ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 73 ความสำเร็จในการจับปีศาจร้ายตัวแรก
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 73 ความสำเร็จในการจับปีศาจร้ายตัวแรก
บทที่ 73 ความสำเร็จในการจับปีศาจร้ายตัวแรก
ซู่เป่าโกรธเข้าให้แล้ว ทว่าจุดระเบิดอารมณ์ของเธอนั้นช่างแปลกประหลาดจนคาดไม่ถึง
ปีศาจจอมแสแสร้งถูกตบจนล้มคว่ำหน้าคะมำ แทบกระอักเลือดวิญญาณออกมา มันทั้งงุนงงทั้งแค้นใจ…
ก็แค่พูดไปตามความรู้สึกนิดเดียว จำเป็นต้องจัดหนักขนาดนี้เลยหรือ!
“แก…”
ปัง!
ซู่เป่าจัดการปีศาจร้ายตนนั้น ไม่ต่างจากกระสอบทราย พลางเหวี่ยงร่างพองลมจนแบนราบกระแทกพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งอีกฝ่ายมึนงงไปหมด ปีศาจร้ายไร้เรี่ยวแรงจะต่อกร ได้แต่ยืนอึ้งปนโกรธจัด
เจ้าก้อนแป้งที่มันเคยดูแคลนนักหนา กลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
“เดี๋ยวก่อน!” วิญญาณร้ายตะโกนลั่น
“ไม่รอแล้วค่ะ!” ซู่เป่าสวนกลับทันควัน
ใครจะโง่รอให้คนอื่นมาโต้กลับกันเล่า!
ปีศาจเริ่มลนลาน มันรีบขู่ฟ่อ “ตอนนี้ฉันสิงร่างเสวี่ยเอ๋อร์นะ เธอไม่กลัวหรือไงว่าแรงนั่นจะทำร้ายเพื่อนตัวน้อยคนนี้ไปด้วย?”
มันคิดใช้เสวี่ยเอ๋อร์เป็นโล่กำบัง แต่ซู่เป่ากลับส่ายหน้าหวืด “เธอไม่ใช่เพื่อนของหนูสักหน่อย”
เจ็บตัวบ้างก็ช่างเถอะ ยังดีกว่าปล่อยให้ถูกผีดูดพลังจนแห้งเหี่ยวตายไปจริง ๆ ไม่ใช่หรือ?
ปีศาจจอมแสแสร้งนิ่งอึ้งไปอึดใจ กัดฟันมองจี้ฉางสลับกับซู่เป่าพลางตัดสินใจชิ่งหนี ทว่าด้ายแดงบนข้อมือของเด็กน้อยพลันเปล่งแสงสีชาดอ่อน ๆ ออกมาตรึงร่างค้ำจุนเธอไว้ พร้อมดึงวิญญาณร้ายกลับมาหาตนอีกครั้ง
เจ้าตัวน้อยออกแรงสุดกำลัง ขว้างร่างปีศาจไปทางซ้ายทีขวาทีอย่างเมามัน ในฐานะที่เป็นร่างแทนของปีศาจ เสวี่ยเอ๋อร์จึงถูกเหวี่ยงไปมาตามไปด้วย หากซู่เป่าไม่ได้จงใจคว้าข้อเท้าของปีศาจแทนที่จะเป็นขาของเสวี่ยเอ๋อร์ แรงมหาศาลขนาดนี้คงทำให้เธอกลายเป็นเนื้อบดไปนานแล้ว
ถึงอย่างนั้นสภาพเธอก็ไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไร ใบหน้าบวมเป่งจากการกระแทกดูคล้ายหัวหมูไม่มีผิด
จังหวะสุดท้าย เสียง ปัง! ดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมฝุ่นควันฟุ้งกระจาย ซู่เป่าสามารถเหวี่ยงปีศาจจอมแสแสร้งออกจากร่างของเสวี่ยเอ๋อร์ได้สำเร็จ!
เด็กหญิงกลอกตาขึ้นบน ก่อนล้มลงหมดสติอยู่บนพื้น
“ออกมาแล้ว! ต่อไปทำยังไงต่อดีคะอาจารย์?” ซู่เป่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือน้อยปาดเหงื่อบนหน้าผากพร้อมกับถาม
เหนื่อยเหลือเกิน… การจับผีมันเปลืองแรงขนาดนี้เลยหรือนี่! อาจารย์ไม่น่าเชื่อถือเลย สอนเธอแค่วิธีเดียวแต่วิธีนี้มันเหนื่อยเกินไปแล้ว!
