อนกายเข้าใกล้ซูเหอเวิ่นพลางกระซิบถามเสียงเบา “จะว่าไป ทำไมนายถึงมองเห็นฉันได้กันล่ะ?”
ซูเหอเวิ่นสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ กำลังจะอ้าปากพูดบางอย่าง ทว่าชายชุดขาวเบื้องหน้ากลับค่อย ๆ จางหายจนเลือนราง และลับตาไปอย่างรวดเร็ว
“ซู่เป่า อาจารย์ของเธอไปแล้วหรือ?” เขาถึงกับยืนอึ้ง มองซ้ายทีขวาทีพลางกระซิบถาม
ซู่เป่ามองไปยังจุดข้างกายพี่ชายแล้วตอบว่า “เปล่าค่ะ อาจารย์ยังยืนอยู่ข้าง ๆ พี่นั่นแหละ!”
ซูเหอเวิ่นรู้สึกเย็นวาบหลังต้นคอทันที ราวกับมีใครบางคนวางมือลงบนไหล่ ขนกายเพิ่งเรียบลงพลันลุกชันขึ้นมาอีกครั้งทีละเส้น
เขาไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง!
บ้าชิบ… มองไม่เห็นแบบนี้ยังน่ากลัวกว่าตอนมองเห็นเสียอีก!
“พี่ชายคะ อาจารย์ถามว่าก่อนหน้านี้พี่เคยเห็นสิ่งลี้ลับมาก่อนบ้างไหม?” เขาได้ยินเพียงเสียงซู่เป่าเอ่ยต่อ
“ไม่เคย” ซูเหอเวิ่นร่างกายแข็งทื่อ ตอบกลับเสียงเครียด
“แปลกจริง ทำไมจู่ ๆ ถึงมองเห็นสลับกับมองไม่เห็น? เรื่องนี้ประหลาดนัก!” จี้ฉางลูบคางพลางขมวดคิ้วมุ่น
เขาใช้ชีวิตเป็นผีมาหลายร้อยปี ทว่าไม่เคยพบเจอคนลักษณะแบบซูเหอเวิ่นมาก่อนเลย ยกเว้นเสียแต่มีการแทรกแซงจากภายนอก เช่น ทาน้ำตาวัวบนเปลือกตา หรือหมอเต๋าใช้คาถาเปิดตาทิพย์ชั่วคราว
แต่เมื่อครู่นี้ ซูเหอเวิ่นกลับมองเห็นขึ้นมาเองเสียดื้อ ๆ
ตามปกติแล้ว หากคนเราไม่ได้เกิดมาพร้อมดวงตาเห็นผี ก็ควรมองไม่เห็นไปตลอดถึงจะถูกต้อง…
“แปลก… ประหลาดแท้…” จี้ฉางพลิกสมุดบันทึกวุ่นวาย เมื่อพบปัญหาที่หาคำตอบไม่ได้ เขาจึงเลือกค้นคว้าจากตำราก่อนเป็นอันดับแรก
ขณะนั้นเอง เสียงเอะอะพลันดังแว่วมาจากภายนอกป่า
ไม่นานนัก ซูอีเฉินพร้อมคณะครูและผู้อำนวยการปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า ตามมาด้วยซืออี้หราน ถังจื่อหาง และถังเถียนเถียนผู้เป็นพ่อ รวมถึงแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์…
พวกเขามองเห็นเสวี่ยเอ๋อร์นอนหมดสติอยู่บนพื้นทันที ก่อนจะเบนสายตาไปยังซู่เป่าและซูเหอเวิ่นซึ่งกำลังนั่งยองอยู่บนพื้นดิน
ทั้งคู่กำลังนั่งคำนวณโจทย์คณิตศาสตร์กันอยู่หรือ?!
ทุกคนจ้องมองสมการ x และ y บนพื้นด้วยความมึนงง
“ซู่เป่า!” ซูอีเฉินรีบก้าวเข้าไปหา สายตากวาดมองทั่วร่างหลานสาว “ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“หนูไม่เป็นอะไรค่ะ” ซู่เป่าส่ายหัว
ด้านหลัง ครูหวัง ครูสอนภาษาอังกฤษกอดอกพลางบ่นพึมพำไม่หยุด “ฉันบอกแล้วว่าไม่รู้เรื่อง ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย! ดูสิ เด็ก ๆ แอบมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่เอง จะมาโทษคนอื่นได้ยังไง?”
ที่แท้หลังเลิกเรียน เพื่อนร่วมชั้นทุกคนต่างไปเข้าแถวหน้าประตูโรงเรียน ทว่าครูประจำชั้นกลับพบว่าซูเหอเวิ่น ซู่เป่า และเสวี่ยเอ๋อร์หายตัวไป
“เสวี่ยเอ๋อร์?!” แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์รีบเข้าไปอุ้มลูกสาวขึ้นมา
ตามตัวของเสวี่ยเอ๋อร์เต็มไปด้วยดินทราย ผมเผ้ายุ่งเหยิงจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้!
