ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 76 พี่ชายปากแข็ง ใจไม่แข็งเอาเสียเลย!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 76 พี่ชายปากแข็ง ใจไม่แข็งเอาเสียเลย!
บทที่ 76 พี่ชายปากแข็ง ใจไม่แข็งเอาเสียเลย!
ซู่เป่าเดินเที่ยวเล่นกับคุณลุงใหญ่ไปตามถนน เธอได้กินทั้งไอศกรีมหนึ่งโคน สตรอว์เบอร์รีสดสองกล่อง เค้กมูสชิ้นเล็กอีกหนึ่งชิ้น ยังไม่รวมปีกไก่บาร์บีคิว ขาไก่ทอด และขาหมูตุ๋น…
สุดท้ายเมื่อได้เข็มเงินกลับมาสมใจ เด็กน้อยจึงยอมกลับบ้านอย่างพอใจ
คุณนายซูยิ้มรับทันทีที่เห็นหลานสาว “ซู่เป่ากลับมาแล้วหรือลูก พอดีเลย ได้เวลามื้อค่ำแล้วจ้ะ”
“คุณยายคะ ตอนนี้ท้องซู่เป่ากลมป่องไปหมดแล้วค่ะ” ซู่เป่าส่ายหัว
“ไปกินอะไรมาล่ะนั่น?” คุณนายซูร้องออกมาด้วยความแปลกใจ
“หนูกินข้าวไปสิบชามค่ะ” ซู่เป่าตอบหน้าตาย
“ซู่เป่า โกหกไม่ดีนะลูก!” คนเป็นยายทั้งขำทั้งเอ็นดูในเวลาเดียวกัน
“คุณยายอย่าดุหนูนะ! จริง ๆ แล้วหนูกินไอศกรีมไปหนึ่งอัน มูสเค้กสองชิ้น แล้วก็สตรอว์เบอร์รีอีกสองกล่อง…” เธอจึงยอมสารภาพออกมาอย่างว่าง่าย
เจ้าตัวน้อยไล่นิ้วมือไปทีละนิ้ว พลางนับของที่กินไปอย่างซื่อ ๆ พร้อมกับเหลือบมองปฏิกิริยาของอีกคนอย่างรวดเร็ว “คุณยายบอกว่าจะไม่โกรธไงคะ”
“ไม่โกรธหรอกลูก แต่คราวหน้าห้ามกินแบบนี้อีกนะ เด็ก ๆ ต้องกินข้าวให้ตรงเวลาถึงจะดี” คุณนายซูรีบปลอบ
“ได้ค่ะคุณยาย! ขอบคุณนะคะ!” ซู่เป่าดีใจจนโผเข้าจุ๊บแก้มคุณยายเบา ๆ
คุณยายใจดีที่สุดเลย
ในเมื่อคุณยายดีกับเธอขนาดนี้ เธอต้องตั้งใจเรียนวิชาแพทย์แผนจีนให้เร็ว เพื่อรักษาขาของท่านให้หายขาด!
เด็กน้อยวิ่งขึ้นบันไดไปด้วยความร่าเริง ทว่าจังหวะนั้นเธอสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในน้ำเต้าอาคม จึงรีบวิ่งกลับเข้าห้องนอนทันที
หญิงชรามองตามหลานสาวด้วยสายตาอ่อนโยน แต่พอหันกลับมาเห็นซูอีเฉิน เธอก็เปิดฉากตำหนิลูกชายทันที
“ลูกก็เหลือเกินจริง ๆ ปล่อยให้เด็กกินขนมเยอะขนาดนี้ได้อย่างไร เด็กน่ะ ไม่รู้ความก็พอเข้าใจได้ แต่เป็นผู้ใหญ่เสียเปล่า ไม่รู้เรื่องกับเขาบ้างหรือ?”
ซูอีเฉินลูบจมูกตัวเองอย่างกระอักกระอ่วน
คนกินคือซู่เป่า แต่ทำไมคนที่โดนดุถึงเป็นเขาเสียได้?
