ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 77 หลี่รั่วผิงปีศาจจอมแสแสร้งและยิ่งทะนง!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 77 หลี่รั่วผิงปีศาจจอมแสแสร้งและยิ่งทะนง!
บทที่ 77 หลี่รั่วผิงปีศาจจอมแสแสร้งและยิ่งทะนง!
หลี่เหมยที่ถูกพ่นออกมาเอาแต่นั่งร้องไห้ฟูมฟาย พลางฟ้องด้วยความแค้นเคือง
“เธอกลืนฉัน! ยัยผีบ้า เธอกล้าดียังไงมากลืนฉัน!” หลี่เหมยร้องไห้ฟูมฟาย “พวกเราล้วนเป็นวิญญาณที่ถูกจับมาเหมือนกัน ฮือ ๆ ๆ นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว”
ขณะเดียวกัน ปีศาจจอมแสแสร้งกลับถูกแรงกดดันมหาศาลบังคับให้นิ่งสงบอยู่ตรงมุมห้อง เธอยิ้มเยาะอย่างเย็นชาพลางเอ่ย “จะฆ่าจะแกงก็รีบทำเสียเถอะ! ไม่อย่างนั้น หากฉันหลุดไปได้เมื่อไหร่ พวกแกไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบแน่”
เธอจ้องมองซู่เป่าด้วยดวงตาแดงก่ำแฝงแววเหี้ยมเกรียม…
ทันใดนั้น จี้ฉางก็ยกมือขึ้นฟาดหัวเธอเต็มแรงจนเสียงดังสนั่น! “บังอาจนัก! ต่อหน้าลูกศิษย์ฉัน ยังกล้าข่มขู่ซ้ำซากอีกหรือ?!”
แรงตบเพียงครั้งเดียวทำให้ศีรษะของผีร้ายหลุดกระเด็นออกจากบ่า มันกลิ้งขลุกขลุกไปตามพื้นห้องก่อนหยุดกึกอยู่ที่ปลายเท้าของซูเหอเวิ่นพอดี
ซู่เป่าอ้าปากค้าง สายตาจดจ้องศีรษะของป้าอ้วนที่มาหยุดอยู่ตรงหน้าพี่ชาย…
“เธอ… เธอกำลังดูอะไรอยู่น่ะ?” ซูเหอเวิ่นลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“หัวของป้าอ้วนหลุดค่ะพี่ชาย! ตอนนี้กลิ้งมาอยู่ใต้เท้าพี่พอดีเลย!” ซู่เป่าชี้ไปยังพื้นตรงหน้าเขาพร้อมตอบเสียงใส
“ฮึ่ม… เก้าอี้ตัวนั้นนั่งไม่ค่อยสบาย ฉันขอนั่งตรงนี้ดีกว่า” เด็กหนุ่มสปริงตัวลุกขึ้นยืนในทันที ก่อนขยับไปนั่งเบียดข้างซู่เป่าด้วยท่าทางลุกลน
“หนูเข้าใจแล้วค่ะ” ซู่เป่าพยักหน้าเข้าใจ
ซูเหอเวิ่นไม่อยากอธิบายอะไรให้มากความไปกว่านี้อีกแล้ว
จี้ฉางสะบัดมือเพียงนิด ศีรษะของวิญญาณผู้เย่อหยิ่งก็ลอยกลับมาต่อเข้ากับร่างตามเดิม เขาเปลี่ยนมานั่งขัดสมาธิพลางใช้มือเท้าคาง เอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจว่า “เล่ามา ทำไมถึงตาย?”
“ไม่ต้องมาถามเสียให้ยาก ฉันไม่มีทางพูดเด็ดขาด” ปีศาจร้ายแค่นหัวเราะ
จี้ฉางไม่รอช้า ยกมือขึ้นตบศีรษะเธอจนหลุดกระเด็นออกไปอีกครั้ง ก่อนจะดึงทิพย์วิญญาณกลับมาเหมือนเล่นโยโย่ “ถามว่า… ทำไมถึงตาย?”