ทางด้านจี้ฉางและซูเหอเวิ่นที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ต่างอ้าปากค้างนิ่งอึ้งไปตาม ๆ กัน
“เก่ง… เก่งเกินไปแล้ว…” ซูเหอเวิ่นหน้าถอดสีพลางพึมพำเสียงแผ่ว
น้องสาวของเขาไม่ใช่เด็กขี้แยน่ารำคาญอย่างที่เคยคิดเสียแล้ว…
แต่เป็นสาวน้อยนักทวงหนี้สายโหดชัด ๆ!
ภาพในหัวของเขาเห็นซู่เป่าเป็นเหมือนหัวหน้าแก๊งสวมชุดเกราะออกล่า นิ้วทั้งห้าสวมแหวนหลากสี ใครไม่ยอมเป็นต้องถูกจัดการยับเยิน
จี้ฉางเองก็คาดไม่ถึงว่าซู่เป่าจะมีพรสวรรค์พิเศษในเรื่องพลังศักดิ์สิทธิ์จัดการวิญญาณ ถึงขั้นเหวี่ยงผีร้ายออกจากร่างทรงได้ด้วยมือเปล่า!
นี่มันระดับไหนกันแน่? แม้แต่ตัวเขาเองยังต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเพื่อแยกวิญญาณร้ายออกจากร่างมนุษย์ แต่ว่าเจ้าตัวกลมจอมพลังกลับทำสำเร็จเพียงแค่เหวี่ยงกระแทกเฉย ๆ
แม้ด้ายแดงจะช่วยเสริมแรงอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงตัวช่วยเท่านั้น พลังของซู่เป่าดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นเมื่อต้องรับมือกับผีร้าย
ราวกับเธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ…
“ยันต์จับผีที่อาจารย์เคยสอน จำได้ไหม?” จี้ฉางข่มความตกตะลึงไว้ก่อนเอ่ยถาม
“จำได้ค่ะ! ถึงแม้อาจารย์จะวาดมันยุ่งเหยิงเหมือนหมากัดก็เถอะ แต่ซู่เป่าจำแม่นเลย!” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงัก
มุมปากจี้ฉางกระตุกกึก…
บอกว่าจำได้เฉย ๆ ก็พอ ประโยคหลังนั้นไม่จำเป็นต้องพูดเลย!
ซู่เป่าวาดนิ้วร่ายลวดลายของคาถาจับวิญญาณอย่างงุ่มง่าม ในอากาศว่างเปล่ากลับปรากฏยันต์สีเหลืองขึ้นมา ครอบคลุมวิญญาณหลงตัวเองไว้ก่อนกระชากมันพุ่งเข้าหาน้ำเต้าอาคม อย่างรุนแรง
“ไม่ ฉันไม่อยากเข้าไป ฉันไม่เข้า!” ปีศาจดิ้นรนโวยวาย
“ทำไม… ทำไมกัน! ฉันพยายามมาตั้งมากมาย แต่สุดท้ายกลับจบลงแบบนี้!”
ซู่เป่าไม่สนใจหรอกว่ามันจะทำไม!
เธอออกแรงดึงสุดตัว “ฮึบ! ฮึบ!” ลากปีศาจตนนั้นลงน้ำเต้าอาคม แสงสว่างจากตัวอักษรสีเหลืองเปล่งประกายคล้ายตาข่ายยักษ์หดเล็กลงเรื่อย ๆ บีบอัดร่างปีศาจซึ่งพยายามดิ้นรนจนตาข่ายตึงเปรี๊ยะ
ซู่เป่าเลยตัดสินใจเหยียบขาข้างหนึ่งลงบนตัวปีศาจพลางออกแรงโน้มตัวดึงถอยหลังสุดแรงเกิด
“ยัยลูกศิษย์ซื่อบื้อเอ๊ย…” จี้ฉางหลุดหัวเราะพลางเอามือกุมหน้าผากอย่างอ่อนใจ
ไปยืนเหยียบตัวมันไว้แบบนั้น แล้วหนูจะดึงมันลงน้ำเต้าได้ยังไง สู้กับตัวเองอยู่หรือ?