“ก็ซู่เป่าบอกว่าอยากกินนี่ครับ” เขาพยายามอธิบาย
เมื่อนึกถึงตอนเจ้าตัวน้อยใช้ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองอย่างออดอ้อน ใครเล่าจะทนใจแข็งไหว
ผู้เป็นมารดายังคงเอ็ดต่อ “เด็กบอกว่าอยากได้ลูกก็ประเคนให้เลยหรือ! ต้องหัดปฏิเสธบ้างสิ”
เธอมองว่าเขานั้นไร้หลักการสิ้นดี เป็นเพราะเธอไม่ได้อยู่ด้วยล่ะสิ ซูอีเฉินถึงได้ตามใจหลานจนเลอะเทะแบบนี้
“ผมยังมีประชุมต่อ ขอตัวก่อนนะครับ” ซูอีเฉินรีบกระแอมไอเบา ๆ พูดจบเขาก็รีบเดินหนีไปทันที
คุณนายซูถลึงตามองตามลูกชายไป
หากพูดถึงช่วงแรกเริ่ม ซู่เป่าอาจเป็นเพียงที่พึ่งทางใจเพื่อทดแทนความโศกเศร้าเรื่องจิ่นอวี้…
แต่ในตอนนี้ความรู้สึกนั้นกลับค่อย ๆ เปลี่ยนไป
เด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่แค่ตัวแทนความเสียใจอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งล้ำค่าของคนในตระกูลซู ทุกคนต่างหวงแหนและทะนุถนอมจากใจจริง
“ไม่กินข้าวแล้วจะเอาสารอาหารมาจากไหนกัน” หญิงชราบ่นพึมพำ ก่อนเดินเข้าครัวไปเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำอาหารมื้อดึกให้หลานสาว
*
ชั้นบน ซูเหอเวิ่นเดินออกจากห้องด้วยท่าทีเรียบเฉย เขาลงบันไดไปดื่มน้ำหนึ่งแก้วแล้วเดินกลับขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ ทว่ากลับจงใจก้าวผ่านหน้าห้องของซู่เป่าไป
หลังจากเข้าห้องตัวเองได้ไม่นาน เขาก็เปิดประตูออกมาอีกครั้ง คราวนี้ลงไปหยิบนมอีกหนึ่งกล่อง
ซูเหอเหวินซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาชั้นล่างมองอาการนั้นแล้วขมวดคิ้วมุ่น “นายน่ะ อยากเข้าไปหาซู่เป่าใช่ไหมล่ะ?”
อยากไปก็ไปสิ! เดินวนไปวนมาอยู่ได้ น่าเวียนหัวชะมัด
“ใครจะไปหาเธอ? ฉันแค่กระหายน้ำเลยหาอะไรดื่มเฉย ๆ ไม่ได้มีความคิดจะไปหาเลยสักนิด” ซูเหอเวิ่นเถียงกลับด้วยความดื้อรั้น พี่ชายคนโตมองคนปากแข็งแบบเงียบเชียบ
ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปจนฟ้าเริ่มมืด ซูเหอเวิ่นซึ่งเดินวนไปวนมาจนพอใจก็ยอมเดินไปเคาะประตูห้องของซู่เป่า
“เข้ามาได้เลยค่า~” เสียงหวานใสของซู่เป่าดังลอดออกมา
ซูเหอเหวินยังคงตีหน้าตายถือโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ…
เหอะ ปล่อยให้ปากแข็งไปเถอะ
พี่ชายคนโตอย่างซูเหอเหวินไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมซูเหอเวิ่นที่เพิ่งใช้เวลากับซู่เป่าเพียงครึ่งวัน ถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้ น้องสาวคนนี้น่ารำคาญจะตายไป ยังเดินวนไปวนมาอีก ถ้าเป็นเขาไม่มีทางทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้แน่นอน