วิญญาณสาวเริ่มรู้สึกว่าสติสัมปชัญญะของเธอมึนงงไปหมด แม้ผีทั่วไป สามารถถอดหัวได้โดยไม่เป็นอะไร ทว่าการถูกจี้ฉางตบแบบนี้ย่อมไม่ธรรมดา เพราะจี้ฉางหาใช่ดวงวิญญาณระดับสามัญไม่!
“แก…!” วิญญาณสาวโกรธจนตัวสั่น
“โอ้ ยังไม่ยอมพูดอีกหรือ?” จี้ฉางตบหัวเธอออกไปอีกรอบ
นี่เขาเห็นหัวฉันเป็นของเล่นหรือไงกัน?
ซู่เป่าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เบิกตากว้างจดจำภาพตรงหน้า…
ยัง… ยังทำแบบนี้ได้ด้วยหรือคะเนี่ย… ต้องรีบเรียนรู้ไว้เสียแล้ว
“ซู่เป่า มานี่สิ” จี้ฉางเอ่ยขึ้น
วิญญาณแสนจองหองพลันนึกถึงภาพที่เคยถูกซู่เป่าขว้างราวกับกระสอบทรายขึ้นมาได้ทันที เธอจึงรีบตะโกนห้าม “จะพูดแล้ว! จะเล่าเดี๋ยวนี้แหละ! ไม่ต้องขยับเข้ามานะ!”
สำหรับเธอแล้ว สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าจี้ฉาง ก็คือเด็กน้อยประหลาดที่ยังไม่หย่านมคนนี้แหละ…
เมื่ออยู่ต่อหน้าซู่เป่า เธอรู้สึกราวกับไร้เรี่ยวแรงโต้ตอบโดยสิ้นเชิง
ปีศาจจอมแสแสร้งเม้มปากอย่างอึดอัดใจ ก่อนเริ่มเล่า “ฉันชื่อหลี่รั่วผิง เมื่อก่อนฉันเป็นลูกคุณหนูทายาทเศรษฐีที่ร่ำรวยมาก…”
“จริงหรือคะ?” ซู่เป่าแทรกขึ้นทันควัน
หลี่รั่วผิงอึกอักไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมเปลี่ยนคำพูด “ฉัน… ฉันทำงานหนักจนสร้างตัวจนรวย…”
ซู่เป่าและจี้ฉางจ้องมองเธอด้วยสายตาไม่เชื่อถืออย่างรุนแรง เด็กน้อยมีสัญชาตญาณพิเศษที่มองออกว่าผีตนนี้กำลังโป้ปด ส่วนจี้ฉางก็ได้แต่ทึ่งในความหลงตัวเองของเธอแม้กลายเป็นผีไปแล้วก็ยังไม่ทิ้งนิสัยเดิม
ในที่สุดหลี่รั่วผิงก็ยอมคายความจริงออกมา “ตอนมีชีวิต… ฉันทำงานอยู่ในโรงพิมพ์ค่ะ”
แท้จริงแล้ว หลี่รั่วผิงเป็นเพียงคนงานหญิงในโรงงานนรก ต้องคลุกคลีอยู่กับแท่นพิมพ์ทุกวัน ทว่าเธอยังพอมีโชคอยู่บ้าง คืนหนึ่งขณะทำงานล่วงเวลาจนดึก เธอได้พบกับลูกสาวเจ้าของโรงงานผู้ใจดีอาสาขับรถไปส่งเธอ ทั้งคู่จึงได้เริ่มต้นมิตรภาพที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้
“ความสัมพันธ์ของพวกเราดีขึ้นเรื่อย ๆ… เธอมักพาฉันกลับไปทานข้าวที่บ้านเสมอ”
หลี่รั่วผิงเลียริมฝีปากพลางเล่าต่อ “ตอนนั้นเองที่ฉันได้รู้ว่า เนื้อวัวรสเลิศแท้จริงเป็นอย่างไร เนื้อกุ้งสดใหม่ที่ทั้งแน่นและเด้งสู้ลิ้นมันเป็นแบบไหน…”
“ก่อนหน้านั้น ฉันหลงเข้าใจมาตลอดว่าข้างในตัวกุ้งมันต้องกลวงโบ๋ไปครึ่งหนึ่ง…”