“ซู่เป่า ลองถามมันดูหน่อยสิว่าตายได้ยังไง” จี้ฉางรีบบอก
การรับผีไม่ใช่แค่การเก็บใส่ขวด แต่ต้องถามไถ่ต้นสายปลายเหตุด้วย เพื่อสร้างประสบการณ์ให้เธอในวันหน้า
“คุณป้าอ้วนคะ คุณตายได้ยังไง?” ซู่เป่าทำตามอย่างว่าง่าย
ปีศาจแห่งความหลงตัวเองดวงตาแดงฉานจ้องหน้าเด็กน้อยอย่างแค้นเคือง แผดเสียงแหลมเล็กบาดหูออกมา “ใครอ้วน! แกนั่นแหละอ้วน! ทั้งบ้านแกนั่นแหละอ้วน!”
ซู่เป่าไม่รอช้า ยืดอกพองขนแล้วสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงฉะฉาน “สะท้อนกลับค่ะ!”
มันถึงกับอึ้งกิมกี่จนคำด่าที่เตรียมไว้ติดอยู่ในลำคอ พลังทำลายล้างของคำว่า ‘สะท้อนกลับ’ จากเด็กสี่ขวบช่างรุนแรงจนวิญญาณร้ายอย่างมันไปไม่เป็น ได้แต่ยืนอ้าปากค้างพลางมองเด็กน้อยด้วยสายตาว่างเปล่า
“……” จี้ฉางถึงกับเอามือกุมขมับ พยายามกลั้นยิ้มจนไหล่สั่น นี่เขาพร่ำสอนวิชาอาคมโบราณและศาสตร์แห่งการปราบมารมาตั้งมากมาย เพื่อให้ลูกศิษย์เอามาใช้คู่กับมุกเด็กประถมอย่างนั้นหรือ?
แต่ก็นั่นแหละ… ดูเหมือนพลังสะท้อนกลับของเจ้าก้อนแป้งจะทรงอานุภาพกว่ายันต์ใบไหน ๆ เสียอีก
ปีศาจจอมแสแสร้งเริ่มกระวนกระวาย กรีดร้องโหยหวนพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการพันธนาการ
จี้ฉางลอบสังเกตเห็นว่ายามนี้เธอคงไม่ยอมปริปากบอกเล่าเรื่องราวการตายโดยง่าย เขาจึงพลิกปลายนิ้วเรียกวิญญาณร้ายกลับเข้าไปในน้ำเต้าอาคมทันที
ตัวน้ำเต้าสั่นไหวไปมาพร้อมเสียงคำรามแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากภายใน
“ปล่อยฉันออกไปนะ!”
“ป้าอ้วนเงียบหน่อยนะคะ เข้าไปอยู่ข้างในกับป้าหน้าเหวี่ยงก่อนนะ!” ซู่เป่าเอื้อมมือน้อยตบส่วนโค้งของน้ำเต้าเบา ๆ พลางเอ่ยปราม
เด็กน้อยส่ายน้ำเต้าในมืออย่างยินดี ป้าอ้วนคนหนึ่ง ป้าหน้าเหวี่ยงคนหนึ่ง…
น้ำเต้าของเธอใกล้จะเต็มแล้วหรือยังนะ?
“อาจารย์คะ น้ำเต้าของซู่เป่าเตรียมจะเต็มหรือยังคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
ผีตัวใหญ่ยักษ์ขนาดนั้นเชียวนะ!
“อาจารย์จะสอนวิธีดูให้” จี้ฉางลูบจุกผมเล็กบนหัวของเธอพลางตอบ
เขาจับปลายนิ้วข้างหนึ่งของซู่เป่ากดลงบนผิวสัมผัสน้ำเต้า พร้อมกระซิบแผ่วเบา “จงตั้งสมาธิ”
ซู่เป่าจดจ่อแน่วแน่ ทันใดนั้นภาพภายในน้ำเต้าพลันปรากฏชัดแก่สายตา พื้นที่เบื้องหน้ากว้างขวางราวกับห้องโถงขนาดใหญ่ ป้าหน้าเหวี่ยงนอนคว่ำหน้าอยู่ข้างในด้วยท่าทางเบื่อหน่าย ส่วนป้าอ้วนกำลังกระทืบเท้าด่าทอด้วยโทสะ
ร่างมหึมาเมื่อครู่นี้ เมื่อเข้าไปอยู่ภายในกลับเล็กจ้อยจนไม่พอแม้แต่จะติดซอกฟัน!