ซูเหอเหวินเม้มปากแน่นก่อนปิดประตูห้องเพื่อกลับไปอ่านหนังสือต่อ
ทางด้านซูเหอเวิ่น เมื่อก้าวเข้ามาในห้องเขาก็พบซู่เป่านอนอยู่บนเตียง เธอชูเท้าเล็ก ๆ ขึ้นสูงพลางจ้องมองนิ้วเท้าตัวเองที่กำลังขยับไปมา
“เธอกำลังทำอะไรอยู่น่ะ?” ซูเหอเวิ่นเอ่ยถาม
“หนูกำลังลดน้ำหนักอยู่ค่ะ” ซู่เป่าส่ายขาสั้น ๆ ไปมา
“อายุเท่านี้เอง เด็กน้อยอย่างเธอไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักหรอก” ซูเหอเวิ่นถามด้วยความงุนงง
หากลดน้ำหนักจนหน้าผอมลง แก้มอวบ ๆ นั่นคงหายไป และคงไม่น่ารักเหมือนตอนนี้ เป็นอยู่แบบนี้แหละดีแล้ว น่ารักกลมดิ๊กเหมือนมะเขือเทศลูกหนึ่ง
“โอเคค่ะ… ถ้าไม่ลดน้ำหนักล่ะก็ เดี๋ยวหนูคงต้องฝืนใจกินข้าวได้อีกแค่ชามเดียวแน่ ๆ เลย” ซู่เป่าวางขาลงนอนกางแขนกางขาแผ่หลาบนเตียง
“ถ้าไม่กินอะไรเลย คุณยายต้องเป็นห่วงแน่ ๆ ค่ะ”
“นี่ยังคิดจะกินข้าวอีกชามเหรอ?” ซูเหอเวิ่นถึงกับตาโตด้วยความตกใจ
พระเจ้าช่วย! คนอื่นเขาลดความอ้วนเพื่อให้หุ่นดี แต่ยัยเด็กคนนี้กลับลดความอ้วนเพื่อให้มีที่ว่างในท้องไปกินเพิ่มเสียอย่างนั้น ทั้งที่ตอนบ่ายตอนไปเดินห้าง เธอก็เดินกินของกินเล่นไปทั่วทั้งถนนแล้วแท้ ๆ!
“โอ๊ย ทำไมท้องซู่เป่าเล็กจังนะ? ทำไมตั้งแต่ใต้คอลงไปไม่เป็นท้องทั้งหมดเลยล่ะคะ?” ซู่เป่าเอามือลูบพุงกลมป่องของตัวเองพลางขมวดคิ้วมุ่น
ซูเหอเหวินจ้องมองน้องสาวคนเล็ก
“เออใช่ป้าอ้วนคะ ตายได้ยังไงคะ?” ซู่เป่าเงยหน้าขึ้นถามกะทันหัน
เห็นอีกฝ่ายตัวบวมเป่งขนาดนั้น คงไม่ใช่ว่าอิ่มจนตายหรอกนะ? ว่าแล้วเด็กน้อยก็จ้องมองไปทางด้านหลังของซูเหอเหวิน
“ป้า… ป้าอ้วนอยู่ที่ไหน?” พี่ชายพลันรู้สึกหลังแข็งทื่อขึ้นมาทันที
คงไม่ใช่ว่า… อยู่ข้างหลังเขาหรอกนะ…
“ก็อยู่เหนือหัวข้างหลังพี่นั่นแหละค่ะ” ซู่เป่าชี้นิ้วไปข้างหลังพี่ชาย
เธอใช้สีหน้าท่าทางดูไร้เดียงสาน่ารักที่สุด แต่กลับพูดสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดออกมา
ซูเหอเวิ่นแทบพุ่งตัวออกจากจุดนั้นในทันที เขาขยับเข้าไปนั่งตัวตรงอยู่ข้างซู่เป่าอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
“พี่ชาย พี่กลัวมากเลยเหรอคะ?” ซู่เป่าสะดุ้งตกใจ
“เปล่าสักหน่อย แค่ยืนจนเหนื่อยแล้วอยากนั่งพักเฉย ๆ” ซูเหอเวิ่นเม้มปากแน่น
เด็กน้อยมองดูพี่ชายสลับกับม้านั่งโซฟาที่วางอยู่ใกล้ ๆ กัน เธอรู้ทันแต่ก็ไม่ยอมพูดออกมา ทำเพียงมองตรงไปข้างหน้าแล้วพยักหน้าหงึกหงัก
“อืม ๆ ๆ! พี่ชาย ถ้าคราวหน้าเหนื่อยก็บอกตรง ๆ นะคะ”
ซูเหอเหวินได้แต่คิดในใจ
คราวหน้า… จะไม่มีคราวหน้าอีกเด็ดขาด!