เมื่อเด็กหญิงค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา เธอก็ร้องไห้โฮออกมาทันที “เจ็บ! หนูเจ็บเหลือเกิน!”
แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์จึงสังเกตเห็นร่องรอยบาดแผลบนใบหน้าลูกสาว แขนขามีรอยถลอกปอกเปิกทั่วไปหมด หน้าบวมปูดจนเขียวช้ำ ฟันหน้าหลุดหายไปหนึ่งซี่ รอบดวงตามีรอยคล้ำดูอเนจอนาถ ยิ่งกว่าตัวละครวานรในตำนาน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” คนเป็นแม่เตรียมระเบิดอารมณ์ เมื่อสบตาซูอีเฉิน เธอจึงจำต้องกล้ำกลืนคำต่อว่าลงคอ
นั่นคนของตระกูลซูนะ…
เธอจึงเปลี่ยนน้ำเสียงแล้วถามตะกุกตะกัก “เป็นเพราะเสวี่ยเอ๋อร์ทำอะไรผิดไปหรือเปล่าคะ?”
เสวี่ยเอ๋อร์รู้สึกว่าตนเองถูกรังแก… เธอไม่ได้ทำอะไรผิด!
เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น หรือแม้แต่เรื่องที่ตนเองมาอยู่ในป่านี้ได้อย่างไร
แถมยังถูกทำร้ายทารุณขนาดนี้!
ทำไมแม่ของเธอถึงไม่เหมือนบรรดาลุงของซู่เป่า ที่ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็จะออกโรงปกป้องหลานสาวก่อนเสมอ? ยิ่งคิด เสวี่ยเอ๋อร์ก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม
ซูอีเฉินมองไปยังลูกชายชายพลางถาม “เกิดอะไรขึ้น ซูเหอเวิ่น?”
ซู่เป่าก้มหน้าเล็กลงคล้ายเด็กทำความผิด กำลังจะอ้าปากอธิบาย ซูเหอเวิ่นกลับทำหน้าเย็นชา เอ่ยแทรกขึ้นด้วยท่าทางองอาจ “ผมต่อยเธอเองครับ”
“ทำไมล่ะ…” แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ชะงักค้าง
ซูเหอเวิ่นล้วงมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋ากางเกงพลางแค่นเสียงเหอะ “เธอมายุ่งกับน้องสาวผมก่อน ฟ้องครูเรื่องส่งจดหมายในห้องเรียน พอเลิกเรียนยังลากผมมาที่ป่านี่เพื่อสารภาพรักอีก”
“อายุแค่นี้แต่ทำตัวเหมือนดอกบัวขาวพันปี จิตใจปีศาจเฒ่าแบบนั้นยังกล้ามาชอบผมอีกหรือ? ไม่ตีสั่งสอนให้เป็นของขวัญปีใหม่ก็บุญเท่าไหร่แล้วครับ”
ซูเหอเวิ่นเลือกพูดถึงเรื่องที่ทุกคนพอจะทราบร่องรอยอยู่บ้าง เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นสำคัญ ป้องกันไม่ให้ใครสงสัยเรื่องวิญญาณร้าย ทว่าเขากลับดึงเอาความขัดแย้งทั้งหมดมาลงตัวเองเพียงผู้เดียว…
“ถึงจะเป็นแบบนั้น ก็ไม่ควรลงไม้ลงมือรุนแรงขนาดนี้…” แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์เอ่ยอย่างร้อนรน
เสวี่ยเอ๋อร์ชอบเขา การมีคนมาชื่นชอบไม่ใช่เรื่องน่ายินดีหรอกหรือ!
“ทำไมถึงต้องลงไม้ลงมือกับคนอื่นแบบนี้ด้วย?”
“แบบนี้ยังถือว่าตีเบาไปด้วยซ้ำครับ” ซูเหอเวิ่นแค่นหัวเราะในลำคอพร้อมกับเอ่ย
ครูหวังซึ่งยืนอยู่นอกวงล้อมกอดอกขมวดคิ้วแล้วเอ่ยตำหนิ “เสวี่ยเอ๋อร์รายงานเรื่องที่เธอส่งกระดาษโน้ตในชั้นเรียนมันผิดตรงไหน? เธอมีเหตุผลอะไรมาบิดเบือนความผิดตัวเอง? ทำผิดแล้วยังจะไปต่อยคนที่เขารายงานความจริงอีกหรือ?”
“รายงานน่ะไม่ผิดหรอกครับ แต่ผมจะต่อยเสียอย่าง… ใครจะทำไม?” ซูเหอเวิ่นหัวเราะเยาะ
ครูหวังถูกย้อนจนน้ำท่วมปาก พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ถังจื่อหางมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาเทิดทูนสุดชีวิต
เจ๋งชะมัด! ต่อไปนี้ซูเหอเวิ่นคือลูกพี่ใหญ่ของเขาเพียงคนเดียว!