เมื่อซู่เป่าได้สติกลับมา เห็นน้ำเต้าตรงปลายนิ้วส่ายไปมาเบา ๆ เด็กน้อยถึงกับทำหน้าเศร้าสลด “ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเต็มกันล่ะเนี่ย!”
“ไม่รู้สิ ลองให้พี่ชายช่วยคำนวณดูสิ” จี้ฉางยิ้มมุมปากแกล้งหยอก
ทั้งอาจารย์และศิษย์ต่างพร้อมใจหันไปมองซูเหอเวิ่นเป็นตาเดียว
“อย่ามาถามผมนะ!” ซูเหอเวิ่นรู้สึกขนลุกซู่รีบปฏิเสธทันควัน
เขาไม่มีวันยอมคำนวณเรื่องพรรค์นี้เด็ดขาด ต่อให้ตายก็ไม่ทำ! หากต้องคำนวณว่าผีผู้หญิงครอบครองพื้นที่กี่ตารางเมตร เขาขอยอมทิ้งวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีซึ่งเป็นที่รัก แล้วหันไปแทะตำราสายศิลป์อันน่าเบื่อเสียยังดีกว่า
“ทำไมล่ะคะ! พี่ชายเก่งคณิตศาสตร์มากไม่ใช่หรือ?” ซู่เป่าท้วง
ไม่ เขาไม่เก่งเลยสักนิด
ทว่าซู่เป่ากลับนั่งยองลงกับพื้น วาดลวดลายประกอบคำอธิบาย “พี่ชายดูสิ นี่คือห้องภายในน้ำเต้า นี่คือป้าหน้าเหวี่ยง และป้าตัวอ้วน… ห้องใหญ่ขนาดนี้ ป้าอ้วนตัวเท่านี้ ป้าหน้าเหวี่ยงตัวเท่านี้… ต้องใช้ป้าอ้วนกับป้าหน้าเหวี่ยงอีกกี่คนถึงจะเต็มห้องน้ำเต้าคะ?”
ซูเหอเวิ่น: “…”
สมมติให้ป้าอ้วนเท่ากับ x ป้าหน้าเหวี่ยงเท่ากับ y…
ไม่ใช่! เขาไม่อยากคำนวณเสียหน่อย! แต่มือของเขากลับขยับไปเองตามความเคยชิน พอเห็นตัวเลขหรือการเปรียบเทียบปริมาตรสัญชาตญาณก็สั่งการทันที เขาหยิบกิ่งไม้ใกล้ตัวมาวาดเขียนลงบนพื้นดิน
“ปริมาตรของผีผู้หญิงเท่ากับ x+y… พื้นที่ภายในห้องเท่ากับ… ดังนั้น การจะเติมพื้นที่ให้เต็มต้องใช้ x ประมาณ 19 และ y ประมาณ 100…”
“สรุปคือต้องใช้ป้าอ้วน 19 คน และป้าขี้เหร่อีก 100 คน”
“อืม… เข้าใจแล้วค่ะ” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักรับคำอย่างจริงจัง
อาจารย์เคยบอกเรื่องนี้ไปตั้งนานแล้วมิใช่หรือ?
จี้ฉางทำได้แค่คิดท้วงในใจ
เมื่อสิ้นสุดการคำนวณ ซูเหอเวิ่นรีบทิ้งกิ่งไม้ลงทันที ทำเหมือนไม่เคยแตะต้องมันมาก่อน เขาเบือนสายตาไปทางอื่นพลางถามแก้เก้อ
“แล้วทำไมต้องขังพวกเธอไว้จนเต็มน้ำเต้าด้วยล่ะ?”
“เพราะอาจารย์บอกว่า ถ้าใส่วิญญาณไม่เต็มน้ำเต้า ซู่เป่าจะถูกพาตัวไปค่ะ” ซู่เป่านั่งกอดเข่าเอาหัวพิงไว้พลางเอ่ยด้วยท่าทีราบเรียบ
“ถูกพาไป? พาไปที่ไหนกัน!” ซูเหอเวิ่นตกตะลึงกับคำตอบ