เพื่อกลบเกลื่อนความอับอาย ซูเหอเวิ่นจึงแสร้งนั่งลงบนโซฟาแล้วชวนคุยต่อ “แล้วถามออกไปหรือยัง ว่าป้าอ้วนเขาตายยังไง?”
ถึงกลัวแค่ไหน แต่ลึก ๆ ในใจของเขาก็กดความยากรู้อยากเห็น ผีผู้หญิงที่พองตัวหนาเป็นนักซูโม่แบบนั้น สรุปแล้วตายด้วยสาเหตุอะไรกันแน่?
ตั้งแต่ซูเหอเวิ่นสัมผัสกับวิญญาณเป็นครั้งแรก เริ่มจากคืนที่ได้เห็นผีหญิงหน้าตาอัปลักษณ์ตนนั้น เขาก็รู้สึกว่าโลกทัศน์ของตัวเองถูกพลิกกลับหัวกลับหางไปหมด ราวกับได้เปิดประตูบานใหม่สู่โลกที่ไม่เคยรู้จัก… ทั้งหวาดกลัวแต่ก็อดไม่ได้ที่จะอยากสำรวจ
ในขณะนั้น ผีจอมแสแสร้งกำลังถูกจี้ฉางกดข่มพลังไว้ ปากของเธออ้ากว้างจนดูสยดสยอง จี้ฉางยกมือขึ้นดึงวิญญาณหลี่เหมยออกมาจากท้องของผีอ้วนทันที
“ว้าว ดึงออกมาได้จริง ๆ ด้วย!” ซู่เป่าอ้าปากค้างจนเป็นรูปตัวโอ
“ดึงอะไรออกมา?” ซูเหอเวิ่นถามด้วยความสงสัย
“เมื่อกี้ป้าอ้วนกลืนป้าหน้าเหวี่ยงเข้าไปค่ะ แล้วอาจารย์ก็เพิ่งดึงพวกเขาทั้งสองคนแยกออกมา” ซู่เป่าตอบ
เด็กน้อยรู้สึกร้อนรนขึ้นมาเล็กน้อย เพราะวิญญาณอีกตนจะช่วยให้เธอเติมน้ำเต้าอาคมได้เร็วขึ้น เธอจึงไม่ยอมให้ผีตนหนึ่งถูกอีกตนกินเข้าไปจนเหลือแค่ตนเดียว ไม่อย่างนั้นเธอต้องเหนื่อยไปตามจับเพิ่มอีก
ก่อนหน้านี้อาจารย์บอกให้เธอใจเย็น ๆ เธอจึงนั่งลดความอ้วนรอให้อาจารย์นำป้าหน้าเหวี่ยงออกมาจากท้องของป้าอ้วนก่อน
ทว่าซูเหอเหวินกลับเข้าใจไปอีกทาง
ในเมื่อตอนนี้เขามองไม่เห็นวิญญาณแล้ว จินตนาการจึงทำงานไปไกล เขาภาพภาพผีหญิงหน้าตาน่าเกลียดถูกลากออกมาจากตัวของผีอีกตน แล้วพาลนึกไปถึงวันที่เขานั่งถ่ายหนักอยู่ในห้องน้ำแล้วมันติดขัดขึ้นมาเสียดื้อ ๆ…
ซูเหอเวิ่นกระตุกมุมปาก แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจโดยไม่รู้ตัว