จี้ฉางพอเดาออกว่ากุ้งที่เธอเคยกินก่อนหน้านี้คงเป็นกุ้งตายเริ่มเน่าเสีย เมื่อแบคทีเรียย่อยสลายเนื้อจึงหลวมและส่งกลิ่นรุนแรง ซึ่งมักจะถูกนำไปปรุงรสจัดจ้านตามแผงลอยข้างทางเพื่อกลบกลิ่น จนแทบเหลือแต่เปลือกไร้เนื้อ
“แล้วยังไงต่อคะ?” ซู่เป่าถามต่อด้วยความสนใจ
ซูเหอเวิ่นซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ แม้มองไม่เห็นและไม่ได้ยินสิ่งใด ทว่าเขากลับรู้สึกกระวนกระวายใจยิ่งนัก ตอนไม่อยากเจอผี ก็ดันเจอจนแทบเสียสติ แต่พอตอนนี้อยากรู้เรื่องราวการตายของผีตนนี้ขึ้นมา กลับต้องนั่งรอให้ซู่เป่าช่วยเป็นสื่อกลางให้เสียอย่างนั้น
“เพื่อนสนิทของฉันมักยกเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่เธอเบื่อแล้วให้ฉันเสมอ ทั้งกระเป๋าและเครื่องประดับอีกมากมาย…” หลี่รั่วผิงเล่าต่อด้วยแววตาเพ้อฝัน
ในตอนแรกเธอมีความสุขมาก ถึงแม้เป็นของเหลือจากเพื่อน แต่มันคือสิ่งล้ำค่าที่คนอย่างเธอไม่มีปัญญาซื้อได้ตลอดทั้งชีวิต พ่อของเพื่อนเธอไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดการโรงพิมพ์ธรรมดา ๆ ยังเป็นประธานบริษัทกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ซึ่งครอบครองโรงงานอีกนับไม่ถ้วน
“เพราะเธอ… ฉันจึงได้สัมผัสกับชีวิตที่แม้แต่ในฝันฉันก็ยังไม่กล้าคิดถึง”
กลางวันเธอเป็นคนงานในโรงพิมพ์ แต่หลังเลิกงานเธอจะไปเดินห้างกับเพื่อนสนิท คอยมองดูเพื่อนช้อปปิ้งข้าวของมูลค่ามหาศาลโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา เธออาศัยอยู่ใต้ร่มเงาความรวยนั้น คอยรับเอาสายตาอิจฉาจากคนรอบข้างจนหลงนึกไปว่าตัวเองก็เป็นคุณหนูผู้มั่งคั่งเช่นกัน
“ครั้งหนึ่ง ฉันไปเล่นที่บ้านเพื่อน… ผู้จัดการร้าน GUOLHJ ถึงกับขนเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ทั้งซีซันมาส่งให้ถึงบ้าน ให้เพื่อนฉันเลือก”
“วันนั้นเพื่อนฉันเลือกเสื้อผ้าไปมูลค่ารวมกว่าสองล้านหยวนในคราวเดียว ส่วนชิ้นที่เธอไม่ชอบ ผู้จัดการร้านก็ได้แต่ยิ้มแย้ม ก้มหัวนอบน้อมแล้วขนกลับไปอย่างว่าง่าย”
หลี่รั่วผิงเล่าด้วยแววตาเหม่อลอย “ตอนนั้นเองฉันถึงได้รู้ว่า คนรวยเขาซื้อเสื้อผ้ากันแบบนี้ สินค้าหรูหราวางขายตามหน้าร้าน แท้จริงแล้วคือของที่คนรวยเลือกทิ้งเลือกขว้างต่างหาก”
แต่เดิมเธอเคยคิดว่า การได้ไปเดินห้างกับเพื่อนสนิทก็ถือเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจแล้ว ทว่าความจริงกลับกลายเป็นว่า มารยาทระดับพรีเมียมคือการที่ผู้จัดการร้านต้องมาส่งของให้ถึงบ้านด้วยตัวเอง
นี่มันชีวิตแบบไหนกัน?