ความจริงแล้วเขาแค่ส่งโน้ตไปถามซู่เป่าว่า หลังเลิกเรียนขอลูบนกแก้วกับเต่าของเธอได้ไหม กลับถูกเสวี่ยเอ๋อร์รายงานเสียงดังลั่น จนเขาถูกลงโทษให้ยืนสำนึกผิดตลอด 45 นาที
ทางด้านแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ที่ขี้อิจฉาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเห็นท่าทางของซูเหอเวิ่นก็ยิ่งไม่พอใจ
“การทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง พวกเรายินดีรับผิดชอบเรื่องนี้ครับ” ซูอีเฉินเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เขามองไปยังแม่ของเสวี่ยเอ๋อร์ซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อนเอ่ยต่อ
“ผมจะให้มีการขอโทษต่อสาธารณะ โดยแจ้งเนื้อหาว่า… คุณหนูตระกูลหลานลากคุณชายของตระกูลซูเข้าไปในป่าเพื่อสารภาพรัก จนคุณชายซูเกิดบันดาลโทสะแล้วพลั้งมือตบเธอ ทางตระกูลซูขอกล่าวคำขอโทษ พร้อมมอบเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลรวมถึงค่าเสียหายทางจิตใจให้อีกสิบล้านหยวนครับ”
เงินสิบล้านหยวนสำหรับการตบเพียงครั้งเดียวนับว่ามหาศาล สำหรับตระกูลซูแล้ว เงินจำนวนนี้ไม่ต่างจากการโยนหินถามทางเพื่อความสำราญเท่านั้น
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ…” แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์รีบร้องห้าม
หากเรื่องนี้ถูกป่าวประกาศออกไป มีหวังลูกสาวเธอได้อับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนีเป็นแน่! เธอรู้สึกอึดอัดจนบอกไม่ถูก… นี่มันคำขอโทษแบบไหนกัน?
แม้ลุงใหญ่จะเอ่ยคำขอโทษต่อหน้าทุกคนพร้อมเสนอเงินชดเชย แต่นั่นกลับเป็นการต้อนเธอจนมุมจนไม่สามารถหาข้อผิดพลาดใดมาโต้แย้งได้เลย
“เด็ก ๆ กระทบกระทั่งกันบ้างถือเป็นเรื่องปกติค่ะ ไม่เป็นไรจริง ๆ” แม่ของเสวี่ยเอ๋อร์พยายามปั้นยิ้มเสแสร้ง
“แม่คะ หนูไม่ได้…” เสวี่ยเอ๋อร์ร้องไห้โฮพลางท้วง
“หุบปาก! อย่าพูดนะ!” ผู้เป็นแม่กดเสียงต่ำสั่งห้ามทันที
เด็กหญิงทำหน้ามุ่ย น้ำตาพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย
ซูอีเฉินกล่าวทิ้งท้ายด้วยท่าทีสงบ “ถ้าอย่างนั้น หากคุณหลานเปลี่ยนใจภายหลัง สามารถติดต่อผู้ช่วยของผมได้ตลอดเวลาครับ”
เมื่อพูดจบ เขาก็อุ้มซู่เป่าขึ้นแนบอกแล้วพาสองพี่น้องซูเหอเวิ่นเดินออกไปจากตรงนั้น
ครูหวังสบถด่าไล่หลัง มองว่าเขาเป็นพวกลูกคนรวยไม่เอาถ่าน แม้ผลการเรียนของซูเหอเวิ่นจะยอดเยี่ยมในวิชาอื่น ทว่าวิชาภาษาอังกฤษเขากลับทำได้เพียง 90 คะแนน ซึ่งในสายตาของครูหวัง นักเรียนที่ได้คะแนนเท่านี้ถือเป็นพวกไม่ได้เรื่อง และแน่นอนว่าเธอไม่เคยชอบเด็กคนนี้เลย
จังหวะนั้นเอง ซูอีเฉินซึ่งเดินนำหน้าอยู่กลับหยุดเดินกะทันหัน เขาหันกลับมาจ้องครูหวังด้วยแววตาเย็นเหยีย “ครูที่มีทัศนคติแบบนี้… ผู้อำนวยการหลี่ คุณวางแผนจะจัดการอย่างไรครับ?”
ใจของครูหวังเต้นระรัวด้วยความตกใจ
นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงกลายเป็นความผิดของเธอไปได้!
เธอแค่ไม่ประจบสอพลอและกล้าพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น มันผิดนักหรือ? ตระกูลซูถึงกับต้องโกรธแค้นลามมาถึงคนอย่างเธอเชียวหรือ?