ใบหน้าประจบประแจง รอยยิ้มประจบสอพลอของผู้จัดการร้าน รวมถึงใบเสร็จมูลค่าสองล้านหยวนนั้น ตราตรึงอยู่ในใจของเธออย่างลึกซึ้ง
และเพราะเสื้อผ้าชุดนั้น เธอจึงได้รับของต่อเป็นกระโปรงแบรนด์หรูที่เพื่อเพิ่งซื้อมาไม่นาน
เธอสวมเดรสสายเดี่ยว GUOLHJ ถือกระเป๋า YSHGD และรองเท้า DHEJ เดินทอดน่องอยู่บนท้องถนน ในมือถือแก้วสตาร์บัคส์รสชาติธรรมดา จ่ายเงินซื้อไปเท่ากับค่าแรงทั้งวันของเธอ!
“ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ฉันจะกลับไปอยู่ในหอพักห้องรวมสิบคนของโรงงานได้อย่างไร? สภาพแบบนั้นมันไม่คู่ควรกับสถานะของฉันเลยสักนิด!”
จี้ฉางถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ… ช่างเป็นพวกสวมเสื้อผ้าหรูนานวันเข้า จนลืมกำพืดตัวเองไปเสียสนิท
“แล้วยังไงต่อคะ?” ซู่เป่านั่งเท้าคางฟังตาแป๋ว ราวกับกำลังฟังนิทานเรื่องหนึ่ง
“ฉันจึงตัดสินใจย้ายออกไปเช่าบ้านข้างนอก ตอนไปหาห้อง นายหน้าเห็นฉันแต่งกายด้วยแบรนด์เนมทั้งตัว ก็รีบกระตือรือร้นแนะนำคอนโดหรูให้ฉันทันที…” หลี่รั่วผิงเล่าต่อ
สายตาเอาอกเอาใจและคำชื่นชมของนายหน้า เอ่ยชมไม่ขาดปากว่าเธอทั้งขาว ทั้งสวย ยิ่งปรนเปรอความหยิ่งพยองในใจของเธอให้พองโตขึ้นไปอีก
แน่นอนว่าเธอต้องผิวขาวอยู่แล้ว เพราะวัน ๆ เธอคลุกตัวอยู่แต่ในโรงพิมพ์ เริ่มงานตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง หากวันไหนต้องทำโอที กว่าจะกลับถึงหอพักก็ล่วงเลยไปถึงสี่ทุ่ม จะเอาเวลาที่ไหนไปตากแดดจนตัวดำได้ล่ะ?
ทว่าเธอกลับปักใจเชื่อคำยอของนายหน้า และหลงคิดไปว่าตัวเองเป็นสาวสวยผู้มั่งคั่งจริง ๆ
“สุดท้าย… ฉันเลยตกลงเช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ในราคาเดือนละห้าพันหยวน…” อันที่จริงตอนเซ็นสัญญาเธอก็เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาบ้างแล้ว ในวินาทีนั้นเธอไม่มีทางเลือก เพราะนายหน้าจ้องมองเธอด้วยสายตาคาดหวัง
ต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน เงินเดือนในโรงงานต่อให้ทำงานล่วงเวลาอย่างหนักหน่วงแค่ไหน ก็ได้เงินเพียงสามพันกว่าหยวนต่อเดือนเท่านั้น…
“เงินเดือนสามพัน แต่ค่าเช่าบ้านห้าพัน ยังขาดอีก…” ซู่เป่านั่งนับนิ้วคำนวณตาม
“ยังขาดอีกสองพันสินะ” ซูเหอเวิ่นซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ช่วยเสริม
“ขาดเงินตั้งเยอะเลย! แล้วคุณป้าอ้วนจะเอาเงินมาจากไหนล่ะคะ?” เด็กน้อยทำหน้าตื่นตะลึง
“นั่นสิ… จะเอามาจากไหนล่ะ…” หลี่รั่วผิงยิ้มขมขื่น
อพาร์ตเมนต์แห่งนั้นต้องจ่ายมัดจำหนึ่งเดือนและค่าเช่าล่วงหน้าอีกสามเดือน รวมแล้วเธอต้องจ่ายเงินก้อนถึงสองหมื่นหยวนในคราวเดียว แม้เธอทำงานในโรงงานมานานขนาดนั้น แต่ในบัตรเอทีเอ็มกลับมีเงินเก็บอยู่เพียงหนึ่งพันหยวนเท่านั้นเอง…